posttoday
สร้างสุนทรียศาสตร์ให้ลูกรัก

สร้างสุนทรียศาสตร์ให้ลูกรัก

11 มกราคม 2554

โดย...มัลลิกา นามสง่า

เพิ่งจะผ่านพ้นวันเด็กแห่งชาติมาได้ไม่กี่วัน บรรยากาศของความสนุกสนาน เสียงหัวเราะความเบิกบานของเด็กๆ ยังคงติดตรึงใจอยู่เลยกับภาพที่เด็กๆ ตั้งใจและมีความสุขกับกิจกรรมที่ผู้ปกครองพาทำ เห็นแล้วชื่นใจ๊ชื่นใจกับอนาคตของชาติ ยิ่งการที่พ่อแม่พาลูกๆ ทำกิจกรรมต่างๆ นั้นเป็นการช่วยเสริมสร้างทักษะพัฒนาการของลูกได้ และไม่ได้มีผลเพียงแค่ร่างกายสมองเท่านั้น แต่ยังส่งผลสำคัญต่อจิตใจที่จะดีงามอีกด้วย

“สุนทรียศาสตร์” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเสริมสร้างให้มีในตัวลูกน้อย ซึ่งสุนทรียศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ซ้ำยังเป็นพื้นฐานสำคัญในชีวิต “พญ.จอมสุรางค์ โพธิสัตย์” แพทย์ผู้ชำนาญการสาขาจิตเวชเด็ก และวัยรุ่น โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท กล่าวในหัวข้อเสวนา “Blink Brain สุนทรียศาสตร์ ทางลัดในการเลี้ยงลูกให้สมองดี และมีความสุข” ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Modern Mom ว่า “สุนทรียศาสตร์ไม่ใช่ให้ความงามทางจิตใจเพียงอย่างเดียว นอกจากสุนทรียศาสตร์จะช่วยในเรื่องของความงาม ความอ่อนโยนแล้ว สุนทรียศาสตร์ก็ยังมีต่อสมองและประสาทของลูกเราด้วย

ที่เราสังเกตเห็นได้ชัดเจนก็เป็นในเรื่องของพัฒนาการของประสาทสัมผัสด้านต่างๆ สุนทรียศาสตร์สามารถเริ่มต้นได้ที่บ้าน นั่นก็คือ ความรัก ความผูกพันในบ้าน สิ่งนี้เป็นสุนทรียศาสตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความรัก ความผูกพัน ซึ่งพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้ลูกได้เรียนรู้ และใฝ่หาความสุขได้จากสิ่งรอบตัว สุนทรียศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องมีการสนับสนุนและเชื่อมโยงกัน วิทยาศาสตร์จะให้ความจริงเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง ส่วนสุนทรียศาสตร์จะให้เรื่องความงาม ความรู้สึก ช่วยในเรื่องของปัจจัยในการเรียนรู้ ฉะนั้นเราควรที่จะเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ และสุนทรียศาสตร์เข้ามาไว้ด้วยกัน และลูกๆ ของคุณพ่อคุณแม่ก็จะเก่ง ดี และมีสุขค่ะ”

ทางด้าน “พญ.พิกุล อาศิรเวช” กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า สุนทรียศาสตร์ ฟังแล้วอาจจะเป็นคำที่ดูหรูหรา แต่จริงๆ แล้วสุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องที่อยู่รอบๆ ตัวเรานั้นเอง “เราไม่ต้องสร้างประติมากรรมชิ้นสำคัญ หรือต้องไปฟังเพลงคลาสสิกอะไรอย่างนี้ แต่สุนทรียศาสตร์อยู่ที่ตัวเราและอยู่ใกล้ๆ ตัวเราเอง ถ้าเราคิดว่าเราสัมผัสสุนทรียศาสตร์ได้ทุกเมื่อก็เป็นเรื่องไม่ยาก แค่ใช้เวลาและทำความเข้าใจร่วมกัน เรื่องแบบนี้อย่าไปใช้คำสั่งกับลูกอย่างเดียว เราต้องให้ความสำคัญในเรื่องของอารมณ์ ดูแววตา ดูสีหน้า การโอบกอดลูก การสัมผัสลูก เพราะเมื่อความรู้สึกเราพัฒนา สมองเราก็พัฒนาตามไปด้วย”

ร่วมด้วย “ครูอุ้ยอภิสิรี จรัลชวนะแพท” นักการศึกษาผู้เชี่ยวชาญ และประธานมูลนิธิโรงเรียนอนุบาลบ้านรัก ยังช่วยแนะคุณพ่อคุณแม่เสริมสร้างสุนทรียศาสตร์และจินตนาการให้กับเจ้าตัวน้อยผ่านนิทานเพลง “ประโยชน์ของเสียงดนตรีนั้นช่วยพาจิตใจคนเราให้เบิกบานมีความสุข ช่วยยกระดับจิตใจไม่ให้เศร้าหมองด้วยความไพเราะ เสียงเพลงจึงช่วยให้เด็กๆ อารมณ์ดี ส่วนเรื่องความฉลาดนั้นอาจเป็นผลพวงต่อมา เพราะเด็กที่อารมณ์ดีเขาจะหาทางแก้ปัญหาได้ มีความคิดสร้างสรรค์ มองโลกในเชิงบวก มองว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ไปหมด

ส่วนการเลือกนิทานเพลง ควรให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ฤดูกาล วัฒนธรรม เทศกาล และวิถีชีวิต ที่สำคัญเพลงต้องความหมายดี จังหวะดี ท่าทางดี สุนทรียศาสตร์นั้นเกี่ยวกับความรู้สึกอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ต้องชอบฟังนิทานก่อน แล้วเล่านิทานให้ลูกฟังด้วยตนเอง หรือจะร้องเพลงคลอไปด้วยก็ได้ ซึ่งการที่เราจะเข้าถึงสุนทรียศาสตร์นั้น เราอย่าใช้ความคิดเยอะ แต่ให้ใช้ใจสัมผัส และรับรู้กับสิ่งนั้นๆ ร่วมกัน”

ครูอุ้ยยังได้แนะนำเรื่องง่ายๆ สำหรับคุณแม่ว่า ควรร้องเพลงให้ลูกฟังด้วยตนเองจะดีกว่า เพราะการที่คุณแม่ได้ร้องเพลงให้ลูกฟังเองย่อมดีกว่าการเปิดแผ่นเพลงเป็นไหนๆ เสียงร้อง และเครื่องดนตรีสดที่บรรเลงต่อหน้าลูก ช่วยให้ตาดู หูฟัง ซึ่งจะทำให้ประสาทสัมผัสของลูกทำหน้าที่ได้ดีและละเอียด พร้อมที่จะพัฒนาไปสู่การเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ต่อไป

นอกจากนี้ การอ่านนิทานคำกลอนที่มีท่วงทำนองเป็นจังหวะยังช่วยพัฒนาสมองลูกได้ดีเช่นเดียวกับการฟังเพลงเมื่อเขาโตขึ้น สิ่งนี้เป็นการพัฒนาทักษะด้านภาษา และช่วยเพิ่มความจำในเนื้อหาคำกลอนและเนื้อเพลง นอกจากนี้นิทานคำกลอนที่มีคติธรรมจะช่วยปลูกฝังความฉลาดทางคุณธรรม และจริยธรรม หรือ MQ ให้ลูกด้วย เช่นเดียวกับ “การอ่านหนังสือ” หนังสือเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกหนังสือที่สอดคล้องกับช่วงวัย และเป็นหนังสือที่เน้นภาพสีสวยสดใส ประกอบด้วยคำคล้องจองที่สั้น กระชับ โดยรวมกับลีลาการเล่าของคุณพ่อคุณแม่ที่ใช้โทนเสียงสูง ต่ำ มีจังหวะ จะช่วยให้ลูกน้อยจดจ่อกับหนังสือ และสนุกกับการเล่าของคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น

การเล่านิทาน หรือการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นช่วงเวลาที่สมองของลูกได้ทำงาน ลูกจะได้เรียนรู้คำ เรียนรู้ความหมาย ความเชื่อมโยงของภาพ หรือท่าทางที่เห็นกับเสียงที่ได้ยิน แล้วจากนั้นก็จะเรียนรู้การสร้างประโยคเหล่านี้ก็คือการเรียนรู้ภาษาของเด็ก ซึ่งภาษานั้นเป็นบันไดขั้นสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพ และพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็ก การอ่านจึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรจะปลูกฝังให้กับลูก ซึ่งทำได้แม้ลูกจะอยู่ในวัยทารกเพื่อให้ลูกคุ้นชินกับหนังสือ เมื่อนิทานจบลง เด็กๆ มักมีคำถาม และอยากให้พ่อแม่เล่าซ้ำ ยิ่งได้ถามมาก ฟังมาก ก็ยิ่งจะเพิ่มพูนความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น การที่พ่อแม่เล่านิทานให้ลูกฟัง ลูกจะได้เรียนรู้เรื่องภาษาไปในตัว เพราะลูกจะได้ฟังทั้งรูปประโยค บทสนทนา การใช้ภาษาตอบโต้ด้วยความสนุกสนาน ซึ่งจะยิ่งทำให้จำแม่นขึ้น และการที่ลูกได้ฟังเรื่องซ้ำๆ หลายๆ ครั้งจะช่วยเพิ่มความเข้าใจในเรื่องราวได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นขั้นแรกของการฝึกให้มีความคิดรวบยอด และการจับประเด็น เพราะความที่จำได้ทั้งเรื่องจะทำให้ลูกเห็นภาพรวมของเรื่องทั้งหมด

เห็นไหมล่ะว่า การสร้างสุนทรียศาสตร์ให้เกิดขึ้นกับลูกรักนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่มีเวลาใส่ใจดูแล หากิจกรรมทำกับลูกๆ เล่านิทานก่อนนอน หรือช่วยพูดคุยฟังเพลงระหว่างวัน และอีกหลายสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ของความใส่ใจที่จะช่วยให้ลูกคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอนาคตสดใสและมีคุณภาพ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท