
ศึกมหายุทธ์ ตอนที่ 9
หลังจากที่แม่ทัพคิมบังกยอน ! นำทัพกลับไปรายงานความสำเร็จในการสั่งสอนญี่ปุ่นต่อพระเจ้ากุบไลข่านแล้ว ทางมองโกลก็หวังว่าญี่ปุ่นคงจะเข้าใจและยอมศิโรราบให้แก่อาณาจักรมองโกลแล้ว ในปี ค.ศ. 1275 จึงได้มีการส่งคณะทูตมารับเครื่องบรรณาการ แต่ทว่าโชกุนโฮโจ้ โทคิมุเนะ "กลับต้อนรับคณะทูตโดยการจับตัดหัวในข้อหาข้ามแดนมาสอดแนมเสีย
ถึงแม้ทางญี่ปุ่นจะตัดหัวคณะทูตชาวมองโกลไปแล้วก็ตาม พระเจ้ากุบไขล่านก็ยังเห็นว่าอาจเป็นด้วยการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ จึงได้จัดให้มีการส่งคณะทูตชุดใหม่ชาวฮั่นที่มีอดีตเป็นถึงเสนาบดีในแผ่นดินซ้องมาเจรจาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1279 แต่กระนั้นก็ยังได้รับการต้อนรับจากญี่ปุ่นด้วยการจับตัดหัวเหมือนเดิม ถึงขั้นนี้ความอดทนของพระเจ้ากุบไลข่านก็หมดลง จึงได้มีคำสั่งให้เตรียมการบุกรุกเข้ายึดทำลายญี่ปุ่นให้ราบคาบ
ข่าวการเตรียมบุกรุกญี่ปุ่นของมองโกลรั่วมาถึงรัฐบาลคามาคุระ ทางญี่ปุ่นอ่านว่าครั้งนี้มองโกลน่าจะบุกมาในเส้นทางเดิม จึงได้มีการสร้างแนวค่ายรับมือการบุกรุกของมองโกลยาวถึง 20 กิโลเมตร ไว้ที่ชายหาด.ฮากาตะ ที่ยังหลงเหลือให้เห็นได้ในปัจจุบัน
เปิดศึก : ปี ค.ศ. 1281 เดือน 5 ทัพร่วมมองโกลโครยอกำลังพล 4 หมื่นนาย ก็เคลื่อนทัพออกมุ่งหน้าเข้าสู่ดาไซฟุ # ที่แคว้นฮากาตะ $ แล้วให้ทัพชาวฮั่นจากเจียงหนาน % กำลังพล 1 แสนนาย มาร่วมสมทบที่ชายฝั่งฮากาตะ
วันที่ 21 เดือน 5 ทัพร่วมฯ เคลื่อนที่ผ่านเกาะซึจิมะ & และเกาะอิกกิ ' และได้ปะทะกับกองกำลังในพื้นที่ แต่คราวนี้ทัพร่วมฯ ไม่เพียงแค่บดขยี้ทหารญี่ปุ่นที่ต่อต้านเท่านั้น ทัพร่วมฯ มุ่งทำลายพลเรือนชาวเกาะถึงขนาดทิ้งกำลังส่วนหนึ่งไว้จัดการกับผู้ที่หลบหนีขึ้นไปในป่าเขาบนเกาะนั้นๆ ด้วย
แล้วในวันที่ 6 เดือน 6 ทัพร่วมฯ ก็เคลื่อนที่เข้าถึงฝั่งฮากาตะ แต่ก็พบกับกำแพงปราการหินและกองทัพกำลังพลเป็นหมื่นรอรับอยู่ ไม่สามารถบุกฝ่ายกพลขึ้นบกได้ จึงสั่งให้ก็กองเรือทั้งหมดถอยออกทะเลไปขึ้นเกาะรอบุกยกพลขึ้นบกเมื่อเวลาเหมาะสม
ค่ำคืนนั้น ที่เกาะชิกะ ( โคโนะ มิจิอะริ ) และพรรคพวกใช้เรือเล็กลักลอบเข้าไปในค่ายหมายจะสอดแนมสถานการณ์ภายในของทัพร่วมฯ แต่ทว่าด้วยวินัยทางทหารที่เข้มงวดและการตรวจตรายามที่ดีเลิศของทัพร่วมพวกของมิจิอะริจึงถูกตรวจพบและเกิดการปะทะกันแต่มิจิอะริในสภาพที่บอบช้ำก็หนีออกมารายงานได้
ในวันที่ 8 เดือน 6 หลังจากที่ได้รับรายงานที่กองสอดแนมไปสืบมาได้แล้ว โอโตโมะ ซาดะจิกะ * ก็ได้จัดกำลังออกไปขับไล่พวกทัพร่วมฯ ออกจากพื้นที่ ทัพร่วมฯ ที่อ่อนล้าถูกกดดันหนักจึงยอมสละพื้นที่ ออกเรือกลับไปรอทัพเจียงหนานที่มาหนุนที่เกาะอิกกิ และในระหว่างนั้น ได้เกิดโรคระบาดขึ้นในหมู่ทัพร่วมฯ ต้องสูญเสียพลทหารไปด้วยความเจ็บป่วยอีก 3,000 คน
วันที่ 13 เดือน 6 ทัพร่วมฯ ได้มาถึงเกาะอิกกิอีกครั้ง ตามกำหนดการในแผนที่วางไว้ทัพร่วมฯ จากเจียงหนานต้องมาสมทบกันในวันที่ 15 แต่รอจนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นวี่แววของทัพหนุน จนกระทั่งเกิดความระส่ำระสายในหมู่ขุนพลแม่ทัพ บ้างก็ร้องจะถอนทัพ บ้างก็ดึงดันจะบุกเลยโดยไม่ต้องรอทัพหนุน เป็นอีกครั้งที่แม่ทัพคิมบังกยอน + ต้องออกมาจัดการ หลังจากชี้แจงเหตุผลให้รับรู้แล้วแม่ทัพนายกองต่างๆ จึงยอมรับฟังแล้วก็แยกย้ายกันไป
ทางฝั่งทัพเจียงหนานที่ควรจะนำทัพออกทะเลมาตั้งนานแล้ว ได้เกิดปัญหาแม่ทัพสูงสุดเกิดป่วยหนักกะทันหันจึงต้องเปลี่ยนตัวเอาแม่ทัพอื่นแทนทำให้เกิดความล่าช้ากว่าจะออกเรือจากท่าได้ก็ปาเข้าไปตั้งวันที่ 18 เร่งแล่นเรือยกทัพเรือนแสนฝ่าคลื่นลมตลอด 7 วัน 7 คืน จึงเข้าสมทบกับทัพร่วมฯ ที่เกาะอิกกิ
ในระหว่างที่ทัพร่วมฯ รอทัพหนุนอยู่นั้น ทางญี่ปุ่นก็ได้มีการรวบรวมกำลังจากแว่นแคว้นต่างๆ เข้ามาสมทบเพิ่มขึ้น และได้ส่งกำลังขึ้นไปขับไล่กองทัพผู้รุกรานที่เกาะอิกกิ แต่ว่าขณะนี้ทัพร่วมฯ และทัพหนุนได้ผสานกำลังกันแล้วและเห็นว่าพร้อมแล้วที่จะยกพลขึ้นบก จึงเคลื่อนทัพมุ่งสู่แผ่นดินใหญ่ตรงบริเวณเกาะทากะ ,
วันที่ 7 เดือน 7 กองทัพของแคว้นซาซึมะ และกองกำลังมัตสึระ .มุ่งเข้าปะทะกับกองเรือผู้รุกราน ที่ช่องแคบระหว่างเกาะอิกกิกับเกาะทากะ จากการปะทะครั้งนี้ทางญี่ปุ่นได้รู้ว่า ถึงแม้กองทัพของผู้รุกรานนี้จะมีจำนวนมาก แต่ทัพหนุนของเจียงหนานที่มาสมทบนี้ก็เป็นทัพที่ไร้ทักษะและขาดแคลนอาวุธ โดยมากที่มาก็เป็นพวกชาวนาที่มีเพียงเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรเป็นอาวุธเท่านั้น (เพราะว่าพวกซ้องเพิ่งถูกมองโกลตีแตกพ่าย)
แล้ววันที่ 27 เดือน 7 ทัพมองโกลก็บุกขึ้นแผ่นดินได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ถูกกระหน่ำโจมตีเป็นอย่างหนัก อีกทั้งในทะเลก็ยังมีศึกติดพัน แม่ว่าทัพญี่ปุ่นจะดูบางตาไปแล้ว วันที่ 29 ญี่ปุ่นใช้ยุทธการตั้งรับในภาคพื้นดินเป็นหลัก กดดันไม่ให้มองโกลขึ้นบกได้ แล้วเป็นอีกครั้งที่สายลมศักดิ์สิทธิ์คามิคาเซะ / ช่วยญี่ปุ่น พายุไต้ฝุ่นก่อตัวขึ้นตั้งแต่ค่ำคืนวันที่ 29 โหมกระหน่ำบริเวณที่เป็นสนามรบอยู่ 1 วัน 1 คืนเต็ม และครั้งนี้ดูท่าจะหนักกว่าเมื่อรอบแรกที่มองโกลบุก เพราะไต้ฝุ่นลูกนี้ผ่านไปจนถึงเกียวโต ทัพเรือของมองโกลจมหายไปต่อหน้าต่อตาเหล่านักรบซามูไรที่อยู่ในสนามรบ จนเมื่อลมสงบในวันที่ 1 เดือน 8 ทางญี่ปุ่นก็ขึ้นตามเกาะไปจับพวกบุกรุก หากเป็นมองโกล หรือโครยอให้ฆ่าทิ้ง และหากเป็นชาวเจียงหนานให้จับไว้เป็นเชลย ในศึกนี้เรียกได้ว่าทัพมองโกลแตกราบคาบ
แต่กระนั้นผู้ยิ่งใหญ่อย่างพระเจ้ากุบไลข่านก็ใช่ว่าจะยอมแพ้ต่อพลังธรรมชาติหรือมหิธานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ให้จัดเตรียมแผนที่จะบุกญี่ปุ่นอีกเป็นครั้งที่ 3 แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เตรียมตัวอะไรมากมาย อาณาจักรมองโกลก็เกิดปัญหาภายในเสียก่อน จวบจนกระทั่งพระเจ้ากุบไลข่านสวรรคต มองโกลก็ไม่ได้มีโอกาสบุกญี่ปุ่นอีกเลย







