
ปัญหาในเขตพระพุทธศาสนา...จะแก้ไขอย่างไร (จบ)
ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า
ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียนพระคุณเจ้า
ได้อ่านกรณีอธิกรณ์ของพระสงฆ์ โดยเฉพาะการถือผิดในพระธรรมวินัย ซึ่งจะต้องมีการประชุมสงฆ์เพื่อหาข้อยุติ แต่ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน พระสงฆ์ในเมืองไทยถือปฏิบัติไม่ค่อยตรงกันในหลายกรณี ดังที่ปรากฏชัดเจน เช่น การขบฉัน การรับเงินทอง ฯลฯ
ใคร่ขอกราบเรียนถามว่า จะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะสูญหายไปจากแผ่นดินไทย...
จาก ผู้มีศรัทธาใน “ธรรมส่องโลก”
วิสัชนา : ทั้งผู้ถวายและผู้รับในเขตพระพุทธศาสนาบ้านเรา และยากที่จะห้ามปรามว่า “อย่าทำ หรือไม่ควรทำ เพราะผิดพระวินัย เป็นอาบัติของพระภิกษุผู้รับ เป็นบาปของโยมผู้ถวาย...”
เมื่อจุดประสงค์ของบุคคลไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ในพระพุทธศาสนา ศาสนจักร จึงวุ่นวายให้เศร้าหมอง แค่เพียงเวลาล่วงมา ๑๐๐ ปีหลังพุทธปรินิพพาน พระพุทธศาสนาได้แตกออกมากถึง ๑๘ นิกาย ทั้งนี้ ก็ด้วยการไม่ยอมออกไปจากโลกของผู้เข้ามาบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา จึงมีการถือปฏิบัติผิดๆ ไปจากพระธรรมวินัย ดังกรณีวัตถุ ๑๐ ประการของภิกษุวัชชีบุตร ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการสังคายนาครั้งที่ ๒ ที่เมืองเวสาลี และนำไปสู่การแตกแยกของคณะสงฆ์มากถึง ๑๘ นิกาย ซึ่งมาจากความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องการกิน หรือการขบฉันถึง ๕ ข้อ ซึ่งภิกษุวัชชีบุตรเห็นว่า
๑.ให้ภิกษุสะสมเกลือ เอาไปใส่เวลาฉันอาหารได้ เดิมห้ามไว้
๒. ให้ฉันเวลาบ่าย ๒ องคุลีได้ เดิมห้ามไว้
๓.ภิกษุฉันในบ้านอิ่มแล้ว เข้าไปในบ้านเขาถวายอีก ให้ฉันได้ เดิมห้ามไว้
๔.ฉันนมสดได้ภายหลังฉันจังหัน เดิมห้ามไว้
๕.ภิกษุดื่มเหล้าดิบที่ยังไม่เป็นน้ำเมาได้ เดิมห้ามไว้
สำหรับข้อที่สำคัญใน ๑๐ ข้อ ซึ่งยังคงเป็นอธิกรณ์อันควรแก่การชำระในปัจจุบัน ซึ่งยังแสดงฤทธิ์อยู่ คือ ภิกษุยินดีรับเงินรับทองได้ เดิมห้ามไว้...ข้อดังกล่าวนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ให้เกิดการสังคายนาในครั้งที่ ๒ ณ เมืองเวสาลี แคว้นวัชชีเดิม ต่อมาถูกรวมเข้าสู่แผ่นดินของแคว้นมคธ และในข้ออื่นๆ ที่เหลือ ได้แก่ ภิกษุใช้สันถัตไม่มีชายได้ เดิมห้ามไม่ให้ใช้, อาวาสใหญ่ที่กำหนดเสมาอันเดียวกัน จะทำอุโบสถแยกกัน ให้ทำได้ เดิมห้ามไว้, เมื่อทำอุโบสถ จะทำไปก่อนภิกษุที่ควรทำฉันทะมาให้ทำได้ เดิมห้ามว่าไม่ได้ และให้ปฏิบัติตามอุปัชฌายะเรื่อยไป ไม่ว่าผิดหรือถูก (เดิมว่าไม่ให้ตามในสิ่งผิด)
จากกรณีภิกษุชาววัชชี มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องวินัยบัญญัติ ๑๐ ประการดังกล่าว อันผิดเพี้ยนไปจากพุทธศาสนาดั้งเดิมตามมติของพระสังคีติกาจารย์ที่ประชุมสังคายนาครั้งที่ ๑ อันมีพระมหากัสสปเถรเจ้าเป็นประธานสงฆ์ รวม ๕๐๐ รูป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ จึงกลายเป็นรอยร้าวในสังฆมณฑล และนำไปสู่ความสูญสลายของพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปต่อมา จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษาอย่างยิ่ง เพราะความประพฤติผิดในหลายๆ
ข้อของภิกษุวัชชีบุตร กลับมาปรากฏอยู่ในเขตพุทธศาสนาปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีท่าทีว่าจะได้รับการแก้ไข หรือยุติปัญหาดังกล่าว มิหนำซ้ำยังถือปฏิบัติกันอย่างเปิดเผย อย่างมิเกรงกลัวต่อบาปกรรม ซึ่งแน่นอน หากปล่อยปละละเลยให้ถือปฏิบัติ หรือมีความเห็นผิดกันไปเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นสัญญาณอันหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงความสูญสลายของพระพุทธศาสนา ในทุกเขตแดนที่ปฏิเสธพระธรรมวินัยอันบริสุทธิ์ ไม่เว้นแม้บ้านเรา
หนทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงอยู่ที่ความสำนึกของพุทธบริษัททั้ง ๔ ซึ่งจะต้องช่วยกัน หรือจะต้องตื่นขึ้นมาให้ความสำคัญในพระธรรมคำสั่งสอน โดยการให้ความเคารพถือปฏิบัติอย่างถูกต้องในพระธรรมวินัย ซึ่งทุกท่านต้องช่วยกัน อย่าปล่อยให้พวกมากลากไป และอย่าสนับสนุนผู้ประพฤติผิด ควรอย่างยิ่งที่จะได้มีการตั้งองค์กรมหาชนของชาวพุทธขึ้นมาสนับสนุนส่งเสริมพระพุทธศาสนา เพื่อร่วมกันขจัดปัญหา และพัฒนาการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไป บนความมีเอกภาพที่เป็นหนึ่งเดียว ตรงตามพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง
ขอเจริญพร







