posttoday
‘นางิโจ’ หมู่บ้านที่พิสูจน์ว่า ‘มีลูกเมื่อพร้อม’ รัฐต้องพร้อมด้วย!!

‘นางิโจ’ หมู่บ้านที่พิสูจน์ว่า ‘มีลูกเมื่อพร้อม’ รัฐต้องพร้อมด้วย!!

07 ตุลาคม 2566

หมู่บ้านนางิ หรือนางิโจ ได้ชื่อว่าเป็น 'หมู่บ้านแห่งปาฎิหาริย์' เพราะเป็นหมู่บ้านเดียวในญี่ปุ่นที่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น 2 เท่า! สวนทางกับเมืองอื่นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง พวกเขาพิสูจน์ว่า ‘การมีลูกเมื่อพร้อม’ ไม่ใช่แค่เรื่องของพ่อ-แม่ แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจ ‘รัฐ’

สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนอยากมีลูก

 

อย่างที่เราทราบกันว่าประเทศญี่ปุ่น เผชิญกับปัญหาสภาพสังคมที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อันนำมาซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แรงงานจนไม่สามารถเลี้ยงดูผู้สูงอายุของประเทศเมื่อเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้อีกต่อไป ... บางหมู่บ้านในญี่ปุ่นปิดตัวลง คนอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองมากขึ้น โรงเรียนถูกปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก .. โดยเป้าหมายของประเทศญีปุ่นเพื่อที่จะพยุงวิกฤตประชากรคือต้องมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า 2.1 เท่า ทำให้ที่หมู่บ้านนางิซึ่งมีประชากรอยู่ 6,000 คน มีเปอร์เซนต์การมีบุตรสูงถึง 2.95 มากกว่าค่าเฉลี่ยที่ตั้งไว้ และหากเทียบกับเมืองอื่นๆ ในปัจจุบันนั้นก็สูงกว่าถึง 2 เท่า ( โตเกียวมีเปอร์เซนต์การมีบุตรเพียง 1.15 )

 

หมู่บ้าน Nagi ตั้งอยู่ที่เมือง Okayama

 

ที่นี่จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ ข้าราชการ นักการเมือง ต้องเดินทางมาจากทุกหนแห่งเพื่อมาไขความลับของ ‘หมู่บ้านปาฎิหาริย์’ แห่งนี้ เพราะไม่ใช่แค่สัดส่วนที่สูงกว่าที่อื่น แต่พวกเขาสามารถทำมาได้กว่า 15 ปี และมีคุณแม่บางคนที่มีลูกมากถึง 4 คน ซึ่งแทบจะเป็นไปได้ยากในประเทศที่ภาษีอัตราสูง และค่าครองชีพสูงขนาดนี้ จนทุกคนในประเทศญี่ปุ่นตั้งข้อสงสัยว่า หมู่บ้านนี้มีอะไรดี? คนถึงอยากจะมีลูกกันนัก!

.

.

คำตอบคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนอยากมีลูก

 

ปัจจัยการมีบุตรโดยทั่วไปแล้วเกิดจากสองปัจจัยหลักคือ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพ อาชีพ รายได้เฉี่ยต่อเดือน สถานะการมีบุตร ส่วนปัจจัยที่สองคือปัจจัยอิทธิพลภายนอก ได้แก่ ทัศนคติต่อความสำคัญและคุณค่าของบุตร ค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการเลี้ยงดูบุตร สภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงนโยบายและการสนับสนุนจากรัฐบาล

 

ความโดดเด่นของหมู่บ้านนางิที่เห็นได้อย่างเด่นชัด ข้อแรกคือ การสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในหมู่บ้านของพวกเขา  โดยพบว่าเริ่มต้นหมู่บ้านแห่งนี้ปรับลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารเมืองและทุ่มให้กับการสนับสนุนความเป็นอยู่ของประชากร  ผลประโยชน์ที่ผู้ปกครองจะได้รับจากการย้ายมาอาศัยในเมืองนี้มีอยู่หลายประกอบ อาทิเช่น

 

  • ครอบครัวจะได้รับเงินกว่า 100,000 เยนสำหรับลูกคนแรก และได้รับเงินอีก 150,000 เยนสำหรับลูกคนที่สอง หรือหากมีลูกถึงห้าคนจะได้รับเงิน 400,000 เยน
  • ได้รับเงินอุดหนุนด้านที่อยู่อาศัย เพื่อให้ครอบครัวสามารถมีบ้านที่มีพื้นที่ให้สามารถเลี้ยงดูบุตรได้
  • ฉีดวัคซีนฟรี
  • ได้รับเงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนเด็ก และค่าใช้จ่ายสำหรับสถานรับเลี้ยงเด็ก
  • ได้รับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันในโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น
  • ได้รับเงินอุดหนุนค่าเดินทางของเด็กชั้นมัธยมปลาย
  • สื่อการเรียนรู้แจกฟรี
  • สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ฟรีจนถึงระดับชั้นมัธยมปลาย

ฯลฯ

 

รวมไปถึงหากพ่อ-แม่คนไหนมีบุตรยาก ที่นี่ยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมการรักษาภาวะมีบุตรยากซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากอีกด้วย 

นอกจากการสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว สิ่งที่โดดเด่นและสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายที่เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อ-แม่ ที่แท้จริง ..  เพราะผู้ปกครองที่นี่มีสังคมที่สามารถแชร์เรื่องราวการเลี้ยงดูลูกแก่กัน มีกิจกรรมจากทางเมืองที่สนับสนุนและลดความเครียดต่อการเลี้ยงลูก รวมไปถึงสถานที่รับฝากเด็กทั้งจากทางการ และภายในชุมชนเองที่สามารถพูดคุยกันได้ .. โดยคุณแม่หลายคนที่นี่บอกว่า 'เด็กที่เมืองนางิ ไม่ได้มีแม่แค่คนเดียว' แต่คนในชุมชนต่างช่วยกันดูแลเด็กๆ ของพวกเขา  ทำให้พ่อแม่มือใหม่ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวและหนักใจต่อการเลี้ยงดูบุตรมากนัก ...

 

หมู๋บ้าน Nagi แวดล้อมด้วยภูเขาและทุ่งนา

 

จากเด็กสู่วัยชรา

 

ที่เมืองนางิโจ พวกเขาไม่ได้มองผลลัพธ์ของการเพิ่มขึ้นของประชากรในมิติของเศรษฐกิจเท่านั้น .. ผลที่ตามมาจากการทำนโยบายดังกล่าวของหมู่บ้านนางิโจคือ พวกเขาสามารถสร้างเมืองที่ให้คุณภาพชีวิตที่ดีกับผู้สูงอายุในเวลาเดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการสนับสนุนค่าเดินทางของเด็กชั้นมัธยมปลาย พวกเขาเลือกที่จะสนับสนุนค่าเดินทางโดยรถสาธารณะ ทำให้เด็กชั้นมัธยมปลายยังต้องใช้รถสาธารณะในการเดินทางไปเรียนทั้งภายในเมืองหรือนอกเมือง ส่งผลให้ระบบขนส่งสาธารณะยังคงมีความจำเป็น และผู้สูงอายุที่ไม่มีรถยนต์สามารถเดินทางไปยังที่ต่างๆ รวมถึงโรงพยาบาลได้ด้วย .. ซึ่งต่างจากหมู่บ้านที่เกือบร้างในท้องถิ่นอื่นๆ ของญี่ปุ่นที่ต้องหยุดการให้บริการรถสาธารณะไป

 

รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่ผู้สูงอายุยังคงได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกหลาน มีหลายครอบครัวที่หมู่บ้านแห่งนี้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ โดยการใช้ประโยชน์จากเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐ เพื่อให้ได้บ้านหลังใหญ่และมีพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตมากขึ้น อีกทั้งการลงทุนเงินสำหรับการเลี้้ยงลูก ย่อมจะทำให้พ่อ-แม่ ที่จะกลายเป็นผู้สูงวัยในอนาคต มีทุนทรัพย์เพียงพอและสามารถใช้ชีวิตอย่างไม่ขัดสนในภายภาคหน้าอีกด้วย

 

หมู่บ้านนางิโจทำให้เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรภายในเมืองไม่ใช่ ‘ปาฏิหาริย์’

การเพิ่มของเด็ก ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนแรงงานให้แก่ภาคเศรษฐกิจ

แต่คือการเพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่ม ‘ชีวิต’ ให้แก่เมืองแห่งนี้

ซึ่งต้องแก้ไขและวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะกว่าจะสำเร็จใช้เวลานานกว่า 10 ปี และการวางแผนนั้นต้องมุ่งให้เกิดผลเชิงโครงสร้างอีกด้วย

 

หมู่บ้านที่สามารถเพิ่มจำนวนประชากรได้มากอย่าง นางิ เป็นเหมือนปาฎิหาริย์ของชาวญี่ปุ่นเลยทีเดียว

 

นางิโจ โมเดลการเพิ่มประชากรของเมืองใหญ่

 

ไม่ใช่แค่คนที่เกิดที่หมู่บ้านนางิเท่านั้นที่อาศัยในเมืองแห่งนี้ มีหลายครอบครัวที่อพยพและย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองใหญ่ๆ มากมาย ด้วยเหตุผลที่ว่าเมืองใหญ่ๆ ไม่ตอบโจทย์พวกเขาหากอยากจะสร้างครอบครัวและมีลูก

 

อย่างไรก็ตามคนเหล่านี้มีค่านิยมที่เหมือนกันคือ พวกเขาคือหนุ่มสาวที่ใฝ่ฝันอยากจะสร้างครอบครัวและมีลูก

 

โดยเฉพาะคนเป็นแม่ ... สิ่งหนึ่งที่พวกเธอยอมรับคือ การมาอยู่หมู่บ้านที่ห่างไกลอย่าง ‘นางิโจ’ นั้น พวกเธอต้องละความเป็นไปได้ที่จะไต่เต้าหาตำแหน่งหน้าที่การงานในระดับใหญ่ๆ หรือการสร้างชื่อเสียงและเติบใหญ่ในหน้าที่การงาน

 

ในขณะเดียวกันรัฐบาลญี่ปุ่นก็สนับสนุนให้ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานตามแผนการณ์ Womenomics ซึ่งตลอด 30 ปีที่ผ่านมาอัตราส่วนของคุณแม่ที่กลับเข้ามาทำงานสูงขึ้นจาก 50% เป็น 75% แต่กลับพบว่าการกลับไปทำงานนั้นหลายคนต้องยอมรับค่าจ้างที่ต่ำกว่า หรือเปลี่ยนอาชีพให้ไม่กระทบกับการเลี้ยงดูบุตร

 

ทำให้ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่ ลังเลและไม่อยากมีบุตร ..

 

เพราะฉะนั้นจึงเป็นการบ้านสำหรับนักการเมือง ข้าราชการต่างๆ ที่จะเรียนรู้โมเดลของเมืองนางิโจและไปปรับใช้กับเมืองของตนเอง .. เพื่อให้สามารถคงสภาพของแรงงานผู้หญิงที่ยังคงทำงานไว้ได้ และทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของประชากรไปในเวลาเดียวกัน และไม่ใช่แค่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

 

ประเด็นของ 'หมู่บ้านปาฎิหาริย์นางิ' ที่สามารถเพิ่มจำนวนประชากรได้มากเป็นสองเท่านี้ กลายเป็นโมเดลที่ดึงดูดผู้บริหาร และผู้ใช้อำนาจรัฐให้เข้ามาศึกษาเป็นจำนวนมาก เพราะหลายประเทศต่างเข้าสู่วิกฤตด้านประชากรไม่ต่างจากประเทศญี่ปุ่น .. 

 

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย อัตราเด็กเกิดใหม่ ปี 2556 อยู่ที่ 780,000 คน ในปี 2563 พบว่าอยู่ที่ 569,338 คน อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) อยู่ที่ 1.24 และมีแนวโน้มจะลดลงไปอีก โดยมาจากเหตุผลมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ความคาดหวังต่อคุณภาพของเด็กซึ่งสร้างความกังวลต่อบทบาทของพ่อแม่  คนรุ่นใหม่มีค่านิยมอยู่เป็นโสดหรือมองว่าการมีบุตรนั้นเป็นภาระ รวมไปถึงแต่งงานช้าทำให้มีบุตรยาก .. ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนความคิดของประชาชนที่ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีบุตร และพวกเขากลัวภาระจะตกอยู่แค่ที่พ่อ-แม่ นั่นเอง.

 

ที่มา

https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1047955#

https://www.asahi.com/ajw/articles/14730746

https://royumi.com/en/blogs/blog-de-japon/la-ciudad-de-nagi-revela-un-secreto-para-tener-mas-bebes-en-japon

https://www.gov-online.go.jp/eng/publicity/book/hlj/html/201905/201905_06_en.html

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท