
หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม สันติธัมโมจารึกนาม(2)
ปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์ฟักนี้ ท่านละเอียดมาก ใครๆ ก็เอาเป็นแบบอย่างได้....
ปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์ฟักนี้ ท่านละเอียดมาก ใครๆ ก็เอาเป็นแบบอย่างได้....
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
การก่อสร้างที่พักสงฆ์ ณ วัดเขาน้อยสามผานในยุคแรกนั้น พระอาจารย์ฟักให้เก็บเอาไม้ฝาโลงที่สัปเหร่อทิ้งไว้ในป่าช้าเอามาทำพื้นกุฏิ ซึ่งพระอาจารย์แสวงมักจะนำศิษย์วัดลงไปเก็บฝาโลงที่วัดล่างหรือวัดสามผาน แล้วเอามาทาน้ำมันเครื่องเก่าเพื่อรักษาเนื้อไม้กันมิให้ปลวกกิน โดยพระอาจารย์ฟักเองนั้นพักอยู่ในกระต๊อบเล็กๆ หลังคาและฝามุงจาก ประตูเป็นไม้ไผ่เลื่อนไปมา โดยผูกติดกันด้วยลวดเวลาเลื่อนจะมีเสียงดังเอี๊ยดๆ ที่เก็บกักน้ำก็ไม่มี ต้องแบกน้ำขึ้นเขาอยู่ถึง 2 ปี จน พ.ศ. 2512 จึงค่อยได้ยุติการหาบน้ำขึ้นเขา
หลายสิบปีต่อมา พระอาจารย์ฟักจึงเล่าว่า ตอนนั้นลำบากมาก ไม่รู้จะทำยังไงก็เลยหลับตาแล้วภาวนาพุทโธอย่างเดียวไปเรื่อยๆ ในที่สุดอะไรๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสอนศิษย์ ซึ่งประสบกับช่วงลำบากของชีวิตว่า ให้หมั่น “พุทโธ” ไว้เสมอๆ
ท่ามกลางความอัตคัดขัดสนนั้น เมื่อท่านกลับมาแรกๆ ก็จะมีเฉพาะหมู่ญาติพี่น้องเท่านั้นที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระธรรมยุต ตอนนั้นอะไรๆ ก็ขาดแคลนไปหมด จะหาคนถวายบุหรี่ก็ยาก ตอนเช้าๆ แทบจะหาคนประเคนอาหารให้พระในวัดก็ไม่ได้ แต่จะว่าไปชาวบ้านสามผานก็ยังมีศรัทธาในพระสายกรรมฐานอยู่บ้าง เพราะก่อนนั้นเคยมีคนในหมู่บ้านผู้หนึ่งบวชเป็นมหานิกายชื่อ “พระสมุทร” ต่อมาเมื่อท่านมีโอกาสได้พบพระอาจารย์ลี จึงเกิดความเลื่อมใส เลยขอญัตติใหม่เป็นพระธรรมยุตแล้วชักชวนญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน ให้ร่วมทำบุญกับพระอาจารย์ลีเรื่อยมา
พระสมุทรบวชได้ประมาณ 8 พรรษา ก็ลาสึกออกมาเป็นไวยาวัจกรคนแรกของวัดเขาน้อย เมื่อมีงานบุญอะไรเกี่ยวกับพระอาจารย์ลี ทิดสมุทรก็จะเป็นผู้มาชักชวนนัดแนะให้ชาวบ้านสามผานได้มาทำบุญด้วยกัน รวมทั้งงานฉลองกึ่งพุทธกาลด้วย
แม้ว่าจะยากลำบาก แต่พระอาจารย์ฟักก็มิได้ละทิ้งแนวปฏิบัติที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลายเลย
ท่านได้นำเอากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ วิธีปฏิบัติต่างๆ จากวัดป่าบ้านตาดมาใช้ที่วัดเขาน้อยสามผานเป็นส่วนใหญ่ ในเรื่องการดูแลพระเณรนั้นท่านจะกวดขันมาก แต่เรื่องการทำวัตรเย็นนั้นจะสวดเปลี่ยนไปตามวันต่างๆ คือสวดตามค่ำ คือ ขึ้น 1 ค่ำ 2 ค่ำ จนถึง 15 ค่ำเหมือนวัดอโศการาม
หลังสวดมนต์ทำวัตรเย็นแล้ว ท่านจะไม่เทศน์เอง แต่จะเปิดเทปของหลวงตามหาบัวให้ฟังทุกคืน ถ้าสงสัยหรือปฏิบัติได้อย่างไรให้ถามท่านเลย จากนั้นจะพานั่งภาวนาถึง 4-5 ทุ่ม บางครั้งก็เที่ยงคืน บางครั้งในช่วงเข้าพรรษา ท่านจะให้พระอ่านบุพพสิกขาวรรณา (หนังสือแสดงอธิบายวินัย) โดยพระอมราภิรักขิต (อมโร เกิด) ให้หมู่คณะฟัง โดยให้อ่านทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง
ท่านจะใช้เวลาช่วงฉันน้ำร้อนตอน 4 โมงเย็น เทศน์อบรมพระเณร ส่วนมากจะว่าด้วยการเน้นเรื่องข้อวัตรและพระธรรมวินัย เช่น วินัยในการปฏิบัติต่อพระอาคันตุกะเมื่อมีพระอาคันตุกะมาจะต้องรับบาตรและจีวรของพระอาคันตุกะพาไปที่พักที่จัดไว้ ในที่พักต้องมีของใช้จำเป็นจัดเตรียมไว้ให้พร้อม ต้องเรียนพระอาคันตุกะทราบว่า ห้องน้ำอยู่ทางไหน ข้อวัตรของวัดนี้เป็นอย่างไร ต้องแนะให้หมด เป็นต้น
นอกจากนี้ ท่านยังเน้นเรื่องวัตร 14 วิธีการดูแลห้องน้ำ โรงไฟ ทำอย่างไรให้สะอาดอยู่เสมอ หากรูปใดป่วย รูปไหนหายไป ท่านจะถามหาทุกครั้ง ถ้ารูปที่กุฏิอยู่ใกล้กัน แต่ไม่ทราบว่าหมู่คณะหายไปไหน จะโดนดุทันที เพราะถือว่าไม่ใส่ใจหมู่คณะ
บางครั้งท่านก็จะเล่าประวัติหรือปฏิปทาของครู อาจารย์ องค์สำคัญๆ เช่น ประวัติหรือปฏิปทาพระอาจารย์ลี พระอาจารย์ฝั้น พระอาจารย์มหาบัว พระอาจารย์บัว สิริปุณโณ ฯลฯ ให้ฟังเพื่อพระเณรจะนำไปเป็นแบบอย่างอยู่เสมอ
พระอาจารย์ฟักนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเมตตาเหลือที่จะประมาณ ท่านรักและดูแลพระเณรเหมือนลูกเหมือนหลาน บิณฑบาตได้ของแปลกๆ มาก็ยกให้เอาไปแบ่งให้รูปนั้นรูปนี้ให้ได้รับประทานกัน เวลาพระเณรวัดเขาน้อยรูปใดจะลาสึกมักจะต้องไปขอลาสึกไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง เพราะท่านจะรั้งไว้เสมอ
ศิษย์รูปหนึ่งเล่าว่า เคยขอลาสึกกับพระอาจารย์ฟักมาแล้ว พอกราบเรียนเท่านั้น สีหน้าท่านราวกับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในองค์ท่านกำลังจะขาดหรือหลุดออก แล้วท่านก็เริ่มพูดอธิบายเหตุผลต่างๆ ให้ฟังด้วยน้ำเสียงต่ำๆ เศร้าๆ ราวกับว่าองค์ท่านเจ็บปวดมาก ท่านพูดจนถึงเช้าแล้วก็ครองผ้า
นับแต่นั้นศิษย์รูปนี้นึกอยากสึกคราวใด พอหวนพิจารณาถึงเหตุผลที่ท่านแสดงให้ฟัง รวมทั้งนึกถึงอากัปกิริยาของท่านในคราวนั้นแล้วก็ไม่กล้าสึกอีกเลย
เพราะกลัวท่านจะเสียใจ
แม้จะต้องแบกรับภาระต่างๆ ในฐานะเจ้าอาวาส ต้องสร้างวัดให้มีหลักมีฐานมั่นคง ต้องดูแลโยมบิดามารดา ต้องดูแลสุขทุกข์ให้ชาวบ้าน แต่ท่านมิเคยทอดทิ้งปฏิบัติ แม้กระทั่งเวลาจำวัดท่านก็จะหนุนศีรษะด้วยกระป๋องที่ใช้เก็บยาเส้นหรือบุหรี่ ต่อมาก็ใช้กระโถนหรือหมอนไม้ที่คลุมด้วยผ้า
เวลาพลิกตัวจะได้รู้ เป็นการฝึกสติอย่างหนึ่ง
ผ้าที่ใช้ปูนอนจะเป็นผ้าเก่าๆ ที่เคยเป็นผ้าเช็ดบาตรมาก่อน แต่โดยมากศิษย์ทั้งหลายแม้แต่พระอุปัฏฐากบางรูปก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าท่านจำวัดกี่โมงหรือตื่นกี่โมง รู้แต่ว่าจำวัดน้อยมาก
เมื่อเข้าไปรับบาตรตอนรุ่งอรุณนั้น ปรากฏว่าท่านจะนั่งภาวนารออยู่แล้ว
ท่านเคยเล่าไว้ว่า โยมพ่อเป็นผู้สร้างทางจงกรมให้ถึง 5 แห่ง เป็นที่รู้กันว่า หลังฉันแล้วถ้าไม่มีกิจธุระใด ท่านจะเดินจงกรมเสมอ แต่ละครั้งก็นานหลายชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ทางจงกรมเหล่านั้นจึงเรี่ยมเร้เรไร สึกกลายเป็นร่องลึกไปทั้งทาง ศิษย์ทั้งหลายเห็นแล้วไม่อาจจะนิ่งเฉย ทอดธุระไม่เอาเยี่ยงครูบาอาจารย์ได้เลย
ท่านเล่าว่า การภาวนานั้นต้องทำกันอย่างจริงๆ จังๆ เวลาเดินภาวนาก็จะเดินกันทั้งวัน ถ้านั่งภาวนาก็ “ข้างหน้าขนุน ข้างหลังทุเรียน” หมายความว่า ท่านจะเอาลูกทุเรียนกับขนุนมาวางดักไว้ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
ถ้าสัปหงกเมื่อไหร่เป็นโดนเปลือกทิ่ม
ถ้าเช้าไหนออกมาแล้วหน้าผากแดงก็ให้ได้อับอายหมู่คณะไปเลย
ท่านคิดอุบายมาปรับใช้ในการภาวนาแปลกๆ หลายอย่าง นอกจาก “ข้างหน้าขนุน ข้างหลังทุเรียน” แล้ว บางคราวก็เอาถังน้ำไปตั้งไว้ที่สูงแล้วผูกเชือกไว้ที่ข้อมือ ถ้าขาดสติหรือหลับแล้วมือขยับออกเมื่อไหร่ ถังน้ำก็จะตกลงมาทันที
เรื่องของการอดนอนผ่อนอาหารนั้นก็ทำอย่างจริงจัง เคยผ่อนจาก 16 คำต่อวัน เหลือ 14 คำบ้าง 8 คำบ้าง และ 4 คำบ้าง ฯลฯ ตามความตั้งใจที่กำหนด
ถึงที่สุดแล้วเคยอดข้าวได้ถึง 16 วัน
พระอาจารย์อ้ม สุขกาโม กล่าวถึงท่านพระอาจารย์ฟักในสมัยที่อยู่ร่วมกันว่า “ปฏิปทาของท่านเข้มแข็งอยู่ ถือธุดงเดินตามแนวแถวอันดีของหลวงตามหาบัว ไม่ว่าเรื่องอยู่เรื่องฉัน ข้อวัตรปฏิบัติ หรือการเดินบิณฑบาต
“ท่านฉันในบาตรจริงๆ ของหวานอาหารคาวเอาใส่ในบาตรหมด ไม่เหมือนพระเดี๋ยวนี้หรอก กลัวแต่จะไม่อร่อย วางใส่ฝาบาตร แม้แต่นมซึ่งนานๆ จะได้ที หลวงปู่ฟักท่านก็เทใส่ลงในบาตรด้วย
“เราก็ระลึกถึงเรื่องนี้แล้วเอาไว้สอนพระอยู่เสมอ
“ท่านสอนพระเณรอย่างเข้มแข็งเรื่องธุดงควัตรนี่ใช้ได้ แบบที่ฝึกมาจากหลวงตาบ้านตาดนั่นแหละ เช่นเรื่องไม่หลับไม่นอน อีกเรื่องคือความเมตตาของท่านนี่ยอดเยี่ยม”
แม้พระอาจารย์ฟักจะได้นำได้นำเอากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ วิธีปฏิบัติต่างๆ จากวัดป่าบ้านตาดมาใช้ที่วัดเขาน้อยสามผาน แต่ท่านก็ได้ปรับแนวปฏิบัติบางอย่างให้สอดคล้องกับลักษณะของพื้นที่ โดยพยายามรักษาข้อวัตรไว้ด้วย
พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม เล่าว่า ท่านเคยบ่นให้พระอาจารย์สุธรรมฟังถึงเหตุที่ต้องปรับแนวปฏิบัติบางอย่างให้ “ผ่อน” ลงบ้างว่า
“คนทางภาคกลาง ภาคตะวันออก เรานี่หัวแข็ง มีประเพณีเก่าอะไรต่ออะไร เขาต้องการจูงพระ ต้องการเป็นเจ้าของพระ ดังนั้น เราจะไปถอดเอาปฏิปทาทางนี้ (อุดรธานี) ไปใช้กับทางโน้น (จันทบุรี) ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้
“ท่านก็พยายามรักษาข้อวัตรไว้ แต่ก็ต้องอ่อนๆ ลงไปบ้าง ไม่งั้นก็จะไปขวางเขาหมด บางอย่างท่านก็ผ่อนๆ ให้โยมเหมือนกัน เช่น การรับแขก การปัดกวาดลานวัด เวลาในการเกี่ยวข้องกับวัด
“ที่บ้านตาดนั้นหลังจากพระฉันแล้วคนแถวนั้นจะมาพูดคุย หลังจากนั้นช่วงบ่ายจะเป็นเวลาของคนทางไกล คนทางใกล้อย่ามารุ่มร่าม แต่ท่านว่าอันนี้จะมาใช้กับที่เมืองจันท์ไม่ได้ เขาสามารถเข้าพบท่านได้ทั้งวันเลย
“นอกจากนี้ การรับนิมนต์ที่อุดรฯ ครูบาอาจารย์จะไม่ปล่อยพระไปไหน พระจะอยู่เงียบสงบ ไม่เกี่ยวข้องกับโยม ถ้าโยมนิมนต์มาพระอาจารย์มหาบัวจะไปเอง หรือจัดพระองค์ไหนไปแล้ว แต่ท่านจะเห็นควรแต่ที่จันทบุรีนี่ โยมบอกได้เลยว่าจะนิมนต์องค์ไหนหรือเดินไปนิมนต์เองถึงกุฏิพระได้เลย อยากจะให้พระทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็บอกได้
ข้อปฏิบัตินี้ บางทีโยมเข้ามาโดยขาดความเคารพ หรือหย่อนไปท่านก็เตือนไปบ้าง ไม่รุนแรงอะไร”
อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดแล้วท่านสรุปว่า “ปฏิปทาข้อวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์ฟักนี้ ท่านละเอียดมาก ใครๆ ก็เอาเป็นแบบอย่างได้”







