
กบเหล็กนำเที่ยว เฟี้ยวเมืองตรัง
โดย....โอภาส คงสุข
“
รถตุ๊กตุ๊ก” รถตุ๊ก... ตุ๊ก รถตุ๊ก... ตุ๊ก บรรทุกถ่าน บรรทุกถ่าน เจอสีแดงแล้วทรมาน (ซ้ำ) มันชักกระตุก กระตุ๊ก กระตุก กระตุ๊ก กระตุก กระตุ๊ก... กระตุก กระตุ๊ก กระตุก กระตุก”ท่วงทำนองเพลงกีฬาสีที่คุ้นเคยดังกึกก้องอยู่ในหัวผมอีกครั้ง ขณะที่ตัวผมกำลังโลดแล่นอยู่บนยานพาหนะโดยสารขนาดเล็กรูปร่างแปลกตา แต่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด จนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองตรัง.
“รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ” ครับตลอดทั้งวันที่ผมอยู่เมืองตรัง ผมใช้เจ้าตุ๊กตุ๊กหัวกบเป็นพาหนะโดยสารประจำเมือง มันทำหน้าที่เป็นสารถีพาผมไปสู่สถานที่ต่างๆ ของเมืองตรัง หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราถึงต้องเรียกมันว่า
“รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ” เหตุผลนั้นง่ายมาก เพียงเพราะเจ้ารถตุ๊กตุ๊กคันนี้นั้นหน้าตาละม้ายคล้ายกบนั่นเอง ความแตกต่างของมันกับรถตุ๊กตุ๊กที่เราเห็นในกรุงเทพฯ นั้น จะแตกต่างกันที่คันบังคับและส่วนที่นั่งของผู้โดยสาร โดยเจ้ารถตุ๊กตุ๊กหัวกบจะมีคันบังคับเป็นพวงมาลัยเหมือนรถยนต์ทั่วไป แถมที่นั่งผู้โดยสารสามารถเลือกนั่งได้ด้วยว่าจะเป็นผู้ช่วยคนขับ หรือว่าจะนั่งกินลมชมวิว ถ่ายรูปกันอยู่ตอนหลังก็ได้ตามใจชอบ ซึ่งต่างจากรถตุ๊กตุ๊กกรุงเทพฯ ที่คันบังคับจะเป็นแบบก้านจับเหมือนแฮนด์มอเตอร์ไซค์ และผู้โดยสารสามารถนั่งได้เพียงข้างหลังเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนของเจ้ารถตุ๊กตุ๊กทั้งสองแบบนี้คือ เจ้าเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแปดหลอด จนคนแถวนั้นต้องหันมามองเป็นระยะตลอดทางไม่นานนัก เจ้ารถตุ๊กตุ๊กก็นำผมและเพื่อนมาจอดที่สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อลงจากรถแล้วก็ทำให้ผมรู้สึกปลื้มใจไม่น้อยกับสถานที่แห่งนี้ เพราะมันพาผมและเพื่อนๆ มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวตรัง
“ศาลเจ้ากิวอ่องเอี่ย” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่เก่าแก่ที่ชาวตรังเคารพและนับถือกันมาหลายชั่วอายุคน ผมไม่รู้สึกแปลกใจเลย หากเจ้าตุ๊กตุ๊กนี้จะพาเราแวะกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สถานที่แห่งนี้ก่อนพาเราเดินทางไปยังสถานที่ต่อไป“
โบสถ์คริสตจักร” คือสถานที่ต่อมาที่เจ้าตุ๊กตุ๊กพาเราลงจอด โบสถ์นี้ถูกสร้างขึ้นมาในปี ค.ศ. 1915 และปรับปรุงให้สวยงามยิ่งขึ้นในปี ค.ศ. 1985 เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ประตูโบสถ์ ความบริสุทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ของโบสถ์หลังนี้ก็ทำให้ผมและเพื่อนถูกดึงดูดไปกับบรรยากาศอันแสนน่าเคารพอย่างถอนตัวไม่ขึ้น อาจเป็นเพราะบรรยากาศภายในโบสถ์ แสงแดดอ่อน และสิ่งของเครื่องใช้สมัยอดีตที่ทางโบสถ์เก็บสะสมไว้ให้ผู้มาเยือนได้เที่ยวชม ไม่ว่าจะเป็นหีบเพลงที่ใช้บรรเลงเพลงประกอบการนมัสการ คัมภีร์คริสตศาสนาในภาษาต่างๆ เก่ามาก จนเปิดทีแทบละลายหายไปกับอากาศ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ นานา ทั้งถาดอาหาร จานชาม ช้อน ส้อม ที่นี่ก็ยังคงเก็บรักษาไว้ให้ชมอีกเช่นกันและเหมือนเจ้าตุ๊กตุ๊กหัวกบจะรู้เวลาว่าตอนนี้ผมและเพื่อนๆ เริ่มหิวกันแล้ว เขาว่าไว้ว่า
“กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” พวกผมก็เช่นกัน เจ้าตุ๊กตุ๊กหัวกบเลยพาพวกเราซิ่งไปยัง “ตลาดเทศบาลตรัง” ด้วยความเป็นตลาดเก่ามีอายุมานาน เราจึงเห็นชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้ารุ่นราวคราวเดียวกับคุณปู่คุณย่า (หรือว่าผมยังเด็ก?) เดินจับจ่ายใช้สอยอยู่ในตลาดเต็มไปหมด และมาเมืองตรังทั้งที ต้องลอง “หมูย่างเมืองตรัง” ของดีขึ้นชื่ออีกหนึ่งของ จ.ตรัง ที่ตลาดเทศบาลเมืองแห่งนี้มีหมูย่างเมืองตรังให้ลิ้มลองหลายเจ้า ซึ่งผมเองมีหรือจะพลาด เลยจัดหนักลองชิมหมูย่างทุกร้าน บอกได้คำเดียวครับว่า “อร่อยมาก” เนื้อหมูนุ่ม หนังหมูกรอบ รสชาติหวาน เค็ม กำลังดีหลังจากปล่อยให้ตุ๊กตุ๊กคันเก๋พาเราเที่ยวเมืองจนหนำใจแล้ว ช่วงค่ำเราจึงตัดสินใจเปลี่ยนบรรยากาศมุ่งหน้าสู่
“สถานีคนเดิน ตรังชานชาลา” ถนนคนเดินของเมืองตรัง ตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟตรัง ที่นี่เป็นอีกหนึ่งแหล่งแฮงเอาต์ (Hang Out) น่าเดินแห่งหนึ่งของ จ.ตรัง เราสามารถเลือกซื้อสินค้า ของที่ระลึก สินค้าพื้นเมือง และของทำมืออีกหลากหลายชนิด อาทิ โปสต์การ์ดทำมือ สมุดทำมือ เสื้อผ้าเก๋ๆ หรืออาหารท้องถิ่นหน้าตาแปลกๆ แต่อร่อยเต็มไปหมด ถนนคนเดินแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของเมืองตรัง มีการเนรมิตสถานีรถไฟยามค่ำคืนให้กลายเป็นถนนคนเดิน ในบรรยากาศอันแสนสบาย “กินไป ช็อปไป” อิ่มท้องแล้ว ยังได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกเพียบหลังจากตะลอนเที่ยวเมืองตรังทั้งวัน ทั้งเหนื่อย ทั้งสนุก ในแบบที่ไม่เคยมาก่อน ทำให้นึกถึงคำพูดที่เคยมีคนบอกผมว่า
“ไปทำไมตรัง เงียบออก ไม่มีอะไรให้เที่ยวเลย” สำหรับผมนั้น แม้ตรังจะเป็นเมืองเล็ก เป็นจังหวัดที่ไม่โด่งดังเหมือนอย่างจังหวัดอื่นๆ แต่ในความเงียบเหงาและความเล็กนั้น กลับแฝงไปด้วยความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนใคร ยิ่งครั้งนี้ผมได้เจ้าตุ๊กตุ๊กหัวกบเป็นเพื่อนพาเที่ยวด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผมหลงรักเมืองตรังเข้าไปอีก ถ้าคุณยังไม่เชื่อ ต้องลองด้วยตัวเองล่ะครับ...แล้วจะรู้






