
แผ่นดิน-หัวใจ-ไร้ตะเข็บ
บางครั้งความรู้สึกจริงจังในความคล้ายคลึงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกขมขื่น - ใช่ เพราะสารัตถะความเป็นมนุษย์แฝงไว้ด้วยแง่มุมที่หลากหลาย.....
บางครั้งความรู้สึกจริงจังในความคล้ายคลึงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกขมขื่น - ใช่ เพราะสารัตถะความเป็นมนุษย์แฝงไว้ด้วยแง่มุมที่หลากหลาย.....
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
โชเฟอร์วัยเหยียดกลางชีวิตยังอัดแน่นไว้ด้วยความแข็งแกร่งอยู่ทุกอณูหัวใจ ยามที่เขาเหวี่ยงพวงมาลัยสลับกับผ่อนและเร่งคันเร่งอย่างช่ำชองไปตามสันเขา หุบเหว โค้งหักศอกนับไม่ถ้วนโค้ง ซ่อนตัวเงียบกริบในหมอกหนาทึบ สิ่งที่เขาเดิมพันไว้กับอันตรายของเส้นทาง คือ ชีวิตของเราทุกคนบนเส้นทางอันทรหดที่วางทอดผ่านลำเนาป่าทึบของลาวเหนือสู่เมืองสิง
แต่โชเฟอร์ร่างแกร่งคล้ายไม่ยี่หระกับแรงกดดันบนความทุรกันดารนานกว่า 3 ชั่วโมง เขากลั่นความกดดันหนักหน่วงผ่อนเป็นฮัมท่วงทำนองเบาๆ ในลำคอประสานกับบทเพลงอย่างใจเย็น เป็นรำพันลูกทุ่งภาคกลางอย่างคุ้นหู เหมือนเคยได้ยินจากโชเฟอร์อารมณ์ดีผู้เคยรับบทตัวเสนาของคณะลิเก บนถนนจากบางกอกสู่เดิมบางนางบวชและบางระจัน
ในความเพลิดเพลินผมเผลอถามถึงเพลงปฏิวัติต่อต้าน “จักรวรรดินิยม” จังหวะรำวงที่เคยยินจากช่อง LNTV สถานีโทรทัศน์แห่ง สปป.ลาว ทั้งได้ยินกิตติศัพท์ถึงความนิยมล้นหลามของ “เพงปะติวัด” ถึงขั้นนำมารีมิกซ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ขายดิบขายดีเหมือนเททิ้งแม่น้ำโขง
“เพงปะติวัด?” โชเฟอร์เขาย่นคิ้วเกือบขมวดเป็นปม ก่อนคลายมันลงด้วยรอยยิ้มกว้าง “มันบ่ม่วนเท่านักร้องลูกทุ่งฝั่งโน่นหรอก”
ผมอยากบอกกับเขาถึงความรู้สึกคล้ายคลึงกันต่อเพลงปลุกใจสัญชาติไทย (เพลงจากยุคฟาสซิสต์หลวงพิบูลถึงยุคล้างบางฝ่ายซ้าย ไม่ผิดอะไรกับแผ่นเสียงตกร่องร้องถามการสูญเสียด้วยเลือดเนื้อมากกว่าความรักและภราดรภาพเหนือพรมแดน)
ในบางฉากด้านพื้นเมืองและหมู่ชนลาวและไทยคล้ายคลึงกันอย่างไม่ทันสังเกต
ยามพำนักใน “เมืองสิง” ท่ามกลางโอบล้อมของขุนเขาสีมรกตแห่งแขวงหลวงน้ำทา กลับให้หวนคำนึงถึงหมู่บ้านกลางทุ่งข้าวเขียวขจีสิงห์บุรีบ้านเกิดที่จากมา แท้จริงแล้วเมืองสิงและสิงห์บุรี มิได้เพียงแบ่งปันความหมายของชื่อทั้งคล้องจองกันในทางชาติพันธุ์ “สิง” หนึ่งนั้นคือแว่นแคว้นเก่าแก่ของชาวไทลื้อในแดนลาวภาคเหนือ อีก “สิงห์” หนึ่งนั้นแม้นคือถิ่นไทภาคกลาง แต่จังหวัดนั้นยังเป็นบ้านของลาวพวน ใช่ – ลาวและไทยถักทอเป็นสายใยเดียวกันบนผืนภูษาวัฒนธรรม
นักเดินทางที่รีบเร่งจะพบเพียงเงาตัวเองหนาวเหน็บบนแผ่นดินที่คละเคล้าด้วยชาติพันธุ์ไม่รู้จัก งุนงงกับชื่อเรียกขานนับร้อยพัน เขาอาจผูกพันเพียงคำทักทายชั่วครู่ และหนาวเหน็บกับตัวลำพัง มิได้ห่มไว้ด้วยผ้าผืนที่ทอไว้ด้วยความอาทรระหว่าง 2 เชื้อชาติ
คำทักทายแรกด้วยจิตเมตตาจากแม่เฒ่าแห่งเมืองสิงประทับในใจเทียมญาติสนิทที่ไม่เคยพบพาน และยิ่งไม่รู้ลืมเลือนเท่าเช้าตรู่ในวันท่านยื่นเสบียงแห่งน้ำใจไมตรีให้กับมือ
“ทางกลับบ้านไกลเหลือเกินลูก แม่ห่อข้าวไว้รองท้องเน้อ”
*********************
บางครั้งความรู้สึกจริงจังในความคล้ายคลึงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกขมขื่น - ใช่ เพราะสารัตถะความเป็นมนุษย์แฝงไว้ด้วยแง่มุมที่หลากหลาย
ที่หลวงน้ำทา เมื่อหลายปีก่อนเราได้รับเกียรติให้ร่วมรับประทานอาหารค่ำร่วมกับเจ้าแขวง ผมและมิตรร่วมเส้นทางร่วมสำรับกับรองเจ้าแขวงและข้าราชการระดับสูงของหลวงน้ำทา เราสนทนากันอย่างออกรสสลับพากย์ไทยและพากย์ลาวอย่างไม่เคอะเขิน ในบรรยากาศสุดแสนจะม่วนซื่น ด้วยบทเพลงไทยและเบียร์ลาว แต่แล้วโพล่งคำพูดหนึ่งของมิตรร่วมเดินทางจากเมืองไทยทำเอาเราหัวใจแทบหลุดไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“เรากับท่านพูดภาษาคล้ายกันอย่างนี้ น่าจะรวมเป็นประเทศเดียวกันเสีย...”
ไม่ทันสิ้นคำ มวลอากาศอึมครึมแผ่ออกมาจากฝ่ายลาวในทันที กระทั่งสหายไทยที่ยังครองสติได้ยังพยายามส่งสัญญาณให้อีกสหายยุติการแสดงความเห็นอันตื้นเขินโดยเร็ว แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะสายเกินการณ์ ฝ่ายลาวสงวนท่าทีนับแต่นั้น บรรยากาศม่วนซื่นดับวูบลงจนกระทั่งเราสิ้นสุด “ความสามัคคี”
รสเบียร์ลาวในปากที่ควรหอมหวนกลับขมปร่าเมื่อมิตรภาพสั่นคลอนลงด้วยสำนึกในความต่างระหว่าง “ชาติ” ความขื่นขมนั้นคงเหมือนกับที่เจ้าเพชรราช อุปราชลาวองค์สุดท้ายเคยลิ้มรส ยามที่ท่านยื่นเงื่อนไขต่อรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม จำยอมให้รวมลาวเป็นสหพันธรัฐกับไทยได้ แต่จงอย่าได้กลืนชนชาติลาวให้เหมือนดังเคยกลืนชาวอีสานให้เป็นดังชาวภาคกลาง
แม้นความเป็น “ชาติ” อาจไม่มีอยู่จริงในนิยามของนักรัฐศาสตร์ แต่เชื้อชาติมีอยู่จริงเป็นแน่แท้
น่าเสียดาย สุดท้ายมันกลับถูกเชิดชูขึ้นเป็นองคาพยพสูงสุดของสิ่งที่อาจไม่มีอยู่จริง
ความเป็นไทลาวมักพร่าเลือนเสมอ ในยามที่มนุษย์ต่อมนุษย์ปฏิสัมพันธ์กันเยี่ยงญาติสนิทและมิตรสหาย แต่เมื่อความสัมพันธ์เดินทางมาถึงระบบการเมือง เส้นเขตแดนจะสับผ่าเราจนหลุดจากกันอย่างสิ้นเชิง ดังเช่นแม่น้ำโขง ที่บัดนี้ได้ลืมเลือนหน้าที่ดั้งเดิมของมัน ที่เคยเป็นทั้งเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตกับเส้นทางคมนาคม หาใช่เส้นแบ่งคนสองฝั่งให้เป็นอื่น
เส้นแบ่งชัดเจนในประสบการณ์ส่วนตัว ณ ยามสายที่เงียบสนิท
ในโถงพิพิธภัณฑ์หอคำเจ้าหลวงเมืองสิง โกดังเก็บอดีตจากยุคศักดินา เบื้องหน้าแผ่นป้ายบอกประวัติเมืองแผ่นนั้น ผมรับรู้เป็นครั้งแรกถึงการแย่งชิงเพื่อขีดเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างจักรวรรดินิยมสยาม ฝรั่งเศส และจีน ไฟการเมืองที่ลุกลามมาถึงเมืองกลางป่าแห่งนี้เมื่อกว่าศตวรรษที่แล้ว ในที่สุดเมืองสิงสูญสิ้นฐานเมืองประเทศราชของสยามไปตลอดกาล โดยที่ตำราประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการแทบไม่เคยเอ่ย “ความอดสู” ฉากหน้านี้
“แต่มันสำคัญหรือวะ!” ผมบอกกับตัวเองเหมือนตวาดไล่ผีคลั่งชาติ จากการสิงสู่หัวใจ
*********************
“คุณไปที่นั่นทำไมครั้งแล้วครั้งเล่า?” มิตรสหายอดซ่อนความฉงนไว้ไม่ได้กับการแวะเวียนเข้าออกประเทศเพื่อนบ้านฟากตะวันออก
“ผมแค่อยากพิสูจน์”
“ก่อนที่คุณจะตัดสินใจรับสาวลาวเป็นสะใภ้ให้แม่คุณสักคนหรือ?” เขาสัพยอก
เปล่า! แม้ในใจผมคิดเรื่องนั้นอยู่บ้าง (ให้ตาย นักแรมทางเยี่ยงเราไม่อาจละสายตาจากของแม่ดวงจำปาทุกช่อกลีบ!) “พิสูจน์ทัศนะบางอย่างของตัวผมเอง” คำตอบไพล่ค่อนข้างจริงจัง
แต่ผมพบว่าลาวเริ่มการทดสอบอย่างยิ่งยวดเสียก่อน ปลายปี 2010 อนุสาวรีย์หนึ่งได้ถูกสถาปนาขึ้นที่นครหลวงเวียงจันทน์ เจ้าของรูปหล่อความสูงถึง 8 เมตร ในเครื่องทรงเจ้ามหาชีวิตด้วยท่วงท่าทะมัด ทะแมงบึกบึน คือ เจ้าอนุวงศ์ บุคคลที่ประวัติศาสตร์สยามตราหน้าเป็น “อ้ายขบถ” แต่ประวัติศาสตร์ลาวยกย่องถึงชั้น “วีรชน”
หัตถ์ขวาของเจ้าอนุวงศ์ที่ยื่นตรงมายังฝั่งไทย บ้างตีความว่าเป็นการอโหสิให้กับผู้รุกรานฝ่ายสยามที่ไม่เพียงมอบความอัปยศให้กับวีรชนผู้นี้ แต่ยังมองลาวรุ่นต่อๆ มาว่าต้อยต่ำ เป็นผลพวงของพวก “ขบถ” หวังโค่นล้มอีกฝ่าย (ในกระซิบ - อีกฝ่ายกลับมองเป็นการปลดปล่อยตน)!!!
ใช่ ประวัติศาสตร์หน้านี้เปราะบางยิ่งนักในทัศนะของ “เขา” และ “เรา” แต่อย่างน้อยการตีความอนุสาวรีย์ที่เพิ่งตั้ง ท้าทายให้เราให้ทบทวนตัวเองว่าเรา - บางไทยและบางลาว - ยังหลงยืนอยู่ในยุคคลั่งชาติอย่างถึงแก่น หรือยุคแห่งภราดรภาพจอมปลอม
ขึ้นชื่อว่าเป็นความท้าทาย มันย่อมลุล่วงได้โดยยาก คนหนึ่งที่เชื่อเช่นนั้น คือ สาวเจ้าของร้านกาแฟขนาดน่าเอ็นดูกลางเมืองสะหวันนะเขต เธอปรารภในบ่ายเงียบเหงาวันหนึ่งถึงเชื้อสายลาว-เวียดนามของตัวเอง และมิตรภาพกับไทย
“น่าเสียดายประวัติศาสตร์ยังปิดกั้นเราทั้งหมด” แววตาของหญิงสาวหม่นหมองอย่างประหลาด เช่นเดียวกับความในใจของผม
ปิดกั้นงั้นหรือ? หากมีการปิดย่อมมีการเปิดสักวัน - ผมสรุปกับตัวเองได้แค่นั้น
ที่แคมของ (ริมแม่น้ำโขง) ก่อนโบกมือลาให้เมืองสะหวัน หญิงสาวแปลกหน้าเหม่อมองไปยังทิศทางของนครหลวงเวียงจันทน์ วันที่เงียบเหงานั้นกระพือลมแรงจากที่ราบตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชียอันเวิ้งว้างกำลังปรี่มาเยือนแผ่นดินสองฝั่งโขงดังเช่นทุกปีและทุกปี ท่ามกลางสายลมที่เริ่มเย็นเยียบ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งปลิวผ่านหน้าไป สายตาฉับไวพอเหลือบเห็นข่าวการกำเนิดใหม่ของเจ้าอนุวงศ์
หญิงสาวหันมองสิ่งพิมพ์ที่ปลิวลอยไร้ทิศทางตามแรงลมเกรี้ยวกราดเช่นกัน น่าประหลาด วินาทีนั้นผมจินตนาการเอาเองว่าหล่อนคงพยายามสบตากับอนุสาวรีย์ของเจ้าอนุวงศ์ที่ตั้งอยู่ไกลโพ้นนับร้อยไมล์
แต่แล้วกลับไม่นานหญิงสาวสะบัดหน้าหนีหันตามแรงลมที่สะบัดหนังสือพิมพ์หน้านั้นปลิวหายไปลิบตา แล้วซุกกายสั่นเทาในห่มกอดตัวเอง
สายลมเย็นย่ำวันนั้นคงรุนแรงเกินไป







