
เกิดมาไม่ลำบาก
หนูดี
– วนิษา เรซเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา แม่หนูดีไปได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง ตัวเองอ่านแล้ว มาชงให้หนูดีอ่านใหญ่ บอกว่าดีมาก ดีมากๆ ชื่อ
“เพราะแม่คือฟ้า” ฟังแล้ว คิดในใจ ไม่อ่านแน่ๆ อ่านแล้วต้องร้องไห้แน่ ต้องเป็นความซาบซึ้งระหว่างแม่ลูก และเราก็ต้องน้ำตาไหล ไม่อยากร้องไห้ปีใหม่ ดังนั้น ไม่อ่านดีกว่า แต่เพราะไปอยู่ที่บ่อพลอย เพื่อเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมปีใหม่ อยู่ท่ามกลางไร่อ้อย ท่ามกลางหุบเขา บรรยากาศคล้ายในหนังสือเล่มนั้น ที่สำคัญ ไปได้ยินว่า แม่จะยกให้เพื่อนหนูดีอ่านเพราะลูกไม่ยอมอ่าน หนูดีก็เลยหยิบมาอ่านทันที ได้ยินเสียงแม่บ่นแว่วๆ ว่า “ดู๊ ลูกฉัน พอบอกจะยกให้คนอื่นละก็ หยิบมาอ่านเลย นิสัยดีจริงๆ”เชื่อไหมคะ หนูดีอ่านหน้าแรกจนจบเล่มแบบไม่วางเลย เรื่องราวทั้งสนุก ทั้งได้สาระ ที่สำคัญเป็นเรื่องจริงค่ะ ของครอบครัวที่ก่อตั้งน้ำตาล
“มิตรผล” ที่เชื่อว่าพวกเราทุกคนต้องเคยได้ชิมน้ำตาลของเขามากันบ้างแล้วแน่ๆ คำว่า “ฟ้า” ก็มาจากชื่อคุณแม่ของลูกชายลูกสาวเกือบสิบคนนั่นเอง มาจากคำว่า “เหน่าฟ้า” ที่แปลว่าดอกไม้ประเภทหนึ่งในภาษาจีน ว่าไปเรื่องนี้สนุกยิ่งกว่านิยาย เพราะมีตัวเอกคือผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ ที่แกร่งเหลือเกิน เดินทางตามสามีที่ล่วงหน้ามาเมืองไทยก่อน แล้วมาตั้งรกรากอยู่ที่กาญจนบุรี มีลูกเล็กๆ เรียงกันมาเกือบสิบคน ทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวในไร่อ้อย จนสามีคู่ทุกข์คู่ยากเสียชีวิตแบบกะทันหันเมื่อเธออายุ 40 ปีเท่านั้นเอง ทิ้งลูกเล็กๆ ไว้เกือบสิบคนให้แม่คนเดียวในฐานะครู หนูดีประทับใจในรายละเอียดการเลี้ยงลูกของ
“คุณแม่ฟ้า” คนนี้จริงๆ เมื่อบ้านเป็นกงสี ก็ต้องหาเงินเล็กๆ น้อยๆ เอง เธอจะมีวิธีชวนลูก “ทำมาหากิน” แบบให้เด็กรู้สึกสนุก เช่น ชวนลูกไปเก็บ “ข้าวตก” ตามท้องนาในเวลากลางคืน เพื่อเอามาหุงกินประหยัดค่าข้าว แน่นอน ลูกเล็กๆ เป็นพรวนแบบนี้ เงินทองก็ยังไม่ค่อยมี ขืนไม่เลี้ยงให้ขยัน พ่อแม่แย่แน่ๆ ลูกเขาเล่าว่า แม่จะมาปลุกแล้วบอกให้ไปดูแสงจันทร์กัน ไปเก็บข้าวที่ร่วงแข่งกัน บางปีเก็บได้เหลือจากที่กินเป็นถัง นอกจากนั้น เด็กๆ ยังมีหน้าที่ต่างๆ กันไปตามศักยภาพและอายุของแต่ละคนลูกคนแรกๆ ไม่ได้เรียนสูง เพราะต้องส่งน้อง และลูกชายคนแรกที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงตั้งโรงสีขึ้นมาได้ ก็ยังเสียชีวิตไปกะทันหันอีกครั้งเพราะสุขภาพไม่ดีและทำงานหนัก แต่ลูกคนที่ตามๆ กันมา ก็ขยันมากทุกคน คนหนึ่งจบแพทย์และไปก่อตั้งโรงพยาบาลเซ็นทรัลเยนเนอรัล คนอื่นๆ ชักชวนญาติและเพื่อนตั้งโรงงานน้ำตาล ได้ชื่อว่า
“มิตรผล” เพราะเป็นการรวมตัวกันของมิตร จากที่ไม่มีเงินต้องเดินทางมาจากจีนทุกวันนี้ นอกจากตั้งตัวได้ดีมากๆ แล้ว มิตรผลยังไปเปิดโรงงานอีก 5 แห่งในประเทศจีน โดยมีญาติๆ ที่ยังเหลือค้างอยู่ในเมืองจีนมาช่วยอีกด้วย แต่ที่จบแบบหักมุมได้น่ารักมากๆ ก็คือ ลูกชายคนเล็กที่เป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นคนที่ร่วมกับเพื่อน ก่อตั้งบริษัท บ้านปู ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เวลานี้นั่นเอง แม่ของหนูดีบอกว่า แหม บ้านนี้เขาเลี้ยงลูกได้มีคุณภาพจัง ลูกเขาออกมาดีทุกคน และที่สำคัญ หากใครได้เห็นหนังสือเล่มนี้ ต้องชมเลยว่า
“ภาษากาย” ของลูกๆ หลานๆ เขาดีจริงๆ คือ ดูออกทันทีเลยว่า ผูกพันกันแบบดีๆ ไม่ได้จัดฉาก เพราะการกอดกัน การวางมือวางไม้ ดูเป็นธรรมชาติ ไม่มากไม่น้อยดีจริงพอดีกับที่เมื่อวันก่อน มีโอกาสได้ฟังคุณศิริวัฒน์ เจ้าของศิริวัฒน์แซนด์วิชเล่าถึงเรื่องราวการก่อตั้งธุรกิจและการกอบกู้ตัวเองจากการล้มละลายเมื่อสิบกว่าปีก่อนช่วงฟองสบู่แตก ฟังแล้วก็ประทับใจหลายอย่าง แต่ที่ชอบที่สุดก็คือที่เขาเล่าแซมมานิดเดียว เรื่องที่เขาพาลูกชายลูกสาวที่ตอนนี้เรียนจบจากเมืองนอกกลับมาช่วยงานพ่อเรียบร้อยแล้วไปแจก
“คำชิม” ให้ลูกค้าใหม่ชิมที่ตลาดพ่อก็สะพายกล่องแซนด์วิช ลูกๆ ก็สะพายเหมือนกัน แจกคำชิมอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน คนเดินผ่านไปมามาก แต่คุณศิริวัฒน์ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งมองเขาอยู่เรื่อย พอเสร็จผู้ชายคนนั้นก็เดินมาหาเขา บอกว่า
“คุณ ผมนั่งมองคุณอยู่นาน” คุณศิริวัฒน์ก็เลยตอบไปว่า “ใช่พี่ ผมก็ชำเลืองมองพี่อยู่นานเหมือนกัน” และผู้ชายคนนั้นก็บอกต่อไปว่า “คุณเลี้ยงลูกเก่งดีจัง เพราะถ้าเราเลี้ยงลูกให้ลำบากตอนนี้ อีกหน่อยเราจะสบาย แต่ถ้าเราเลี้ยงลูกให้สบาย ต่อไปเรานั่นแหละจะลำบาก ตายไป ยังนอนตายตาไม่หลับเลย ห่วงมัน”แหม ฟังแล้วถูกใจหนูดีมาก เพราะเห็นเด็กรุ่นเล็กๆ เดี๋ยวนี้ทีไร หนูดีหายใจไม่ค่อยทั่วท้อง ไม่รู้พ่อแม่เขาคิดอะไรอยู่ แต่วิธีเลี้ยงที่ผันแปรไปทุกวันนี้ ทำให้เราได้เด็กรุ่นประหลาด คือ อดทนอะไรไม่ค่อยได้ คิดว่าโลกทั้งโลกเป็นหนี้เขา และทุกคนต้องยอมเขาเหมือนที่พ่อแม่ (รวมทั้งปู่ ย่า ตา ยาย และพี่เลี้ยง) เคยยอมเขามาตลอด และบทจะไม่ยอมขึ้นมา (เพราะคุณแม่ทนไม่ไหวแล้ว ขอสักที) ก็เกิดการทำโทษรุนแรง เช่น ตี หรือตวาด ให้เด็กตกใจ เด็กรุ่นนี้ พวกพ่อแม่ที่โรงเรียน หนูดีเรียกขำๆ ว่า
“เด็กเอ็มเค” เพราะเขาบอกว่า เวลาไปทานเอ็มเคมักไม่ค่อยได้ทานอยู่สุข เพราะเด็กโต๊ะข้างๆ ชอบปีนมาก่อกวน ทำเอาขำกันหมดเวลามาคุยกันในห้องเรียนพ่อแม่เด็กรุ่นเล็กๆ ของทศวรรษนี้ โดยเฉพาะในครอบครัวชนชั้นกลาง มักจะไม่ค่อยได้ลำบากเท่าไร จนหนูดีคิดว่า เด็กถูกโกงเอาโอกาสในการเรียนรู้ ดิ้นรน ฝึกฝนไปเกือบหมด แล้วเราก็มาสร้างสถานการณ์ปลอมๆ ในห้องเรียน มีโครงงาน มีโปรเจกต์อะไรมากมาย ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริง ถ้าเราไม่กางปีกปกป้องลูกไปหมด ชวนลูกมาทำงาน (จริงๆ) บ้าง ให้ไม่ได้แค่เรียนพิเศษบ้าง เด็กน่าจะได้ฝึกสมองกับเรื่องจริงๆ มากกว่า และฉลาดขึ้นได้บนพื้นฐานแห่งโลกความเป็นจริง
ถ้าวันนี้ เราคิดจะเลี้ยงลูกให้สบาย ลองเผื่อใจคิดในมุมกลับ เลี้ยงเขาให้ลำบากดูบ้างไหมคะ เผื่ออีก 3040 ปีที่เราต้องจากเขาไป เราจะได้หลับตาลงได้อย่างสบายๆ เพราะมั่นใจว่าลูกเรารอดได้แน่ในทุกสถานการณ์







