ติด...กับ...ดัก...ตัว...เอง
สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่การตระหนักรู้ แยกแยะให้ได้ว่า สิ่งไหนเป็นกิจกรรมฆ่าเวลา สิ่งไหนเป็นกิจกรรมหลัก พร้อมบริหารจัดลำดับความสำคัญอย่างสมดุล....
สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่การตระหนักรู้ แยกแยะให้ได้ว่า สิ่งไหนเป็นกิจกรรมฆ่าเวลา สิ่งไหนเป็นกิจกรรมหลัก พร้อมบริหารจัดลำดับความสำคัญอย่างสมดุล....
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
อารมณ์คล้ายๆ การหยิบโทรศัพท์มือถือมาเล่นเกมฆ่าเวลา ระหว่างยืนรอรถเมล์ แต่มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอน “รถเมล์” ที่รอมานาน กำลังจอดอยู่ตรงหน้า ภาวะติดพันในมือ ทำให้สองขาไม่อาจก้าวเดินไปขึ้นรถเมล์ที่กำลังจะแล่นจากไป
ใจหนึ่ง...ยังเสียดายกับเกมที่อุตส่าห์ “เล่น” ผ่านมาหลายด่าน
ใจหนึ่ง...ยัง “หวัง” ชัยชนะ (ในเกม) ที่ใกล้จะมาถึง
สุดท้าย อารมณ์ก็ดึงให้จิตใจให้กลับไปหมกมุ่นอยู่กับเกมในมือต่อไป โดยไม่คิดสนใจรถเมล์ตรงหน้า หรือที่จริงก็ดูจะไม่ได้สนใจสิ่งอื่นๆ รอบตัว เมื่อเป้าหมายใหญ่เวลานี้อยู่ตรงที่ต้องเอาชนะเกมให้ได้เสียก่อน
เวลาล่วงไปสักพัก “สติ” กลับมาอีกครั้ง เมื่อภารกิจในมือเสร็จสิ้น
อารมณ์ “เสียดาย” ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว กับการปล่อยให้ “รถเมล์” คันนั้นแล่นผ่านไปต่อหน้าต่อตา ก่อนจะคิดว่าอยากจะเริ่มเล่นเกมใหม่ หวัง “ฆ่าเวลา” อีกสักรอบ กลับชักลังเลกับใจตัวเอง!!!
หากรถเมล์คันหน้ามาในจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็มอีกครั้ง งานนี้คงมีหวังไม่ได้ไปไหนกันพอดี พร้อมตัดใจเก็บมือถือ หันมา ดู นู่น นี่ นั่น แบบไร้จุดหมาย ก่อนเริ่มต้นรอรถเมล์แบบจริงจังอีกรอบ
สมองที่ยังค้างคาเรื่องเมื่อครู่ยังเก็บมาคิดเป็นอารมณ์ พร้อมตำหนิจิตใจตัวเองที่ไม่สามารถก้าวพ้น “กับดัก” ที่ตัวเองเป็นผู้ก่อเอาไว้เอง
เมื่อรู้ทั้งรู้ว่า “เกม” ที่เพิ่งเล่นเสร็จไปนั้นเป็นเพียงกิจกรรม “ฆ่าเวลา” แต่กลับปล่อยตัว ปล่อยใจ ทำให้มันกลายเป็นกิจกรรม “พรากเวลา” ไปเสียดื้อๆ
ยิ่งในสภาวะแห่งความเร่งรีบทุกวันนี้ กิจกรรมยั่วยวนใจ มีมาฝึกความอดทน ยั่วยุอยู่ตลอดเวลา หากลองกลับไปย้อนทบทวนไตร่ตรองสิ่งที่กำลังทำ หรือทำไปแล้ว คงจะพบว่าหลายเรื่องที่ทุ่มเทเวลาความสนใจไปกับมันนั้น เป็นกิจกรรมฆ่าเวลา
เผลอแผล็บเดียว หนึ่งปีผ่านพ้นไป หลายเรื่องยัง “ค้างคา” สิ่งที่ควรจะทำ สิ่งที่อยากทำ กลับไม่ได้ทำ คิดๆ แล้วยิ่งเสียดายเวลาเกือบ 9,000 ชั่วโมง ที่หายไปแบบไม่คุ้มค่า
หนังสือดีๆ กองโตที่เคยซื้อไว้หวังจะช่วยประดับความรู้จรรโลงจิตใจ แต่ดันไม่มีเวลาได้อ่านสักที จนคิดคำนวณกำหนดวางตารางว่าต้องอ่านให้ได้เดือนละกี่เล่มถึงจะหมดกองใน 12 เดือน แต่เอาเข้าจริง ถึงวันนี้กองหนังสือก็ยังสูงเท่าเดิมไม่ลดลงไปแต่อย่างไร
ทั้งที่ปีที่แล้ว หนังสือหนังหาก็อ่านไปไม่น้อย แค่ไม่ใช่หนังสือที่ตั้งใจจะอ่านนี่ยังไม่รวมกับข้อมูลข่าวสารที่ทะลักล้นในยุค 3.0 เซ็งตัวเองที่ข้อมูลผ่านหูผ่านตาในรอบปีที่ผ่านมา กลับมีแต่บรรดาคอมเมนต์เรื่องชาวบ้าน เที่ยวไหน กินอะไร บ่นรำพึง รำพัน ระบายอารมณ์เวิ่นเว้อ ฯลฯ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นกับดัก แต่ก็มีแรงดึงดูดให้ แมลงเม่าเข้าไปหยอกล้อแสงไฟ
เทคโนโลยีการเข้าถึงข้อมูลที่มากมายมหาศาล ที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาจนได้รับการยกย่องให้เป็นการปฏิวัติข้อมูลครั้งสำคัญของโลก กลับกลายแปรสภาพเป็น “กับดัก” ที่เราสร้างขึ้นมาเอง หากตั้งหลักไม่มั่น เดินแกว่งไปแกว่งมาคงต้องมีวันตกหลุมสักวัน
บรรดาซีรีส์ หนัง ละคร เพลง ที่ขึ้นลิสต์ไว้ว่าจะเก็บตกหามาดู ก่อนจะลืมเลือนตกยุคสมัย แต่ผ่านมาปีหนึ่ง มีเพียงไม่กี่รายการที่ทำได้อย่างที่ตั้งใจ แม้ที่ปีที่แล้ว จะดูหนัง ฟังเพลงไปไม่น้อย แต่ไม่ใช่เรื่องที่ตั้งใจจะดู และบางเรื่องตั้งใจจะไม่ดูแต่กลับได้ดู
ยังไม่รวมกับบรรดาคลิปที่วันๆ หนึ่งมีมาให้ดูไม่หยุดหย่อน ทั้งคลิปลับดารา คลิปแฉการเมือง คลิปเสียง คลิปตัดต่อ อะไรต่อมิอะไรที่เป็นข่าว ล้วนแต่มีแรงดึงดูดให้ต้องไปหามาดูแบบไม่ให้หลุดรอดสายตา
คอร์สอบรมวิปัสสนาฝึกสมาธิสารพัดสำนัก หลากหลายแนวปฏิบัติ ที่เคยเล็งๆ ไว้ ว่าว่างเมื่อไหร่ต้องเคลียร์คิวไปชำระล้างจิตใจ แต่เอาเข้าจริง กลับมีแต่การสรรหา “ข้ออ้าง” ให้ตัวเองตลอดว่าติดนั่น ติดนี่ ไม่พร้อม ไม่ว่าง ไม่สะดวก สุดท้ายก็คลาดแคล้วไปเสียทุกครั้ง แต่ชีวิตอีกด้านกลับมีเวลาไปร่วมกิจกรรมสร้างความมัวหมองให้ชีวิต
หลักสูตรเคาะสนิมภาษาอังกฤษที่ลงทุนเสียเงินเสียทองไปไม่น้อย หวังเปิดโลกทัศน์ ขยายช่องทางการเข้าถึงข้อมูล กับหลายเรื่องดีๆ ซึ่งไม่อาจหาเสพได้ในเวอร์ชันไทย แต่ทว่าพอพ้นผ่านช่วงฟิตไปได้ไม่กี่วัน อารมณ์ขี้เกียจต่อเนื่องกลับทำให้สนิมที่ฝังแน่นไม่หลุดล่อนไปเสียที ทั้งที่ช่องทางการเรียนรู้ก็อยู่ตรงหน้าเช่นกัน แต่กลับไม่มีแรงดึงดูดให้ก้าวฝ่าความขี้เกียจ
“น้ำหนัก” และ “รอบพุง” ที่ขีดเส้นใต้สองเส้นว่าต้องทำให้กลับเข้ามาตรฐานชายไทยสุขภาพดีให้ได้ภายในปีเสือ แต่จนล่วงเข้าปีกระต่าย นอกจากไม่สามารถฟิตร่างกายให้เท่ามาตรฐานแล้ว ตรงกันข้ามกลับยังอ้วนขึ้นกว่าปีก่อนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
คำถามคาใจ ที่ยากจะหาคำตอบ คือปีที่แล้วมัวไปทำอะไรอยู่
จะปลอบใจตัวเองก็ต้องตอบว่า ปีที่แล้วอยู่ในสภาวะไม่ปกติ บ้านเมืองกำลัง “วิกฤต” จากความขัดแย้ง นำไปสู่ความรุนแรง นำไปสู่การสูญเสีย กว่าจะหลุดพ้นเข้าสู่สภาวะเกือบปกติก็เลยมาเกือบครึ่งปีแรก
แต่ความจริงหากสำรวจตัวเองชัดๆ จะพบว่าเวลาที่หายไป ล้วนไปอยู่กับหลายกิจกรรม ที่ไม่ได้คิดจะทำ ไม่ได้อยากจะทำ แต่เป็นกิจกรรมที่เคยชิน ที่เข้าถึงง่าย ในยุคที่อะไรอะไรก็ง่ายดาย รวดเร็ว จนมีอะไรต่อมิอะไรมาให้ทำไม่หยุดหย่อน
อารมณ์ต้นปีอย่างนี้... จึงไม่ต่างจากจังหวะที่ “เกมจบ” และเริ่มรู้สึกว่า เริ่มเสียดายรถเมล์คันที่แล่นผ่านไปปีที่แล้ว และเริ่มคิดหาทางวางกรอบป้องกันการพลาดรถเมล์ในปีนี้อีก
คงไม่ต้องถึงขั้นตั้ง “ปณิธานปีใหม่” วางกรอบ 10 เป้าหมาย เรื่องที่อยากทำในปี 2553 เป็นแผนที่การเดินทางของชีวิตสู่เป้าหมายแบบไม่หลุดกรอบ หรืออ้อมไปอ้อมมาจนเสียเวลา
แต่สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่การตระหนักรู้ แยกแยะให้ได้ว่า สิ่งไหนเป็นกิจกรรมฆ่าเวลา สิ่งไหนเป็นกิจกรรมหลัก พร้อมบริหารจัดลำดับความสำคัญอย่างสมดุล
ที่สำคัญกว่านั้น เมื่อรู้ว่าหลุมบ่อข้างหน้า เป็นกับดัก ที่ตัวเราขุดเอาไว้เอง การเดินเลี่ยง หรือกระโดดข้าม จึงเป็นทางดีสำหรับสภาวะจิตใจที่ไม่แข็งพอ
หรือหากพลาดพลั้งก้าวไม่พ้น ข้ามไม่ผ่านขึ้นมาจริงๆ การรีบตั้งสติหาทางออกจากกับดักให้ได้รวดเร็วที่สุด น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ยกเว้นเสียแต่ว่าจะแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งที่กำลังลุ่มหลงอยู่ตรงหน้านี้เป็น “กับดัก”


