posttoday
หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม ตอนเป็นศิษย์ญาณสัมปันโน(2)

หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม ตอนเป็นศิษย์ญาณสัมปันโน(2)

16 มกราคม 2554

ณ เวลานั้น พระอาจารย์ฟักรับหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากพระอาจารย์มหาบัวและได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ครูอาจารย์ให้ดูแลวัดแทนเวลาที่ท่านมีกิจธุระข้างนอก....

ณ เวลานั้น พระอาจารย์ฟักรับหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากพระอาจารย์มหาบัวและได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ครูอาจารย์ให้ดูแลวัดแทนเวลาที่ท่านมีกิจธุระข้างนอก....

โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

พระอาจารย์สนิท เล่าว่า บางครั้งมีพระมาขออยู่ที่วัดป่าบ้านตาด ถ้าพระอาจารย์มหาบัวบอกว่า “กุฏิเต็ม ให้ไปหาท่านฟักให้พิจารณา” เมื่อพระองค์นั้นมาพบพระอาจารย์ฟักแล้วบอกเล่าถึงคำของพระอาจารย์มหาบัวดังกล่าว พระอาจารย์ฟักก็ทราบความนัยทันที

เมื่อทราบความนัยของครูอาจารย์แล้ว ท่านก็ต้องหาวิธีพูดที่ถนอมน้ำใจพระรูปนั้น พร้อมทั้งไม่ทำให้พ่อแม่ครูอาจารย์เสียด้วย

ท่านก็เลยบอกว่า “ท่านมาเหนื่อยๆ นิมนต์พักที่ศาลาสักคืนก่อน แล้วไว้โอกาสหน้าเมื่อที่พักว่างค่อยมาใหม่”

ปรากฏว่าวิธีนี้เป็นผลดีแก่ทุกฝ่าย

ณ เวลานั้น พระอาจารย์ฟักรับหน้าที่เป็นพระอุปัฏฐากพระอาจารย์มหาบัวและได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ครูอาจารย์ให้ดูแลวัดแทนเวลาที่ท่านมีกิจธุระข้างนอก ซึ่งบางครั้งในช่วงเวลานั้นก็เกิดสถานการณ์วิกฤต แต่พระอาจารย์ฟักก็จัดการได้เรียบร้อย เช่น ครั้งหนึ่งเกิดไฟป่าลามเข้ามาใกล้ พระอาจารย์ฟักก็บัญชาให้ ด.ช.สนิท ไปตีเกราะเรียกชาวบ้านมาช่วยกันดับไฟ เพราะไฟลามเข้ามาจวนกุฏิพระแล้ว ถ้าไม่ช่วยกัน เห็นทีกุฏิซึ่งหลังคามุงจาก ฝาขัดแตะ ปูด้วยกระดาษผสมปูนจะเป็นเชื้ออย่างดีลามวอดไปทั้งวัด ในที่สุดท่านก็บัญชาการดับไฟได้เรียบร้อย เมื่อพระอาจารย์มหาบัวกลับมาก็เบิกยามาให้พ่อแม่ครูอาจารย์แจกจ่ายให้ชาวบ้านที่ได้แผลถลอกปอกเปิกเป็นการตอบแทน

งานอีกประเภทหนึ่งซึ่งได้มอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบอยู่เสมอคือ การก่อสร้าง

 

หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม ตอนเป็นศิษย์ญาณสัมปันโน(2)

ครั้งหนึ่งพระอาจารย์มหาบัวไม่อยู่วัด แต่มอบหมายเรื่องก่อสร้างบางอย่างไว้ให้ทำ ท่านจึงไปสั่งวัสดุก่อสร้างมาจากในเมืองให้มาส่งที่วัด สักพักก็มีผู้มาบอกว่ารถคันที่มาส่งของคว่ำอยู่ระหว่างทางเข้าวัด ท่านเลยออกมาดูกับ ด.ช.สนิท พบว่ารถคว่ำอยู่ข้างทาง คนขับเมาและทิ้งรถไว้ เพราะกลัวความผิด

ท่านเกรงว่าถ้าทิ้งไว้ หากรถหายไปหรือข้าวของสูญหายจะเดือดร้อนมาถึงพ่อแม่ครูอาจารย์ อีกทั้งเห็นใจเจ้าของร้านด้วย ท่านจึงนั่งเฝ้ารถให้แล้วบอก ด.ช.สนิท ไปตามเจ้าของร้านและผู้ที่เกี่ยวข้องมา ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของท่านเลยแม้แต่นิด

ถาวรวัตถุหลายอย่าง เช่น โรงน้ำร้อนวัดป่าบ้านตาดที่ยังใช้กันอยู่มาถึงทุกวันนี้ ก็เป็นผลงานหนึ่งของท่าน

งานเหล่านี้ทำให้พระอาจารย์ฟักซึ่งเป็นพระพรรษาไม่มากต้องเดินผ่านที่อยู่ของพวกแม่ขาว ซึ่งตามปกติของวัดป่าจะห้ามพระยุ่งเกี่ยวกับเขตนี้และโรงครัว แต่ท่านก็ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานเหล่านี้เสมอ แม้กระทั่งงานซ่อมหลังคากุฏิโยมแม่พระอาจารย์มหาบัวซึ่งมุงด้วยหญ้าคาต้องเปลี่ยนใหม่ทุกปีหรือ 2 ปี พระอาจารย์มหาบัวก็ไว้วางใจมอบให้ท่านจัดการ

นอกจากนี้ ยามใดที่พระอาจารย์มหาบัวจะเดินไปที่โรงครัว มักจะเรียกให้พระอาจารย์ฟักติดตามไปด้วย ในช่วงที่ท่านมาเทศน์โปรดโยมมารดาถึงกุฏิที่พัก ถ้าไม่เรียกหาท่านก็จะเรียกพระอาจารย์อาจารย์ลีตามไปเสมอ

ท่านเคยเล่าไว้ว่า กุฏิที่อยู่กับกุฏิของกุฏิพ่อแม่ครูอาจารย์พระอาจารย์มหาบัวนั้นอยู่ไม่ไกลกัน ต้องคอยสังเกตว่าพอพระอาจารย์มหาบัวส่องไฟเมื่อไหร่ ก็ได้เวลาต้องหยิบเอาเครื่องบันทึกเสียงซึ่งสมัยนั้นก็คือ เครื่องเล่นเทปแบบมีสายเอาไว้ไปคอยอัดเทปคำสอนแม่ขาว ซึ่งเวลานั้นก็มีโยมแม่พระอาจารย์มหาบัว คุณแม่ชีแก้ว คุณแม่ชีน้อม คุณแม่ชีบุญ ฯลฯ ไว้ด้วย

การได้รับมอบหน้าที่ใหญ่น้อยเหล่านี้ เท่ากับได้รับการฝึกสอนให้แก้ไขปัญหาและปูรากฐานการเป็นผู้นำหมู่คณะ ซึ่งพระอาจารย์ฟักมักจะได้รับผิดชอบงานที่หนักยิ่งขึ้นต่อมาในอนาคต

พระอาจารย์ทอง ผู้เคยอยู่จำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาดเมื่อปี 2506 และได้พบกับพระอาจารย์ฟักซึ่งขณะนั้นเป็นพระอุปัฏฐากพระอาจารย์มหาบัวอยู่ก่อนแล้ว เล่าว่า “ท่านอาจารย์ฟักไม่ใช่แต่เป็นผู้อุปัฏฐาก แต่หลวงตายังมอบวัดให้ดูแลด้วย เหมือนให้ท่านได้ฝึกงานบริหารและการปกครอง รวมทั้งงานก่อสร้าง การที่ท่านจะมอบหมายให้ใครทำอะไรนั้น ต้องพิจารณาแล้วว่ามีความสามารถและสติปัญญาทำได้ รวมทั้งต้องมีการประสานงานที่ดีระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่ ซึ่งคุณสมบัตินี้ท่านอาจารย์ฟักมีครบ”พระอาจารย์ลี ซึ่งเคยจำพรรษาร่วมกันกับพระอาจารย์ฟักที่วัดป่าบ้านตาดก็เป็นอีกรูปหนึ่งที่ระบุว่า “ท่านฟักปฏิบัติดีอยู่ เรียบร้อยอยู่ และไม่เคยได้ยินถูกดุเลย”

พระอาจารย์มหาบัวมักจะตั้งชื่อหรือฉายานามให้กับลูกศิษย์ของท่านตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้นแต่ละรูปจึงจะได้ชื่อต่างๆ กันไป และเป็นสรรพนามที่ท่านจะใช้เรียกศิษย์ของท่านเป็นการเฉพาะ เช่น พระอาจารย์แสวง ได้ชื่อว่า “ธรรมหมี” เพราะวันหนึ่งมีหมีควายบุกมากินกล้วยอยู่ที่กุฏิท่านแล้ว พระอาจารย์แสวงนึกว่าลูกช้าง พอเล่าเรื่องนี้ให้หมู่คณะฟัง พระอาจารย์มหาบัวจึงเรียกท่านว่า “ธรรมหมี”

ขณะที่ พระอาจารย์บุญ ได้ชื่อว่า “ผู้ใหญ่มี”

พระอาจารย์สุพัฒน์ ได้ชื่อว่า “พระอุปคุปต์”

พระอาจารย์อุ่นหล้า ได้ชื่อว่า “กำนันอุ่น”

พระอาจารย์ลี ได้ชื่อว่า “ธรรมลี”

สำหรับท่านอาจารย์ฟักนั้น พ่อแม่ครูอาจารย์ตั้งชื่อให้ว่า “ธรรมฟัก” แต่มักไม่ค่อยเรียกต่อหน้า และนานๆ เรียกสักครั้ง เช่น “ไปเอิ้นธรรมฟักมา”

ครูบาอาจารย์หลายองค์ที่รู้จักหรือเคยจำพรรษาร่วมกับ “ธรรมฟัก” ของพระอาจารย์มหาบัวที่วัดป่าบ้านตาดกล่าวตรงกันว่า พระอาจารย์ฟักเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก เรียบร้อย ขยันปฏิบัติครูบาอาจารย์ ไม่ค่อยพูดค่อยจา มีความสามารถในการสวดปาติโมกข์ได้ถูกต้อง ถูกอักขระฐานกรณ์และมีจังหวะดี จนเป็นพระ 1 ใน 3 รูปที่ได้รับคำชมจากพระอาจารย์มหาบัวในเรื่องการสวดปาติโมกข์

3 รูปดังกล่าว ได้แก่ พระอาจารย์บุญเพ็ง พระอาจารย์อุ่นหล้า และพระอาจารย์ฟัก

“ท่านฟักปฏิบัติดีอยู่ เรียบร้อยอยู่ และไม่เคยได้ยินถูกดุเลย” พระอาจารย์ลี ซึ่งเคยจำพรรษาร่วมกันกับพระอาจารย์ฟักที่วัดป่าบ้านตาด ระบุ

พระอาจารย์ทองก็ระบุเช่นเดียวกันว่า “ปฏิปทาของท่านฟักนั้นเป็นผู้เคร่งในพระธรรมวินัย เป็นคนพูดตรงไปตรงมา ไม่ต้องพูดกันมาก ท่านเป็นคนละเอียด พอมีปัญหาอะไรต้องรีบแก้ ต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ปล่อยเอาไว้ บางครั้งถ้าท่านสงสัยคำพูดหรือคำสั่งครูบาอาจารย์ ท่านก็จะมาให้เรารับรองว่าถูกธรรมถูกวินัยไหม สมัยนั้นท่านมาพบอาตมา มาหารือกันที่กุฏิเป็นประจำ เช่น ถอดเทปแล้วตัวสะกดถูกไม่ถูก ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะทำให้เราต้องค้นคว้าไปด้วย”

พระอาจารย์บุญกู้ ซึ่งเคยไปอยู่วัดป่าบ้านตาดเมื่อปี 2505 และได้พบพระอาจารย์ฟัก เป็นพระอุปัฏฐากหลวงตามหาบัวอยู่ก่อนแล้ว เล่าสภาพการณ์ในวัดป่าบ้านตาดยุคนั้นว่า

“ท่านอาจารย์ฟักเป็นผู้อุปัฏฐากหลวงตา เพราะท่านคล่อง และเป็นที่ไว้วางใจของท่านอาจารย์ใหญ่ (พระอาจารย์มหาบัว) มาก

“ท่านมักจะได้รับหน้าที่ให้ดูแลกิจการงานต่างๆ ของวัดแทนถ้าท่านอาจารย์ใหญ่ไม่อยู่ และอนุญาตให้พระอาจารย์ฟักเดินไปโรงครัว หรือในเขตของโยมผู้หญิงได้ตามลำพัง ซึ่งสมัยนั้นแม่ชียังไม่มาก แต่พระองค์อื่นถ้าท่านไม่ใช้ จะห้ามไปเด็ดขาด

“เรื่องราวต่างๆ ในวัด ท่านอาจารย์ฟักจะเป็นผู้รับภาระแทนองค์ท่านเสมอ เช่น เมื่อมีพระมาอยู่ใหม่ ท่านอาจารย์ฟักก็จะช่วยดูแลให้ อันนี้นอกจากหน้าที่แล้ว ก็เป็นความมีน้ำใจกว้างขวางชอบช่วยเหลือหมู่คณะขององค์ท่านเองด้วย และท่านอาจารย์ฟักมักจะคอยดูแลเรื่องความสะดวกสบายของหมู่คณะอยู่เสมอๆ

“ท่านอาจารย์ฟักจะมีความถนัดในเรื่องก่อสร้างหรืองานช่างมาก เช่น งานปรับปรุงเสนาสนะกำแพงที่วัดป่าบ้านตาดนั้นท่านก็เป็นหัวหน้าในการลงมือก่อสร้าง พระองค์อื่นๆ จะคอยเป็นผู้ทำตาม โดยมีผู้ออกแบบคือ ท่านอาจารย์ปัญญา ซึ่งเป็นวิศวกรชาวอังกฤษ ผู้ควบคุมงานก็จะเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ แต่ถ้าเป็นเรื่องการอบรมหมู่คณะจะเป็นหน้าที่ของพระผู้ใหญ่ หรือถ้าเป็นเรื่องถอดคำเทศน์ โยมจะถอดเองก็ได้ แต่ต้องนำมาให้พระตรวจทานก่อนทุกครั้ง

“เรื่องหนังสือหรือตรวจบทเทศน์เป็นเรื่องที่ท่านอาจารย์ฟักไม่ถนัด ไม่ค่อยได้ทำนัก”

ท่านว่า สมัยนั้นวัดป่าบ้านตาดแบ่งสายบิณฑบาตออกเป็น 2 สาย พระอุปัฏฐากจะมีหน้าที่จัดเตรียมอัฐบริขารของพระอาจารย์มหาบัวให้พร้อมรอไว้ เพื่อออกบิณฑบาตพร้อมกัน ส่วนมากโยมจะใส่บาตรแต่ข้าวสุก ข้าวเหนียว ส่วนกับข้าวจะหิ้วตามมาที่วัด

สมัยนั้นการเดินทางยังไม่สะดวก ชาวบ้านที่มาทำบุญมักจะเป็นคนในหมู่บ้านตาดนั้นเอง เมื่อกลับมาถึงวัด พระทุกรูปจะช่วยกันจัดและแบ่งอาหาร พระอาจารย์มหาบัวเป็นผู้ให้พร จากนั้นพวกโยมก็จะนำอาหารไปแบ่งกันรับประทาน หากแต่จะยังไม่รับประทานในทันที เพราะจะไปช่วยกันกวาดบริเวณรอบๆ ก่อน เพื่อรอพระฉันเสร็จจึงจะรับประทานอาหารร่วมกัน

เมื่อพระฉันอาหารเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์ฟักจะเป็นผู้นำบาตรพระอาจารย์มหาบัวไปล้าง และนำอัฐบริขารของท่านกลับไปเก็บไว้ที่กุฏิตามเดิม

เวลาที่กวาดตาดหรือฉันอาหารเช้านั้น จะไม่ปรากฏเสียงพูดคุยกันเด็ดขาด เพราะพระอาจารย์มหาบัวขนาบไว้ว่า “เวลาฉันไม่ใช่เวลาคุย”

หลังฉันอาหารเสร็จแล้ว พระทุกรูปจะแยกย้ายไปตามที่พักของตัวเพื่อภาวนาเดินจงกรม แต่จะมีบางรูปผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปเช็ดกุฏิของหลวงตา ตกเย็นพระจะลงมากวาดตาด พอเสร็จแล้วทุกรูปจะไปช่วยกันหามน้ำจากบ่อน้ำซึ่งสมัยนั้นยังเป็นคันโยกอยู่ โยกน้ำขึ้นมาหิ้วไปเติมตามห้องน้ำกุฏิต่างๆ จนเต็ม แล้วถึงกลับมาสรงน้ำกันที่บ่อน้ำนั่นเอง

เสร็จจากการสรงน้ำแล้ว จึงจะมารวมกันฉันน้ำร้อนน้ำปานะที่ระเบียงศาลา ซึ่งเวลานี้เป็นจังหวะที่สามารถพูดคุยกันได้บ้าง แต่สำหรับพระอาจารย์ฟักนั้นมักจะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับหลวงตา จึงไม่ค่อยได้พูดคุยกับหมู่คณะในเวลาที่สามารถพูดคุยได้

“เวลาคุยกันก็ต้องพูดคุยอย่างมีสติ ห้ามส่งเสียงดัง มิฉะนั้นจะได้ยินหลวงตาถามว่า ชาวบ้านมาหรือ ชาวบ้านมาหรือ บางวัน|พระอาจารย์ใหญ่จะลงมาฉันด้วย ซึ่งถ้าวันไหนท่านลงมาด้วยรู้สึกว่าศาลาจะเงียบเป็นพิเศษ ตอนหลังพระเยอะ และท่านไม่ค่อยลงมา จึงย้ายที่ฉันจากระเบียงศาลาไปเป็นโรงต้มน้ำ พอประมาณทุ่มถึงสองทุ่มก็จะมารวมกันฟังท่านเทศน์อบรม” พระอาจารย์บุญกู้ เล่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท