
หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม ตอนเป็นศิษย์"ญาณสัมปันโน"
พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน เคยกล่าวถึงความผูกพันที่พระอาจารย์ฟักมีต่อองค์ท่านว่า “ท่านฟักเหรอ เจอเราวิ่งตามเราเลย”เป็นการวิ่งตามตั้งแต่วันแรกที่บวชเป็นพระ....
พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน เคยกล่าวถึงความผูกพันที่พระอาจารย์ฟักมีต่อองค์ท่านว่า “ท่านฟักเหรอ เจอเราวิ่งตามเราเลย”เป็นการวิ่งตามตั้งแต่วันแรกที่บวชเป็นพระ....
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน เคยกล่าวถึงความผูกพันที่พระอาจารย์ฟักมีต่อองค์ท่านว่า “ท่านฟักเหรอ เจอเราวิ่งตามเราเลย”
เป็นการวิ่งตามตั้งแต่วันแรกที่บวชเป็นพระ
ในวันนั้นนอกจากพระอาจารย์มหาบัวได้ขจัดเงาดำอันเนื่องจากเหตุบาตรหายให้มลายไปแล้ว เมื่อพระอาจารย์มหาบัวเทศน์ในงานเสร็จแล้ว บังเอิญพระอาจารย์ฟักเดินมาพบกับท่านพอดีจึงกราบเรียนว่า “กระผมได้ฟังเทศน์ของท่านอาจารย์เมื่อสักครู่นี้แล้ว ยังมีข้อสงสัย”
“สงสัยอะไร สงสัยอะไร”
“กระผมสงสัยว่า องค์เทศน์เมื่อสักครู่ จะมิใช่พระธรรมดาขอรับ”
พระอาจารย์มหาบัวฟังแล้วก็มิได้ตอบว่ากระไร ได้แต่ยิ้มๆ
ในช่วงเวลานั้น พระอาจารย์มหาบัวยังไม่ได้ “เปิดหมด” ว่า ท่านข้ามโอฆะสงสารได้แล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2483 แต่พระอาจารย์ฟักซึ่งบวชไม่ถึงวันฟังเทศนาของท่านก็ฉุกใจคิดเสียแล้วว่า “เทศน์เมื่อสักครู่ จะมิใช่พระธรรมดาขอรับ”
พระอาจารย์ฟักเข้าสู่บ้านตาดเมื่อ พ.ศ. 2504 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ได้ชื่อว่า เป็น “บ้านตาดยุคแรก”
มีการจำแนกไว้ว่า ศิษย์พระอาจารย์มหาบัวนั้นจำแนกได้ 4 ยุคคือ
1.ยุคห้วยทราย คือ ช่วง พ.ศ. 2494-2498 มีอาทิ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร หลวงปู่บัว สิริปุณโณ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต หลวงปู่ศรี มหาวีโร พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ หลวงปู่เพียร วิริโย หลวงปู่ลี กุสลธโร พระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต หลวงปู่คำตัน ฐิตธัมโม พระอาจารย์สม โกกนุทโท พระอาจารย์นิล ญาณวีโร ฯลฯ
2.หลังจากพระอาจารย์มหาบัวได้พาโยมแม่ออกบวช และนำคณะไปสร้างวัดที่สถานีทดลอง จ.จันทบุรี ตามที่ญาติพระอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท ถวายที่ดิน รวมทั้งไปพำนักที่วัดเขาน้อยสามผานระยะหนึ่งแล้วก็ได้กลับมาสร้างวัดบ้านตาด จ.อุดรธานี เมื่อ พ.ศ. 2499 เพราะโยมมารดาไม่ค่อยสบาย และสูงวัยมากแล้ว ไม่สะดวกที่จะเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ
ยุคนี้เป็นช่วงเวลาที่พระอาจารย์มหาบัวได้เน้นการสอนพระเป็นพิเศษ ครูบาอาจารย์ที่อยู่ร่วมกันในเวลานั้นก็มีอาทิ พระอาจารย์ฟัก พระอาจารย์แสวง โอภาโส พระอาจารย์บุญกู้ อนุวัฑฒโน พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม พระอาจารย์ปัญญา ปัญญาวัฑโฒ พระอาจารย์เชอร์รี่ อภิเจโต
3.บ้านตาดยุคกลาง คือ ช่วงเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2511-2528
4.บ้านตาดยุคปัจจุบัน คือ เริ่มจาก พ.ศ. 2529 มาจนถึงปัจจุบัน (ข้อมูลบางส่วนจากทำเนียบศิษย์หลวงตา-หนังสือที่ระลึกงานศพพระอาจารย์ชิต ฐิตจิตโต)
พระอาจารย์ฟักเข้าสู่วัดบ้านตาดพร้อมพระอาจารย์แสวง
พระอาจารย์แสวงรูปนี้เป็นกัลยาณมิตรธรรมของพระอาจารย์ฟัก ที่ไม่เพียงแต่อุปสมบทพร้อมกันเป็นคู่นาคซ้ายขวาร่วมกันมาตั้งแต่ในงานฉลองกึ่งพุทธกาลที่วัดอโศการาม หากแต่ยังมาอยู่ร่วมกันที่วัดเขาน้อยสามผาน วัดบ้านตาด และออกไปสร้างวัดเขาน้อยสามผานกับพระอาจารย์ฟักกระทั่งมรณภาพที่นั่น นับเป็นกัลยาณมิตรธรรมคนสำคัญของพระอาจารย์ฟักอย่างยิ่ง
ก่อนพระอาจารย์ฟักจะมาถึงวัดบ้านตาดไม่กี่วัน พระอาจารย์มหาบัวได้ถามคุณแม่ชีน้อม ว่า “เมื่อคืนฝันผิเร่อ (ฝันอะไร)”
คุณแม่ชีท่านกราบเรียนว่า “ฝันว่าได้ครกตำบักหุ่ง (ตำมะละกอ) จากจันทบุรี ผิวนอกอุงุอ่ะงะ (ขรุขระ) แต่ผิวในเนียนเรียบ”
“เลี้ยงพระได้ทั้งวัดบ่...”
“เลี้ยงได้ทั่วอยู่”
“ได้เบิ่ง (ดู) ข้างในไหม”
“จิตเพิ่น (หลวงปู่ฟัก) ผ่องใสดี”
หลายปีผ่านมา เมื่อพระอาจารย์ฟักได้ปฏิบัติกิจกรรมของพระพุทธศาสนาอย่างหนัก คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ ระลึกถึงเรื่องนี้ได้จึงเอ่ยปากว่าความฝันของคุณแม่ชีน้อมนั้น “แม่นแท้” และเล่าเรื่องราวความฝันเมื่อครั้งอดีตให้พระอาจารย์ฟักฟัง
ความเมตตาเอาใจใส่ของพระอาจารย์มหาบัวที่มีต่อศิษย์นั้นมีไม่ประมาณ เมื่อพระอาจารย์ฟักจะมา ท่านก็ได้ให้แม่ขาวทั้งหลายเตรียมอาหารภาคกลางไว้ด้วย เพราะเกรงว่าพระอาจารย์ฟักมาใหม่ๆ จะยังปรับตัวไม่ได้ แต่พอพระอาจารย์ฟักทราบก็ได้ขอให้แม่ขาวได้ปฏิบัติเช่นปกติ
“ขนาดพระฝรั่งยังฉันได้ ทำไมคนไทยจะฉันไม่ได้” ท่านว่าต่อมาท่านยังได้กล่าวกับพ่อแม่ครูอาจารย์ด้วยกันว่า “ผมนะเกิดผิดที่ ฉันข้าวเหนียวอร่อย”
ไม่เพียงแต่อยู่ฉันง่าย แต่ท่านยังปรับตัวหลายอย่าง ในเรื่องภาษานั้นได้พยายามเรียนรู้ภาษาอีสานเป็นอย่างดี ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นคือเวลาที่พระอาจารย์มหาบัวถามอะไร ท่านมักจะกราบเรียนโดยมีสร้อยเป็นภาษาอีสานที่ผู้น้อยจะใช้เวลากราบเรียนผู้ใหญ่ ซึ่งในหมู่พระกรรมฐานอีสานใช้สื่อสารกันเสมอคือ “โดยข้าน้อย”
นอกจากนี้ ท่านยังแสดงออกถึงความกระตือรือร้นที่จะช่วยกิจของส่วนร่วมตั้งแต่ไปอยู่ใหม่ๆ พระอาจารย์สนิทซึ่งเป็นเด็กวัดบ้านตาดในสมัยนั้น ได้มีโอกาสได้รู้เห็นความเป็นไปในช่วงดังกล่าว อีกทั้งยังได้ติดตามพระอาจารย์ฟักออกมาสร้างวัดเขาน้อยสามผานและอยู่มาถึงปัจจุบันนี้ได้เล่าถึงสภาพการณ์ในช่วงนั้นว่า เมื่อท่านไปอยู่ใหม่ท่านได้บอกกับหมู่เพื่อนว่าถ้ามีอะไรให้บอกให้เรียกด้วย วันหนึ่งท่านได้ยินเสียงผ่าฟืน เลยเดินตามเสียงออกมาช่วยทำงานพร้อมกับต่อว่า ว่าทำไมไม่เรียกท่านด้วย
ความเป็นคนไม่นิ่งดูดาย มีน้ำใจต่อหมู่คณะ ความเมตตาเอื้ออารีสม่ำเสมออันเป็นอุปนิสัยพื้นฐานอันเด่นชัดยิ่งนี้เองที่ทำให้ท่านเป็นที่รักนับถือของหมู่สหธรรมิกและหมู่ชน ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่แห่งไหนก็ตาม
ความกตัญญู ความเป็นผู้มีปัญญา มีไหวพริบปฏิภาณ เฉลียวฉลาด รอบคอบ มีความรับผิดชอบ มีความยุติธรรมและการมีน้ำใจต่อหมู่คณะ ฯลฯ ทำให้ท่านเป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ครูอาจารย์ยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้พระอาจารย์มหาบัวจึงได้ให้เป็นผู้คอยดูแลอุปฐาก รวมทั้งมอบหมายภาระหลายอย่างให้ปฏิบัติแทน
มีหลายเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องนี้
หนึ่งในนั้นคือ เรื่องการซ่อมศาลาโรงฉันของแม่ขาวที่วัดป่าบ้านตาด
“เมื่อคราวที่มีการซ่อมศาลาโรงฉันของแม่ขาวที่วัดป่าบ้านตาดนั้น หลวงตาท่านสั่งให้ตอกตะปูได้เลย และได้ตอกไปบางส่วนแล้ว พอดีท่านอาจารย์ฟักท่านเห็นว่ายังไม่ได้ฉาก ด้วยความที่เห็นแก่งานเป็นใหญ่ต้องการให้งานนั้นออกมาดีและสวยงามที่สุด เลยห้ามไว้ว่าอย่าตอก ซึ่งถือว่าขัดคำสั่งพ่อแม่ครูอาจารย์
“ภายหลังเมื่อท่านอาจารย์ฟักกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ท่านก็รู้สึกเสียใจที่ทำเช่นนั้น ตกกลางคืนจึงได้เข้าไปขอขมาหลวงตา ที่ท่านขาดความเคารพ ในวันประชุมสงฆ์นั้นท่านอาจารย์ท่านคิดว่า หลวงตาคงจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในเชิงตำหนิแน่ แต่ปรากฏว่าหลวงตาพูดว่า ‘ท่านฟักนี่เราก็เห็นใจ ทำอะไรก็ไม่ให้ผิดแม้สักเซ็นต์เดียว ให้พึงรักษาปฏิปทานี้ไว้ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านชมนักคนแบบนี้’”
อีกเรื่องคือ การรับบาตรพระอาจารย์มหาบัว
“ท่านอาจารย์ฟักจะมีหน้าที่มารับบาตรและอัฐบริขารจากหลวงตา ซึ่งท่านเคยสั่งไว้ว่าให้มาตอนตี 4 ท่านอาจารย์ฟักก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาหลายเดือน มาวันหนึ่งหลวงตาท่านรออยู่แล้ว ก็ดุไม่ให้มายุ่งกับองค์ท่านอีก ท่านว่าของเพียงแค่นี้ถือเองได้ ท่านอาจารย์ก็สงสัยว่า ก็ทำตามที่สั่งแล้วทำไมหลวงตาถึงทำทีไม่พอใจอีก เมื่อกลับไปใคร่ครวญพิจารณาก็พบว่า เหตุมาจากฤดูกาลเปลี่ยน การขึ้นลงของพระอาทิตย์ก็มีช้า มีเร็วเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ดังนั้นคำสั่งที่ว่าตี 4 นั้นมันเหมาะสำหรับเวลานั้น แต่เวลานี้มันไม่เหมาะแล้ว”
เมื่อพิจารณาได้ความดังนี้แล้ว วันต่อๆ มาก็จะมาประมาณสักหนึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หลังจากนั้นท่านก็ไม่เคยโดนดุในเรื่องนี้อีกเลย ซึ่งท่านคิดว่าเรื่องนี้เป็นอุบายขององค์หลวงตาที่ต้องการให้ท่านมีความละเอียดรอบคอบในการทำเรื่องใดๆ และต้องพิจารณาในทุกเรื่องที่กำลังทำอยู่ ไม่ใช่สักแต่ทำตามไปเรื่อยๆ แบบนอนใจ







