posttoday
ล่าแม่มดยุคไซเบอร์

ล่าแม่มดยุคไซเบอร์

10 มกราคม 2554

หากความสงบทำให้เกิดปัญญา และปัญญาทำให้พบทางออกของปัญหา การให้อภัยก็คงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ที่หมักหมมสุมอยู่ในสังคม....

หากความสงบทำให้เกิดปัญญา และปัญญาทำให้พบทางออกของปัญหา การให้อภัยก็คงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ที่หมักหมมสุมอยู่ในสังคม....

โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

ข้อความแสดงความคิดเห็นมากมายอย่างมิอาจนับได้หมดสิ้นว่ามีจำนวนเท่าไหร่ ก็นับว่าน่าตื่นตะลึงมากพอแล้ว กับปรากฏการณ์ที่ผู้คนในสังคมให้ความสนใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้น

แต่ที่ต้องตกตะลึงมากยิ่งขึ้นไปกว่า ก็เพราะถ้อยคำในข้อความในสังคมออนไลน์เหล่านั้น ส่วนใหญ่หรืออาจพูดได้ว่าแทบทั้งหมด ล้วนประณามอย่างเกลียดชังเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งขับรถชนรถตู้โดยสาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 9 คน

แม้คดีจะเริ่มเข้าสู่ต้นธารของกระบวนการยุติธรรม แต่สำหรับสังคมออนไลน์ซึ่งอาจเป็นภาพสะท้อนปฏิกิริยาของผู้คนจำนวนหนึ่งในสังคมไทย เธอเองถูกพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว

เคยได้ยินบางคนกล่าวว่า ในโลกออนไลน์ ความคิดเดินทางได้เร็วเท่ากับแสง ซึ่งหมายความว่า นับแต่ใครคนหนึ่งคิดหรือตั้งข้อสังเกตใดๆ และสื่อความคิดนั้นผ่านยังสังคมออนไลน์ ความคิดนั้นก็จะแพร่ไปยังผู้คนอีกมากมายภายในเวลาที่รวดเร็วอย่างยิ่ง

และหากว่า ความคิดนั้นสอดคล้องต้องกันกับทัศนคติ หรือเป็นสิ่งที่ถูกใจผู้รับสาร การส่งต่อไปยังผู้รับอื่นๆ ก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนทวีคูณ จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีผู้เกริ่นหัว ตั้งกระทู้ในสังคมออนไลน์อย่างเชื่อมั่นว่า จะมีผู้ไม่พอใจเด็กสาวคนนี้เกินกว่าล้านคน

ในฐานะที่ผ่านการทำสื่อยุคเก่าจนสู่ยุคออนไลน์ ผมพบว่าความเร็วเป็นปฏิภาคผกผันกับความจริง

ยิ่งเร่ง ยิ่งเร็ว ยิ่งเสี่ยง ที่ความจริงจะไม่ครบถ้วน หรืออาจผิดเพี้ยนไป

ล่าแม่มดยุคไซเบอร์

ข้อเท็จจริงซึ่งปรากฏ คือเธอ เด็กสาวผู้ขับรถยนต์ อายุเพียง 17 ปี ซึ่งกฎหมายยังไม่อนุญาตให้ขับรถยนต์ เธอเกิดมาในครอบครัวซึ่งฐานะดี มีชาติตระกูล ใช้ชีวิตและเติบโตในต่างประเทศ

ขณะที่ข้อเท็จจริงอื่นๆ อย่างเช่นภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งบันทึกเหตุการณ์ขณะเกิดอุบัติเหตุ ลักษณะของการชน ว่าใครผิด ใครถูก ยังเป็นผลทางคดีที่ไม่เปิดเผย

แต่ภาพที่เด็กสาวคนนี้ยืนพิงขอบกั้นถนนและทำท่าทางเหมือนกำลังกดโทรศัพท์หรูแบบส่งข้อความได้ ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับสภาพศพอันอเนจอนาถของผู้โดยสารในรถตู้ จากนั้นไม่นานก็ปรากฏข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ระบุว่า เด็กสาวคนนี้ได้ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือที่ว่าในทำนองว่า ชนคนตายไป 8 คนเอง เป็นการส่งข้อความที่ทำให้รู้สึกว่า เธอไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่เกิดขึ้น จริงเท็จประการใดยังไม่อาจตรวจสอบได้ แต่ข้อความประณามพฤติกรรมที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ก็ทำให้เห็นว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อไปตามนั้น

สื่อมวลชนในยุคก่อนหรือสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันทำหน้าที่รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ต่างกัน โอกาสในการใช้สื่อออนไลน์เปิดกว้างให้ผู้คนในสังคมรายงานปรากฏการณ์หรือส่งผ่านความคิดเห็นได้รวดเร็วกว่าสื่อมวลชน

เพียงแต่ความแตกต่างนั้นคือ สื่อมวลชนมีตัวตนปรากฏให้สืบสาวได้ว่าข้อเท็จจริงที่รายงานนั้นมาจากไหน ดังนั้นสื่อมวลชนถูกค้ำคอด้วยความรับผิดชอบที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดจากการรายงานข้อเท็จจริงที่ผิดเพี้ยน ในขณะที่สังคมออนไลน์นั้นยากที่จะสืบสาวไปถึงผู้ส่งสารหรือข้อความ

มาตรฐานการทำหน้าที่ซึ่งบกพร่อง อาจเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ส่งเสริมให้ความรู้สึกแง่ลบ หรืออาจถึงขั้นเกลียดชังต่อเด็กสาวคนนี้แพร่ขยายอย่างรวดเร็วและรุนแรง คำถามว่าหลังเกิดเหตุ ทำไมเธอจึงไม่ถูกควบคุมตัวไปสอบสวน เพียงเพราะเธอเป็นลูกคนรวย นามสกุลใหญ่ ซึ่งต่างกันอย่างยิ่งกับกรณีของเด็กชายวัย 10 ขวบ ขี่จักรยานสวนเลนชนกับรถแท็กซี่ ซึ่งครั้งนั้นตำรวจควบคุมตัวเด็กชายคนนี้และมีความเห็นสั่งฟ้อง

ความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วภายใต้โครงสร้างที่บกพร่อง สังคมไทยปรากฏอาการที่น่าเป็นห่วงออกมาให้เห็น

การขับรถบนทางสาธารณะทั้งที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตของเด็กสาวคนนี้ ต่างอะไรกับเด็กแว้น แก๊งมอเตอร์ไซค์ซิ่งกวนเมืองที่พบเห็นกันได้ทั่วไป หรือข้อกล่าวหาว่าเธอขับรถเร็วและประมาท ต่างอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องถนนในแต่ละวัน ที่เต็มไปด้วยผู้ขับที่เร่งความเร็วแซงซ้าย แซงขวา ในสภาพการจราจรที่ไม่เอื้อต่อการใช้ความเร็ว

อดสงสัยไม่ได้ว่าผู้ที่ประณามเธอในสังคมออนไลน์นั้น เคยขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ มีเพื่อน ญาติ พี่ น้อง ที่เป็นแก๊งซิ่ง เด็กแว้นหรือไม่ เคยพุ่งเข้าช่องจอดรถเพื่อแย่งที่ว่าง โดยไม่สังเกต หรือไม่สนใจว่า รถที่จอดอยู่ด้านข้างเปิดไฟกะพริบส่งสัญญาณว่ากำลังจะถอยออกหรือไม่ หรือขับรถบนไหล่ทาง เพราะไม่อาจทนรอกับรถติดโดยไม่คำนึงว่าจะก่อให้เกิดอันตรายเฉี่ยวชนกับรถคันอื่นๆ หรือไม่ สังคมของเรา ท้องถนนที่เราต้องเดินทางก็เต็มไปด้วยผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเหล่านี้มิใช่หรือ แต่เรายังเพิกเฉย แม้แต่ดาราที่ขับรถขณะเมามาย จนเกิดอุบัติเหตุทำให้มีคนตาย สังคมนี้ก็ยังไม่เคยประณามพฤติกรรมแบบนี้อย่างที่เธอได้รับ

เราเพิกเฉยต่อความผิดเดียวกันด้วยมาตรฐานที่ต่างกัน เพียงเพราะเรารู้สึกหมั่นไส้ใครมากกว่า เพียงเท่านั้นหรือ

สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมแห่งความสะใจที่เห็นความผิดพลาดของผู้อื่น สะใจที่ได้กล่าวโทษผู้อื่น สะใจที่จะได้เหยียบย่ำ ทำลายผู้ที่ทำความผิดพลาด

สังคมที่ผู้คนจ้องแต่ทำลายล้าง เป็นสังคมที่ไม่มีทางออกจากปัญหาได้

ต่างอะไรกับการล่าแม่มดในยุโรปยุคกลาง ที่ศาสนาครอบงำความคิดความเชื่อผู้คน และกล่าวหาผู้เห็นต่างกับศาสนจักรเป็นพ่อมด แม่มดผู้ชั่วร้ายที่ต้องถูกเผาทั้งเป็น

10 ปีก่อนหน้านี้ ผมเคยทำข่าวคดีปริศนาที่โด่งดัง นักการเมืองหนุ่มใหญ่ เสียชีวิตอยู่ในบ้านน้องชาย โดยระบุไม่ได้ว่าฆ่าตัวตายหรือถูกฆาตกรรม แน่นอนว่าในฐานะคนทำข่าวผมก็ย่อมอยากรู้ปริศนาที่ว่านี้ วันแล้ววันเล่าที่ต้องเดินเข้าออกห้องทำงานฝ่ายสืบสวน ยืนรอหน้าห้องประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี และเฝ้ารอจนดึกดื่นดักสัมภาษณ์แหล่งข่าวระดับสูง เพื่อตรวจสอบข้อมูลและประเด็นข้อสงสัยที่ยังคาใจ ถึงกระนั้นข้อมูลที่ได้มาก็ยังไม่พอที่จะเล่นข่าวให้หวือหวาดังเช่นที่เพื่อนสื่อมวลชนอื่นๆ นำเสนอได้

“ในเมื่อพยายามหาแล้ว ถ้าไม่มีก็คือไม่มี เราก็เสนอไปตามเนื้อผ้า ตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง หวือหวาไปถ้าผิดขึ้นมาจะหาที่ลงยาก” หัวหน้าข่าวของผมให้กำลังใจกับการทำหน้าที่ และคำว่า เสนอไปตามพยานหลักฐาน ก็เป็นคำเตือนใจในการทำหน้าที่สื่อมวลชนของผมตลอดมา

กว่าสามเดือนของการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ ในที่สุดคณะพนักงานสอบสวนก็สรุปว่า ไม่พบหลักฐานว่าการตายของนักการเมืองหนุ่มรายนี้เป็นการฆาตกรรม

แต่ข้อปริศนาคาใจของสังคมยังไม่จบ อีกเกือบ 5 ปีต่อมา คณะพนักงานสอบสวนชุดใหม่ก็รื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความเชื่อมั่นในพยานหลักฐานใหม่ว่าจะเป็นการฆาตกรรม

ผมมีโอกาสนั่งคุยกับน้องชายของนักการเมืองหนุ่มผู้ตาย ในวันที่กระแสข่าวออกหมายจับเขาในฐานะผู้ต้องหาร่วมกันฆ่ากระหึ่มดังที่สุด

“ใครจะรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม สื่อ หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวผมเป็นฆาตกรไปแล้ว มาวันนี้ผ่านไป 5 ปี ก็มาตั้งข้อหาผมอีก แล้วถ้ามันผิดอีก จะรับผิดชอบความเสียหายของผมอย่างไร” เป็นถ้อยคำหนึ่งในระหว่างการสัมภาษณ์ ก่อนที่อีกไม่ถึง 2 ชั่วโมงต่อมา เขาจะเดินขึ้นรถพนักงานสอบสวนกองปราบปรามที่มาพร้อมกับหมายจับ สีหน้าแววตาของเขามิได้ปรากฏความสะทกสะท้านใดๆ ภายใต้บุคลิกที่อ่อนน้อมอยู่เสมอ

การดำเนินคดีเขาในข้อหาร่วมกันฆ่าผ่านมาหลายปี เป็นช่วงเวลาหลายปีที่บุคลากรในวงการนิติวิทยาศาสตร์ไม่พียงแต่ในประเทศนี้ แต่รวมถึงในระดับโลกออกมาให้ความเห็นโต้แย้ง หักล้าง ต่อข้อเท็จจริงในคดีนี้กันอย่างดุเดือด ในที่สุดศาลตัดสินยกฟ้อง หลังจากนั้นเขาเดินหน้าฟ้องคณะพนักงานสอบสวนกราวรูด เรียกค่าเสียหายหลายสิบล้าน โดยประกาศว่าหากชนะคดีจะมอบเงินทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือผู้บกพร่องทางสติปัญญา

“เสนอไปตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริง” ผมยิ้มและนึกขอบคุณกับคำพูดของหัวหน้าข่าว ซึ่งทำให้อย่างน้อยผมได้ทำหน้าที่ด้วยความเคารพต่อข้อเท็จจริง

...ชะตากรรมที่เกิดขึ้น 9 ชีวิตที่ต้องสูญเสีย ผู้บาดเจ็บบางคนอาการดีขึ้นกลับบ้านได้ คงเหลืออีก 2 รายที่ยังรักษาตัวในโรงพยาบาล ขณะที่เด็กสาวผู้ขับรถยนต์คันนั้นก็ต้องเผชิญกับความหนักหน่วงที่จะพลิกผันชีวิตของเธอไปตลอดกาล

ในเมื่อชีวิตต้องเผชิญกับชะตากรรม ทุกฝ่าย ทุกคน ล้วนแต่สูญเสีย คงไม่มีใครเข้าใจต่อความสูญเสียได้เท่าผู้สูญเสียด้วยกันเอง

แม่ของผู้บาดเจ็บคนหนึ่ง ซึ่งผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจกระทบต่อการเดินได้ของบุตรสาวอันเป็นที่รักไปตลอดชีวิต บอกว่า “อยากฝากถึงแม่ของเด็กสาวคนนี้ให้เข้มแข็งอดทนไว้ เนื่องจากเหตุเกิดขึ้นไปแล้ว เข้าใจอีกฝ่าย ไม่ได้โกรธหรือเคียดแค้น แค่อยากให้ดูแลเยียวยาผู้บาดเจ็บอย่างดีที่สุด”

แม่ ย่อมเข้าใจในหัวอกแม่ด้วยกัน

บางทีความกล้าหาญอย่างที่สุด อาจมิใช่การต่อสู้เพื่อปกป้อง แต่เป็นการให้อภัย

9 ชีวิตดับสูญไป อีกหลายชีวิตต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าผู้ทำผิดต้องรับผิดชอบ แต่สังคมไทยจะได้อะไรนอกเหนือจากการด่าผู้กระทำผิด

การให้อภัยมิได้หมายความว่าลืมเลือน คุณูปการสำคัญของการให้อภัยคือการอยู่กับความทรงจำอันเจ็บปวดอย่างสงบ

หากความสงบทำให้เกิดปัญญา และปัญญาทำให้พบทางออกของปัญหา การให้อภัยก็คงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ที่หมักหมมสุมอยู่ในสังคม เพื่อมิให้ชะตากรรมแบบเดียวกันนี้ก่อความทรงจำอันเจ็บปวดให้กับใครอีก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท