
สิงห์บลูเคี้ยวทอฟฟี่
ผมเชื่อครับว่า เดอะค็อปต้องบ่นกันเป็นทิวแถวที่ศึกพรีเมียร์ลีกต้องเว้นวรรคหนึ่งสัปดาห์ เพราะลิเวอร์พูลกำลังติดเครื่องเก็บชัย 2 นัดซ้อน แต่ดันมีศึกเอฟเอ คัพ มาเบรกให้อารมณ์สะดุด
สุดสัปดาห์นี้เป็นคิวของศึกเอฟเอ คัพ รอบ 4 หรือรอบ 32 ทีมสุดท้าย ซึ่งคู่เอกอยู่ที่กูดิสัน ปาร์ก
“ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน รอดวลกับ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ในวันเสาร์ที่ 29 ม.ค. ตอนเวลา 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทยรอบที่ผ่านมา เอฟเวอร์ตัน บุกถล่ม สคันธอร์ป 51 ขณะที่เชลซีทิ้งบอมบ์ใส่ อิปสวิช 70 แต่ถ้าเทียบผลงานโดยรวมในช่วงหลังแล้ว ทีมเยือนเหนือกว่าจากการเก็บชัย 3 นัดรวดในทุกรายการ ส่วนขุมกำลังมี แฟรงก์ แลมพาร์ด ที่ต้องเช็กอาการเจ็บน่อง
ขณะที่
“เจ้าถิ่น” เอฟเวอร์ตัน เก็บชัยในลีกได้แค่ 2 จาก 13 นัดหลังสุด โดยส่วนใหญ่หนักไปที่ผลเสมอถึง 8 นัด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการบุกเจ๊าเชลซี 11 เมื่อเดือนที่แล้ว โดยปัญหาใหญ่ที่กุนซือ เดวิดมอยส์ ปวดหัวตึ้บคือเหล่ากองหน้าที่ฝืดแสนฝืด ซึ่งประตูส่วนใหญ่ได้มาจากแผงกองกลางโดยเฉพาะ ทิม เคฮิลล์ แต่ตอนนี้ติดภารกิจรับใช้ทีมชาติออสเตรเลียในศึกเอเชียนคัพเชื่อว่าทั้ง 2 ทีมน่าจะจัดแข้งชุดใหญ่ลงบู๊กันเต็มสูบ ซึ่งแม้ว่าเชลซีจะบุกไปเยือน แต่ด้วยสภาพจิตใจที่กำลังคึกจากฟอร์มที่กลับมาสุดยอดอีกครั้ง ทีมสิงห์บลูมีสิทธิบุกไปเคี้ยวทอฟฟี่กรุบๆ หรืออย่างแย่คือ ยันเสมอแล้วกลับมาเช็กบิลที่สแตมฟอร์ดบริดจ์
อีกเกมที่น่าสนใจคือคู่ดึกวันเสาร์ เวลา 00.15 น.
“นักบุญ” เซาแธมป์ตัน เฝ้ารังเซนต์ แมรีส์ พบ “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ที่คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรมาก ส่วนเจ้าถิ่นอยู่ในฟอร์มไม่ขี้เหร่ รั้งอันดับ 4 ของลีกวัน แถมเอฟเอ คัพ รอบ 3 ก็พลิกล็อกปราบแบล็กพูล 20ในอดีตทีมนักบุญมี
“พ่อมด” แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ เป็นแม่ทัพนำทีมจับผีแดงลงหม้อ ส่วนในชุดปัจจุบัน พวกเขามีแข้งชูโรงคือ ริคกี แลมเบิร์ต ดาวซัลโวประจำทีม และ อเล็กซ์ แชมเบอร์เลน มิดฟิลด์ดาวโรจน์วัยเพียง 17 ปี ซึ่งอาร์เซนอลพร้อมควักกระเป๋าถึง 10 ล้านปอนด์ กระชากตัวเข้าสู่ถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดียมถึงแม้เอฟเอ คัพ จะขึ้นชื่อเรื่องพลิกล็อก แต่คงเป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้นกับเกมนี้ เพราะวินาทีนี้ทุกอย่างดูเข้าทางทีมผีแดงไปเสียหมด ดูอย่างนัดล่าสุดสิครับ โดนนำ 2 ลูก แต่พลิกกลับมาชนะแบล็กพูล 32 ให้แฟนทีมอื่นเจ็บใจจนแทบอยากจะลงไปชักดิ้นชักงอให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย







