
มั่วทัว...ทางหลวงเส้นสุดท้าย
สำหรับคนที่เดินทางไปมาหาสู่กันอย่างสะดวกสบายด้วยยานพาหนะชนิดต่างๆ อาจไม่เห็นคุณค่าของการมีถนนหนทางเท่าใดนัก เพราะใช้กันจนเคยชินและไม่รู้สึกว่าการมีถนนใช้นั้น นับเป็นความโชคดีเสียเหลือเกิน แม้แต่ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองและตามชนบทล้วนได้รับอานิสงส์จากการสร้างถนนทั้งสิ้น ไม่น่าเชื่อว่ายังมีอำเภอแห่งหนึ่งของจีนที่ไม่มีทางหลวงตัดผ่าน ยังความเดือดร้อนมาสู่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในอำเภอนี้เป็นอย่างมาก สถานที่ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้มีชื่อเรียกแปลกๆ ว่า
“มั่วทัว”คำว่า
“มั่วทัว” เป็นภาษาทิเบต แปลว่า “ดอกไม้” ในอดีต ผู้คนรู้จักมั่วทัวในนาม “ไป๋หม่ากัง” ซึ่งมีความหมายว่า “แดนดอกบัวอันศักดิ์สิทธิ์” แต่ไหนแต่ไรมา สถานที่แห่งนี้ถือเป็นแดนบริสุทธิ์ที่ผู้นับถือพุทธนิกายทิเบตอย่างเคร่งครัดให้ความศรัทธาและปรารถนาที่จะเดินทางมาเยี่ยมเยือน สำหรับผู้ที่ผ่านประสบการณ์ในการไปเยือนดินแดนแห่งนี้จะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า หากคิดจะเดินทางไปยังมั่วทัว ก็ไม่ควรเอ่ยถึงเรื่องเส้นทาง มีความหมายโดยนัยว่าไม่มีการเดินทางไปยังดินแดนแห่งใดในโลกที่ยากลำบากเท่ากับการเดินทางไปมั่วทัวอีกแล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ การลำเลียงอาหารและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันไปยังมั่วทัว ต้องอาศัยแรงงานคนแบกสัมภาระลัดเลาะไปตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่มีความสูงชันเป็นหลัก จึงมีข้อจำกัดในเรื่องน้ำหนักที่แบกรับกล่าวคือ ชายฉกรรจ์จะรับน้ำหนักที่ 80 กิโลกรัม ขณะที่หญิงสาวจะรับน้ำหนักที่ 50 กิโลกรัม
นอกจากสภาพการเดินทางที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการแบกของที่มีน้ำหนักมากๆ แล้ว การเดินทางไปกลับในแต่ละครั้งก็กินเวลานานถึง 13 วัน ถือเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างยากลำบากเหลือเกินสำหรับนักเดินทางกลุ่มนี้ บ่อยครั้งที่พบว่าเพื่อนร่วมขบวนคาราวานเดินพลัดตกลงในหุบเหว แต่ก็เป็นเรื่องสุดวิสัย เพราะไม่มีใครสามารถช่วยใครได้
“
นักแบกสัมภาระ” จึงเป็นศัพท์ที่ชาวมั่วทัวรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี ที่สำคัญเป็นสิ่งที่แฝงไว้ด้วยความทรงจำอันแสนโหดร้ายและไม่ควรค่าแก่การจดจำ พวกเขาจำใจต้องยึดอาชีพเสี่ยงภัยเช่นนี้เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว เราแทบไม่เห็นสินค้าฟุ่มเฟือยวางขายกันในอำเภอแห่งนี้ เพราะแม้แต่สินค้าจำเป็นยังหาซื้อได้ยาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ราคาสินค้าจะสูงกว่าที่ขายกันตามท้องตลาดหลายเท่าตัว ยกตัวอย่างเช่น เบียร์ตกที่ขวดละ 25 หยวน หมูครึ่งกิโลราคา 30 หยวน อาหารกระป๋องๆ ละ 20 หยวน ไก่แม่พันธุ์ตัวละ 150 หยวน ...เรียกได้ว่า ถึงมีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพอย่างครบครันได้มั่วทัวตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเขตปกครองตนเองทิเบต บริเวณปลายน้ำของแม่น้ำหยาหลู่จั้งปู้ มีพื้นที่เพาะปลูก 2 หมื่นไร่ จีนมีประชากรหมื่นกว่าคนอาศัยอยู่ เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ และมีอากาศบริสุทธิ์ พื้นที่ส่วนใหญ่ของหุบเขาลึกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างหุบเขาลึกหย่าลู่จั้งปู้มีอาณาบริเวณส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอแห่งนี้ ลักษณะทางธรรมชาติของมั่วทัวก็มีอยู่อย่างหลากหลายตั้งแต่ธารน้ำแข็งบนเขาสูงเรื่อยลงมาถึงป่าฝนที่อยู่ใต้หุบเขา สายน้ำ ธารน้ำตก ผืนนา และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้มั่วทัวเป็นดินแดนธรรมชาติน้อยแห่งในโลกที่ยังคงความงดงามไม่เสื่อมคลาย
อำเภอแห่งนี้อยู่ในความดูแลของเขตหลินจือ ถือเป็นส่วนที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลต่ำที่สุดของที่ราบสูงทิเบต มีสภาพแวดล้อมที่คงความเป็นธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีฝนตกชุก นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีหลากหลายรูปแบบ อันประกอบด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งสำรวจทางวิทยาศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และแหล่งผจญภัยในการปีนเขา พื้นที่โดยเฉลี่ยอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร ความสูงจากทางเหนือลาดเทลงมาทางใต้แตกต่างกันมาก กล่าวคือ ยอดเขาหนานเจียปาหว่า ทางตอนเหนือสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 7,756 เมตร ขณะที่พื้นที่ทางตอนใต้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงสองสามร้อยเมตรเท่านั้น มีภูเขาล้อมรอบทั้งสี่ด้าน เราสามารถบรรยายลักษณะทางภูมิประเทศของดินแดนแถบนี้ให้เห็นภาพได้ว่า
“ยอดเขาสูงชันเสียดเมฆา ตีนเขาตั้งอยู่ข้างลำธาร”ชาวมั่วทัวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมากปลูกข้าวนาน้ำ ถั่วเหลือง ดอกฝ้าย งา ฯลฯ มีสัดส่วนในการทำปศุสัตว์ไม่มากนัก ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ ทรัพยากรน้ำ และผลผลิตทางการเกษตรมีปริมาณมากพอที่จะจุนเจือชาวทิเบตกว่าครึ่งหนึ่งที่อาศัยในเขตปกครองตนเองทิเบต นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งสมุนไพร เช่น เทียนหมา ซันชี หูหวงเหลียน ฯลฯ อีกด้วย
ชนเผ่าเหมินปาและชนเผ่าลู่ปาถือว่ามีสัดส่วนประชากรมากในอำเภอแห่งนี้ ชาวเหมินปาไม่มีอักษรเป็นของตนเอง แต่มีภาษาพูดเป็นของตนเองจะใช้อักษรทิเบต ปฏิทินทิเบตและพูดภาษาทิเบต ชาวเหมินปาเลื่อมใสศาสนาพุทธนิกายทิเบต แต่เนื่องด้วยอิทธิพลของศาสนาแบบดั้งเดิม ประกอบกับอาศัยอยู่ในดินแดนที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก คนกลุ่มนี้จึงมีดำรงชีวิตด้วยการพึ่งพาธรรมชาติ เราจึงเห็นรูปแบบการดำเนินชีวิตและธรรม เนียมประเพณีแบบดั้งเดิมบนดินแดนแห่งนี้
ตามความเชื่อของชาวเหมินปา
“สรรพสิ่งในโลกล้วนมีวิญญาณสิงสถิตอยู่” ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานที่มีต่อศาสนา พวกเขาคิดว่าวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่สูญสลาย สรรพสิ่งในโลกล้วนมีชีวิตทั้งสิ้น ชนเผ่าเหมินปาไม่ชอบการจดบันทึกวันเวลา ผู้สูงวัยจำนวนมากต่างไม่รู้ว่าตนเองมีอายุเท่าใด อาหารหลักของพวกเขา ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง โดยมากจะผลิตในปริมาณที่พอกินและเหลือใช้สำหรับการหมักเหล้าเท่านั้นผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จะเก็บไว้ในห้องที่สร้างขึ้นด้วยไม้และไม่ต้องมีคนดูแล เพราะแทบจะไม่มีเรื่องการขโมยของเกิดขึ้นกับคนกลุ่มนี้ ดังนั้น ผู้คนจึงขนานนามชนเผ่าเหมินปาว่าเป็น
“ชนเผ่าที่ไร้ซึ่งการล็อกกลอนประตู”อย่างไรก็ดีข้อจำกัดทางสภาพโครงสร้างทางธรณีวิทยาและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ ส่งผลให้มั่วทัวกลายเป็นอำเภอเพียงแห่งเดียวของจีนที่ยังไม่มีทางหลวงตัดผ่าน แม้จะเป็นดินแดนที่เป็นแหล่งรวมชนกลุ่มน้อยที่มีประชากรค่อนข้างน้อยซึ่งขาดพัฒนาการทางเศรษฐกิจ แต่ก็ถือเป็นอำเภอชายแดนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะตั้งอยู่บริเวณตะเข็บชายแดนระหว่างจีนกับอินเดีย และเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อจนปัจจุบัน







