
หนึ่งศตวรรษแห่งการเรียนการสอนนักธรรม
ปีพ.ศ. 2554 เป็นปีที่ประเทศไทยเรียนและสอนนักธรรมอย่างเป็นระบบ มาครบศตวรรษ หรือ 100 ปี ตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส.....
ปีพ.ศ. 2554 เป็นปีที่ประเทศไทยเรียนและสอนนักธรรมอย่างเป็นระบบ มาครบศตวรรษ หรือ 100 ปี ตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส.....
โดย...สมาน สุดโต
ปีพ.ศ. 2554 เป็นปีที่ประเทศไทยเรียนและสอนนักธรรมอย่างเป็นระบบ มาครบศตวรรษ หรือ 100 ปี ตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่ทรงริเริ่มการเรียนการสอนพระธรรมวินัยของพระภิกษุสามเณรแบบใหม่ ขณะที่ทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารรูปที่ 3 พระชนมายุ 32 พรรษา
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ เมื่อปี พ.ศ. 2443 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงพระอิสริยยศ 22 พรรษา สิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2464 พระชนมายุ 62 พรรษา
พระกรณียกิจพอประมวลได้ดังนี้
1.ด้านการพระศาสนา พระองค์ได้พัฒนาภิกษุสามเณรให้มีความรู้ความสามารถในพระธรรมวินัย เพื่อจะได้แนะนำสั่งสอนประชาชนได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทรงผลิตตำราและหนังสือทางพระพุทธศาสนาที่คนทั่วไปสามารถอ่านทำความเข้าใจได้ง่าย
2.ด้านการคณะสงฆ์ ทรงออกพระมหาสมณาณัติ ประทานพระวินิจฉัยและทรงวางระเบียบ แบบแผน เกี่ยวกับความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณรในด้านต่างๆ ให้ถูกต้องเป็นมาตรฐาน เช่น ระเบียบเกี่ยวกับพระอุปัชฌาย์ การบรรพชา อุปสมบท การปกครองภิกษุสามเณรและศิษย์วัด การวินิจฉัยอธิกรณ์ ระเบียบเกี่ยวกับสมณศักดิ์ พัดยศ นิตยภัต ดวงตราประจำตำแหน่ง เป็นต้น
3.ด้านการศึกษา ทรงปรับปรุงการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันสมัย ทรงจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมเพิ่มขึ้นจากแบบเดิมที่ศึกษาภาษาบาลี โดยให้ศึกษาพระธรรมวินัยในภาษาไทยเรียกว่า หลักสูตร นักธรรม
4.งานพระนิพนธ์ พระองค์ทรงรอบรู้ภาษาต่างๆ หลายภาษา คือ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส ได้ทรงนิพนธ์เรื่องต่างๆ ไว้เป็นอันมาก เช่น หนังสือหลักสูตรนักธรรมชั้นตรี โท เอก หลักสูตรบาลี ไวยากรณ์บาลีทั้งชุด รวม|พระนิพนธ์ทั้งหมดมีมากกว่า 200 เรื่อง นอกจากนี้ยังทรงชำระคัมภีร์บาลีไว้กว่า 20 คัมภีร์
การศึกษาในอดีต
ก่อนที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้นจะดำเนินการปรับปรุงการสอนแบบใหม่ การศึกษาพระธรรมวินัยพัฒนามาตามลำดับในรูปการศึกษาภาษาบาลีเพื่อแปลพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และชาดก และการเรียนการสอนสมถวิปัสสนา เพื่อบำเพ็ญภาวนาทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส
ย้อนอดีตไปถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งชมพูทวีป ส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่พุทธศาสนาในประเทศต่างๆ รวมทั้งสุวรรณภูมิเมื่อ พ.ศ. 235 หลังจากการทำสังคายนาครั้งที่ 3 ที่เมืองปาฏลีบุตร พระพุทธศาสนาได้เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้ มีการเรียนทั้งในรูปคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ โดยเฉพาะคันถธุระนั้นเคยรุ่งเรืองที่เมืองเชียงใหม่ ถึงกับมีการแต่งคัมภีร์เป็นภาษาบาลีขึ้นมาใช้อ้างอิง เช่น พระสิริมังคลาจารย์ แต่งมงคลทีปนีในราวปี พ.ศ. 2020 คัมภีร์นี้ยังใช้เป็นตำราเรียนผู้ที่เรียนบาลีประโยค 4 ในปัจจุบัน
ยุครุ่งเรือง
ในยุคสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา เป็นยุคที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองมากที่สุดยุคหนึ่ง จะเห็นวัดวาอารามกระจายไปทุกหนทุกแห่งที่มีหมู่บ้าน คนไทยที่เป็นชายต้องอุปสมบทอย่างน้อยหนึ่งพรรษาเพื่อเรียนพระธรรมคำสอน เพราะพระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความรุ่งเรืองและมั่นคงพระพุทธศาสนาในยุคนั้นถึงกับมีการแลกเปลี่ยนสมณทูตระหว่างประเทศไทยกับเกาะลังกา และเมื่อสมณะวงศ์หรือพระภิกษุสูญไปจากเกาะลังกา เพราะถูกศาสนาอื่นเบียดเบียนทำลาย พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2275-2301) ได้ส่งพระสงฆ์ไทยไปฟื้นฟูตามที่กษัตริย์ของเกาะลังกาทูลขอมา จนกระทั่งเกาะลังกาเรียกว่าพระสงฆ์สยามวงศ์ และอุบาลีวงศ์ เพื่อเป็นเกียรติแก่สมณทูตจากไทยตราบเท่าทุกวันนี้
รัตนโกสินทร์
ถึงยุครัตนโกสินทร์ การศึกษาปริยัติธรรมคึกคักอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นมาที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ในปี พ.ศ. 2331 มีพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาบาลีมาชุมนุมชำระพระไตรปิฎกนับจำนวนถึง 218 รูป ราชบัณฑิต 32 คน แสดงว่าการเรียนบาลีของไทยไม่เคยหยุด แม้บ้านเมืองจะไม่สงบเพราะศึกสงครามระหว่างไทยกับพม่าก็ตาม
ส่วนการเรียนภาษาบาลีของไทยสมัยก่อน ผู้เรียนต้องเรียนภาษาขอมก่อน เพราะตำราก็ดี คัมภีร์อื่นๆ ก็ดี ล้วนจารึกด้วยอักษรขอมทั้งสิ้น
เมื่อต้องการวัดความรู้ว่าแปลบาลีได้ก็ต้องมีการสอบ แต่เป็นการสอบปากเปล่า โดยกรรมการกำหนดให้แปลบาลีจากคัมภีร์ใบลาน 30 บรรทัดบ้าง 20 บรรทัดบ้าง 30 หรือ 20 บรรทัดเท่ากับ 1 ประโยค ผู้ที่มีความรู้ดีสามารถแปลได้หลายประโยคในเวลาเดียวกัน ดังเช่นสมัยรัชกาลที่ 5 มีสามเณรที่เก่งมากชื่อ ปลด วัดเบญจมบพิตร สอบได้เป็นเปรียญ 9 ประโยคตั้งแต่เป็นสามเณร พระองค์ทรงโปรดมาก พระราชทานรถหลวงให้ไปส่งถึงวัด เมื่ออุปสมบทก็ทรงรับเป็นนาคหลวง กลายเป็นประเพณีถึงปัจจุบันว่าสามเณรที่สอบได้ประโยค 9 เป็นนาคหลวง และมีรถหลวงส่งถึงวัดทุกองค์
ส่วนสามเณรปลดนั้น เจริญในสมณเพศจนกระทั่งได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ. 2503 และสิ้นพระชนม์ปี พ.ศ. 2505
การสอบบาลีแบบปากเปล่าเลิกไปเมื่อปี พ.ศ. 2458 ในสมัยรัชกาลที่ 6
เริ่มสอนธรรมวินัยเมื่อ 100 ปีที่แล้ว
ส่วนการเรียนการสอนพระธรรมวินัยยังไม่เป็นระบบ ขึ้นอยู่กับพระอาจารย์จะถ่ายทอดให้ จนกระทั่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงจัดสอนพระธรรมวินัยแก่ภิกษุสามเณรในวัดบวรฯ ปี พ.ศ. 2435 เพื่อให้ผู้เรียนนำไปปฏิบัติ การสอนธรรมวินัยที่วัดบวรฯ กลายเป็นที่นิยม เพราะพระองค์ทรงเลือกข้อธรรมมาสอนที่เหมาะแก่ผู้บวชใหม่
รศ.สุเชาว์ พลอยชุม ว่าเนื้อหาที่ทรงนำมาสั่งสอนแนวใหม่ประกอบด้วยพระวินัย เพื่อให้รู้|สิกขาบทที่มาในพระปาฏิโมกข์ พระธรรม เพื่อให้รู้ข้อธรรมในเบื้องต้นสำหรับผู้เริ่มศึกษาพระพุทธศาสนา คิหิปฏิบัติ เพื่อให้รู้ข้อธรรมสำหรับผู้ครองเรือน เป็นประโยชน์สำหรับผู้ละสมณเพศ และกระทู้ธรรม เพื่อสอนให้รู้การอธิบายพุทธภาษิตอย่างถูกวิธี และรู้วิธีการเรียงความอีกด้วย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2448 มีพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร พระภิกษุได้รับยกเว้นการเกณฑ์ทหาร แต่สามเณรไม่ได้รับยกเว้น ราชการจึงต้องการให้สามเณรได้รับยกเว้นด้วย แต่ต้องเป็นสามเณรรู้ธรรม สมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้นจึงทรงตั้งหลักสูตรองค์สามเณรรู้ธรรมขึ้นมา โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เมื่อปี พ.ศ. 2554 (ร.ศ. 130) นี่คือที่มาแห่งการริเริ่มศึกษาพระธรรมครบ 100 ปี ในปีนี้
หนังสือสนามหลวงแผนกธรรม ได้เล่าเรื่อง ประวัตินักธรรมไว้ในหนังสือเรื่องสอบธรรมของสนามหลวงแผนกธรรม พ.ศ. 2551 ว่า
การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม หรือที่เรียกกันว่า นักธรรมเกิดขึ้นตามพระดำริของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อปี พ.ศ. 2435 โดยเริ่มที่วัดบวรฯ ก่อน ต่อมาจึงเป็นที่นิยมและทรงขยายแนวทางนี้ไปยังภิกษุสามเณรทั่วไปด้วย ประกอบกับในปี พ.ศ. 2448 ประเทศไทยเริ่มมีพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ซึ่งภิกษุได้รับการยกเว้นเกณฑ์ทหาร ส่วนสามเณรจะยกเว้นให้เฉพาะสามเณรผู้รู้ธรรม ทางราชการจึงขอให้คณะสงฆ์ช่วยกำหนดเกณฑ์ของสามเณรผู้รู้ธรรม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรงกำหนดหลักสูตรองค์สามเณรรู้ธรรมขึ้น ต่อมาได้ทรงปรับปรุงหลักสูตรองค์สามเณรรู้ธรรมนั้นเป็น “องค์นักธรรม” สำหรับภิกษุสามเณรชั้นนวกะ (คือผู้บวชใหม่) ทั่วไปได้รับพระบรมราชานุมัติ เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2454 และโปรดให้จัดการสอบในส่วนกลางขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือน ต.ค.ปีเดียวกัน โดยใช้วัดบวรฯ วัดมหาธาตุ และวัดเบญจมบพิตร เป็นสถานที่สอบ การสอบครั้งแรกนี้มี 3 วิชา คือ ธรรมวิภาคในนวโกวาท แต่งความแก้กระทู้ธรรม และแปลภาษามคธเฉพาะท้องนิทานในอรรถกถาธรรมบท
ปี พ.ศ. 2455 ทรงปรับปรุงหลักสูตรองค์นักธรรมให้เหมาะสมสำหรับภิกษุสามเณรทั่วไปจะเรียนรู้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ปี พ.ศ. 2456 ทรงปรับปรุงหลักสูตรองค์นักธรรมอีกครั้งหนึ่ง โดยเพิ่มหลักธรรมหมวดคิหิปฏิบัติเข้าในส่วนของธรรมวิภาคด้วย เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการครองชีวิตฆราวาส หากภิกษุสามเณรรูปนั้นๆ มีความจำเป็นต้องลาสิกขาออกไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เรียกว่า นักธรรมชั้นตรี การศึกษาพระธรรมวินัยแบบใหม่นี้ได้รับความนิยมจากหมู่ภิกษุสามเณรอย่างกว้างขวางและแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว เพียง 2 ปีแรกก็มีภิกษุสามเณรสมัครเข้าสอบสนามหลวงเกือบพันรูป
เมื่อทรงเห็นว่าการศึกษานักธรรมอำนวยคุณประโยชน์แก่พระศาสนาและภิกษุสามเณรทั่วไป ในเวลาต่อมาจึงทรงพระดำริขยายการศึกษานักธรรมให้ทั่วถึงแก่ภิกษุทุกระดับ คือ ทรงตั้งหลักสูตรนักธรรมชั้นโท สำหรับภิกษุชั้นมัชฌิมะ คือ มีพรรษาเกิน 5 แต่ไม่ถึง 10 และนักธรรมชั้นเอก สำหรับภิกษุชั้นเถระ คือมีพรรษา 10 ขึ้นไป ดังที่เป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของคณะสงฆ์สืบมาตราบถึงทุกวันนี้
ส่วนธรรมศึกษา สำหรับฆราวาสนั้น พระเจ้า|วรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธฯ ทรงตั้งหลักสูตรนักธรรมสำหรับฆราวาสขึ้น เรียกว่า “ธรรมศึกษา” มีครบทั้ง 3 ชั้น คือ ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก ซึ่งมีเนื้อหาเช่นเดียวกันกับหลักสูตรนักธรรมของภิกษุสามเณร เว้นแต่วินัยบัญญัติที่ทรงกำหนดใช้เบญจศีลเบญจธรรมและอุโบสถศีลแทน ได้เปิดสอบธรรมศึกษาตรีครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2472
ปัจจุบัน องค์กรที่รับผิดชอบการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ได้แก่ กองธรรมสนามหลวง มีสมเด็จพระวันรัต (พฺรหฺมคุตฺตเถร) วัดบวรฯ เป็นแม่กอง แต่ละปีต้องจัดการวัดผลผู้เรียนที่มีจำนวนนับล้านคนทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงนับได้ว่า หนึ่งศตวรรษา การศึกษาปริยัติธรรมแผนกธรรมเจริญก้าวหน้า ข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย







