
ไม่วิสัชนา...ในพระพุทธศาสนา (จบ)
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโสที่เคารพ
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโสที่เคารพ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโสที่เคารพ
มีคำถามที่ว่า “ถ้าทุกคนปฏิบัติธรรมจนถึงทางสิ้นทุกข์กันทุกคนแล้ว ไม่เวียนว่ายตายเกิดกันอีกแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ย่อมหมดไปจากโลก ถ้าเป็นอย่างนี้ โลกจะอยู่อย่างไร เพราะหมดเผ่าพันธุ์ของมนุษย์แล้ว...”
ขอแสดงความนับถือ
อาจารย์มหา’ลัย
วิสัชนา : ดังจะเห็นได้ว่า แนววิธีการตอบปัญหาของพระพุทธเจ้านั้นทรงถือปฏิบัติ มีอยู่ ๔ วิธี ได้แก่
๑.ปัญหาที่พึงตอบทันที
๒.ปัญหาที่พึงตอบอย่างมีเงื่อนไข
๓.ปัญหาที่พึงย้อนถามก่อนแล้วจึงตอบ
๔.ปัญหาที่ควรงดไว้ (ไม่ตอบ)
สำหรับปัญหาที่ตอบได้ทันทีนั้น มักจะเป็นปัญหาธรรมดาๆ ง่ายๆ สำคัญคือ ผู้ถามถามด้วยความบริสุทธิ์ใจ อยากรู้จริง ต้องการประโยชน์จากคำตอบจริงๆ
ในส่วนของปัญหาที่ตอบอย่างมีเงื่อนไขนั้น มักจะเป็นปัญหาคลุมเครือ มีความซับซ้อนในตัวปัญหา ซึ่งไม่สามารถตอบอย่างตรงไปตรงมาได้ จึงต้องตอบอย่างมีเงื่อนไข และบางครั้งมาจากผู้ถามเอง มีเจตนาถามอย่างไม่จริงใจ มีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย กับผู้วิสัชนา หรือเพื่อจับผิดผู้ตอบ
ประการที่ ๓ การตอบปัญหาโดยการย้อนถามก่อนแล้วจึงตอบ ซึ่งมีให้เห็นบ่อยในพระไตรปิฎก ทั้งนี้เพราะผู้ถามมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ อยู่แล้วเป็นเบื้องต้น จึงต้องใช้การย้อนถามกลับ เพื่อนำเรื่องดังกล่าวไปเข้าสู่ประเด็นการเรียนรู้ในเงื่อนไขที่เป็นปัญหาได้ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากการยกเรื่องอุปมาง่ายๆ นำเรื่อง ก่อนจะเข้าสู่การเรียนรู้ปัญหานั้นอย่างตรงประเด็น
ในประการที่ ๔ เป็นปัญหาที่ไม่ควรตอบเลย เรียกว่า ยกสะพานออกเสียก็ว่าได้ ซึ่งมักจะเป็นปัญหาแบบอภิปรัชญา หรือ ปรมัตถสัจจะอันลึกซึ้ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน ซึ่งควรแก่การทำปัญญา เพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ที่สำคัญในลักษณะปัญหาแบบนี้ ผู้ถามมักจะมุ่งชวนทะเลาะ ถกเถียง อวดภูมิปัญญา หรือเพื่อหวังแสดงความคิดของตนมากกว่าที่จะรับฟัง หรือมิได้มุ่งจะแสวงหาความรู้ ความเข้าใจอย่างจริงใจ จึงไม่ทรงตอบปัญหาในลักษณะดังกล่าว หรือกล่าวเล่นแง่สักนิดก็คงจะพูดว่า “ตอบ โดยการไม่ตอบ...”
ยกตัวอย่างสำหรับปัญหาที่พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบมาแสดงเพื่อประดับปัญญา ดังที่ปรากฏอยู่ในกาลครั้งสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ชื่อ มาลุงกยบุตร ได้ทราบว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบปัญหา ๑๐ ประการ คือ
โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง
โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด
ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน ชีพกับสรีระแยกกัน
สัตว์ตายแล้ว มีอยู่ สัตว์ตายแล้ว ไม่มีอยู่
สัตว์ตายแล้ว มีอยู่ก็มี สัตว์ตายแล้ว ไม่มีอยู่ก็มี
สัตว์ตายแล้ว มีอยู่ก็มิใช่ สัตว์ตายแล้ว ไม่มีอยู่ก็มิใช่
จึงเกิดความอยากรู้ในคำตอบต่อปัญหาเหล่านั้น เมื่อมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทูลถามถึงปัญหาทั้ง ๑๐ ข้อดังกล่าว และพยายามวิงวอนขอให้พระพุทธองค์ทรงวิสัชนา ดังเช่น ถ้าโลกนี้เที่ยงก็พึงตอบว่า เที่ยง ถ้าโลกนี้ไม่เที่ยงก็ให้ตอบว่า ไม่เที่ยง หรือหากถ้าพระองค์ไม่ทรงทราบก็ให้พึงตอบว่า ไม่ทรงทราบ ถ้าไม่ตอบใดๆ เลย ตนก็ลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาส ซึ่งพระพุทธองค์ก็ไม่ทรงตอบและยังทรงกล่าวว่า “อย่าว่าแต่ลาสิกขาออกไปเลย แม้จะตายไปเสีย พระองค์ก็จะไม่ทรงตอบในปัญหา ๑๐ ข้อดังกล่าว” เพราะเมื่อเข้ามาบวช พระองค์ไม่เคยทรงให้สัญญาใดๆ ว่า จะตอบปัญหา ๑๐ ข้อนี้ มาลุงกยบุตรเองก็ไม่เคยรับรองกับพระองค์ว่า “ที่มาบวชในศาสนาของพระองค์นั้น ก็เพื่อต้องการคำตอบต่อปัญหา ๑๐ ประการนี้” ดังนั้นพระพุทธองค์จึงไม่ทรงตอบกับปัญหาดังกล่าว
หากพิจารณาดูแล้วในปัญหาที่ไม่ทรงตอบนั้น เพราะมีเหตุผลสำคัญ คือ การไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความดับทุกข์ ธรรมเฉพาะหน้าที่ควรรู้ของผู้ใคร่ต่อการศึกษา คือ การดับทุกข์ โดยพระพุทธองค์ได้ทรงเปรียบเทียบว่า คนแต่ละคน เหมือนชายถูกลูกศรอาบยาพิษ นอนเจ็บอยู่ หน้าที่ของเขา คือ การถอนลูกศรออกทันที แล้วรีบเยียวยารักษาแผลให้หาย ไม่ใช่ไปมัวถามว่า ลูกศรนั้นใครยิงมา ทำด้วยวัสดุอะไร ขนาดกว้างยาวเท่าไร
เช่นเดียวกับปุจฉาของอาจารย์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งท่านนี้ ที่ฝากมาถึงอาตมา ก็คงจะยึดหลักการตอบอย่างไม่ตอบ คือ ไม่ขอตอบปัญหาที่ตั้งมานี้ เพราะเป็นปัญหาที่จัดรวมอยู่ในปัญหา ๑๐ อันไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์เลย
ขอเจริญพร







