
สวย สบาย สไตล์สาวคิดบวก
หากนับหนึ่งรอยยิ้มมีค่าเท่ากับเงินหนึ่งเหรียญ “ฟอว์นไปยดา มหิทธนันท์” คงมีเงินฝากเป็นหลายล้านในช่วงเวลาไม่ถึงปี
หากนับหนึ่งรอยยิ้มมีค่าเท่ากับเงินหนึ่งเหรียญ “ฟอว์นไปยดา มหิทธนันท์” คงมีเงินฝากเป็นหลายล้านในช่วงเวลาไม่ถึงปี
โดย...ดวงสมรณัฐพล
หากนับหนึ่งรอยยิ้มมีค่าเท่ากับเงินหนึ่งเหรียญ “ฟอว์นไปยดา มหิทธนันท์” คงมีเงินฝากเป็นหลายล้านในช่วงเวลาไม่ถึงปี
ฟอว์น ประชาสัมพันธ์สาวสวยที่ควบตำแหน่งฝ่ายบัญชีของร้านไฮด์ แอนด์ ซีค เดินเข้ามาหาเราด้วยรอยยิ้มในชุดเชิ้ตสีชมพู กับกางเกงยีนส์สีเข้ม และนั่นทำให้บ่ายวันนั้นดูสดใสขึ้นมากทีเดียว
เธอเพิ่งเข้ามาร่วมงานที่นี่ได้เกือบปี เริ่มแรก ไฮด์ แอนด์ ซีค เกิดจากการรวมตัวกันของหนุ่มๆ หัวกะทิทางด้านอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่ม “ฟอว์นรับผิดชอบด้านงานประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือ ทีวี และงานอีเวนต์ รวมถึงการดูแลหน้าร้านและประสานงานในครัวกับมิกซ์ ไซโอโลจิส ผู้ที่คอยปรุงค็อกเทลสูตรต่างๆ”
ก่อนที่จะมาร่วมงานที่นี่ เธอใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัวซึ่งตั้งรกรากอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
เธอเป็นสาวที่สะสมไมล์เดินทางตั้งแต่เด็ก เธออยู่ที่เมืองไทยจนถึงชั้นมัธยมต้น ก่อนจะบินไปเรียนต่อที่อเมริกา จากนั้นกลับมาเรียนชั้นมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยที่เมืองไทย แต่การเดินทางไม่ได้หยุดลงเพียงเท่านั้น
หลังจากที่เรียนจบคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอตั้งใจที่จะไปเรียนต่อปริญญาโทสาขาเดียวกันที่อเมริกา แต่เหมือนกับจังหวะชีวิตเป็นใจ เมื่อคุณลุงที่มีบริษัททำเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์เสนองานให้กับเธอ และนั่นเหมือนกับการเปลี่ยนทิศทางของเข็มชีวิต
“พอเราได้ทำงานกับคุณลุง ฟอว์นจึงตัดสินใจเลือกเรียนให้ตรงกับงานที่ทำดีกว่า เลยเบนเข็มมาเรียนอาร์ต คอมมูนิเคชัน กราฟฟิกดีไซน์ ที่ยูซีแอลเอแทน บวกกับถ้าเรียนต่อปริญญาโทด้านกฎหมาย แทบจะต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ เพราะว่ากฎหมายของเมืองไทยกับที่โน่นไม่เหมือนกัน
ฟอว์นมีความสุขกับการทำงานที่นั่นมาก เลยถูกปลูกฝังให้มองงานในแบบที่ไม่เป็นงาน อย่างเวลาที่ต้องประสานกับลูกค้า ฟอว์นก็จะคุยเหมือนคุยกับเพื่อน คิดให้สนุก ซึ่งมันทำให้ไม่เครียด เราสามารถมาทำงานได้ตอน 34 ทุ่ม เพราะเราสนุกกับมัน ไม่เบื่อเลย เหมือนได้ไปเที่ยวกับเพื่อน”
แม่จะบอกเสมอว่า ให้เลือกทำในสิ่งที่เราอยากทำ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าดีที่สุด เพราะสิ่งที่เราเห็นว่าดีที่สุดต่างหาก มันจะอยู่กับเราได้นาน” เธอพูดพร้อมกับมุมปากที่โค้งขึ้นในแบบที่เราเห็นจนชินตาตลอดการสนทนา ถึงจะอยู่ห่างไกลคนละซีกโลกกับครอบครัว แต่เมื่อพูดถึง ดวงตากลมโตนั้นก็ทอประกายสุกใสเสมอ
“กับพ่อแม่และน้องสาวเราสนิทกันมาก เหมือนเป็นเพื่อนกัน คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงมาแบบสบายๆ ไม่ค่อยเข้มงวด แต่ในฐานะลูกสาวท่านก็จะไม่ค่อยชอบให้เที่ยวกลางคืน โชคดีที่เราเป็นคนไม่ชอบปาร์ตี้อยู่แล้ว วีรกรรมดื้อๆ จึงไม่ค่อยมี เพราะอันไหนที่เขาว่าไม่ดีเราก็จะไม่ทำ”
วันว่างเธอจะใช้เวลาในวันพักผ่อนดูหนังอยู่ที่บ้าน โปรดปรานเป็นพิเศษกับหนังแนวลึกลับและแอ็กชัน ด้านข่าวสารเธอติดตามจากอินเทอร์เน็ต ที่ไม่ว่าอยากรู้อะไร คลิกเดียวก็สามารถเข้าถึงได้ทันที ส่วนทีวีเธอแทบไม่ได้ใช้งาน เพราะว่าในนั้นมีสารที่อยู่นอกเหนือความสนใจมากเกินไป
นอกเหนือจากนั้นเธอไปสปานวดตัวคลายความเมื่อยล้าจากการทำงาน และที่ขาดไม่ได้ทุกอาทิตย์ คือ การสรรหาร้านอร่อยที่เธอและเพื่อนสนิทสมัยเรียนอนุบาลและมหาวิทยาลัยมักจะใช้เวลา 1 มื้ออาหารร่วมกัน
ความเป็นกันเองและความเป็นคนสบายๆ ของเธอ นอกจากจะสะท้อนออกมาจากคำบอกเล่าของเธอแล้ว มันยังส่งผ่านการแต่งตัวแบบง่ายๆ สบายๆ อีกด้วย
“ฟอว์นเป็นคนชอบใส่อะไรสบายๆ ผ้านิ่มๆ ไม่เคยคิดว่าเป็นแฟชั่นแล้วต้องใส่ ตอนเด็กๆ คุณแม่เป็นคนตัดเย็บเสื้อให้ใส่เอง สวยไม่สวยไม่รู้ แต่แม่ตัดให้กับมือเราก็รู้สึกว่าต้องสวยที่สุด ตั้งแต่นั้นมาเราเลือกเสื้อผ้าด้วยความรู้สึก อะไรที่รู้สึกว่าเหมาะ ก็จะใส่”
สำหรับคนมีสไตล์ในมุมมองของสาวมองโลกในแง่บวกคนนี้ คือ คนที่แต่งตัวแล้วเป็นตัวเองมากที่สุด กลมกลืนไปกับเรา ในแบบที่สามารถทำงานได้ทั้งวันโดยที่ไม่ต้องกังวลว่ากำลังใส่อะไรอยู่ เช่นเดียวกับนิสัย เธอประทับใจคนพูดตามความจริงในสิ่งที่เป็น มิใช่โอ้อวดเพื่อโฆษณาตัวเอง “ไม่ได้เจอคนแบบนี้บ่อยนะคะ แต่ทุกครั้งที่ได้เจอก็แปลกใจเสมอว่า ความสุขมันมาจากตัวเอง ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้นมา”
ถึงแม้จะมีนิสัยคล้ายผู้ชายอยู่บ้างตรงที่คล่องแคล่ว และไม่ชอบรออะไรนานๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องหัวใจแล้วละก็ สาวสวยคนนี้ใช้เวลากับมันนานเสมอ เธอไม่เคยหลงรักใครง่ายๆ แค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นที่คนใกล้ตัว
“คนบางคนดูผิวเผินแล้วเรารู้สึกว่าเขาดีจัง แต่ฟอว์นก็เชื่อเสมอว่ายังมีคนที่ดีกว่านี้อีก เรื่องหน้าตาไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย ฟอว์นขอแค่เขาเป็นคนสะอาด พื้นฐานความคิดใกล้กัน ความคิดเห็นตรงกันก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด เพราะว่าไม่มีใครหรอกที่จะดีครบ”







