posttoday
กรมกิจการสตรีฯ ผนึกกำลังเน้นสร้างความเท่าเทียมระหว่างเพศในองค์กร

กรมกิจการสตรีฯ ผนึกกำลังเน้นสร้างความเท่าเทียมระหว่างเพศในองค์กร

16 มิถุนายน 2566

อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ย้ำสนับสนุนการสร้าง DEI (Diversity, Equity and Inclusion) ในที่ทำงาน พร้อมผลักดันการรับรองเพศโดยการใช้คำนำหน้านามตามอัตลักษณ์ในอนาคต

นางจินตนา จันทร์บำรุง  อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ กล่าวในงานสัมนา Thailand’s International Diversity, Equity and Inclusion day จัดขึ้นภายใต้การผนึกกำลังของสำนักข่าวเนชั่น กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และสถานบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องในโอกาสเดือนแห่งความภาคภูมิใจ หรือ ‘Pride Month’  ณ สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงการยอมรับความหลากหลายทางเพศในสังคมไทยว่า

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศและมีความก้าวหน้ามากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามยังคงมีการเลือกปฏิบัติอยู่  ทางกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวมีภารกิจหลักในการส่งเสริมสถานภาพสตรี ส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ และสถาบันครอบครัว  ซึ่งสอดคล้องกับหลัก SDGs หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ข้อ 5 ในเรื่องบรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มบทบาทของสตรีดและเด็กหญิงทุกคน เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกมิติของความเท่าเทียมทางเพศ

จินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกล่าวเปิดงานสัมนา

ในด้านความก้าวหน้า ประเทศไทยมีพรบ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศเราให้ความสำคัญในเรื่องนี้ในหลายมาตราการไม่เลือกปฏิบัติ  ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันด้วยเหตุแห่งเพศ มีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาการเลือกปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะ LGBTQIA+ แต่รวมทั้งเพศชายและหญิงด้วย  นอกจากนี้ทางกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวพร้อมที่จะผลักดัน ร่างพรบ.รับรองเพศ ที่มีเนื้อหารวมไปถึงการใช้คำนำหน้านามตามอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะทำในอนาคต

บรรยากาศงานสัมนาที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจในองค์กร

สำหรับประเด็นความเท่าเทียมในองค์กร อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ย้ำว่าการสัมนาครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเท่าเทียมของการทำงานในองค์กร ให้คนที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย ซึ่งย่อมส่งผลต่อผลลัพธ์ของงานที่ดีขึ้น ซึ่งควรให้ความสำคัญในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น

1.การแต่งกาย สามารถแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศได้ เช่น ในสถาบันศึกษาต่างๆ ทั้งการแต่งกายและทรงผม

2. สถานที่ เช่น ห้องน้ำ All Gender  หรือ ห้องน้ำที่ทำให้เกิดความสบายใจสำหรับกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น รวมทั้งการจัดสถานที่ต่างๆ ในสถานประกอบการ เช่น ห้องให้น้ำนมบุตร ห้อง Day care สำหรับพนักงานที่มีลูกเล็ก

3. คำพูด ( การบุลลี่ ) ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การสร้างความเข้าใจในที่ทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ และคำนึงถึงคนทุกกลุ่มในชุมชนของเรา

4. การแต่งตั้งคณะกรรมการ คณะทำงานต่างๆ มีหลากหลายเพศอยู่ในนั้นหรือไม่ มีการกำหนดให้ผู้หญิงเป็นหนึ่งในคณะกรรมการหรือไม่

5. การคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะสายตา วาจา และร่างกาย

ทั้งนี้ นางสาวกรรณิกา เจริญลักษณ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในกรณีของการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานว่า ทางกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ถือ พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558  อยู่ซึ่งหากใครเจอการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานอย่างชัดเจนสามารถยื่นคำร้องมายังทางกรมได้ แต่ควรจะต้องเก็บหลักฐานให้ชัดเจนเพราะเหตุแห่งการเลือกปฏิบัตินั้นมีการพิสูจน์ค่อนข้างยาก การเก็บหลักฐานอย่างละเอียดจึงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และตัวบุคคลดังกล่าวต้องเป็นผู้ร้องเรียนด้วยตัวเอง  นอกจากนี้ในเรื่องของ Sexual Harassment ก็สามารถร้องเรียนได้ด้วยเช่นกัน หากใครพบพฤติกรรมของผู้ร่วมงานที่บ่งชี้ไปในแนวทางนี้ และทำให้ผู้ร่วมงามเห็นแล้วอึดอัดหรือไม่สบายใจก็สามารถเข้ามาร้องเรียนกับทางกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท