
ยิ่งสูงยิ่งหนาว
ในยามนี้น้อยคนนักที่ใช้อินเทอร์เน็ตจะไม่รู้จักเฟซบุ๊ก โซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้ใช้กว่า 500 ล้านคนทั่วโลก
ในยามนี้น้อยคนนักที่ใช้อินเทอร์เน็ตจะไม่รู้จักเฟซบุ๊ก โซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้ใช้กว่า 500 ล้านคนทั่วโลก
โดย...กาญจนา
ในยามนี้น้อยคนนักที่ใช้อินเทอร์เน็ตจะไม่รู้จักเฟซบุ๊ก (Facebook) เว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้ใช้กว่า 500 ล้านคนทั่วโลก และมีการประเมินค่าสูงเป็นพันล้านเหรียญ ซึ่งก็ทำให้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (เจสซี ไอเซนเบิร์ก) อดีตนักศึกษาฮาร์วาร์ด ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์กลายเป็นเศรษฐีพันล้านด้วยวัยเพียง 20 ต้นๆ และล่าสุดเขายังได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสาร Time อีกต่างหาก
แต่ในระหว่างทางสู่ความสำเร็จนั้น ตัวมาร์กก็ต้องเผชิญกับคดีฟ้องร้องแย่งชิงความเป็นเจ้าของเว็บไซต์พันล้านนี้ จากอดีตเพื่อนนักศึกษาอย่างฝาแฝด ไทเลอร์ และคาเมรอน วิงเคิลวอสส์ (อาร์มี แฮมเมอร์ จอช เพนซ์) ซึ่งอ้างว่ามาร์กขโมยความคิดเรื่องเครือข่ายทางสังคมจากพวกเขา และเอดัวร์โด ซาเวริน (แอนดรูว์ การ์ฟิลด์) อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจของมาร์ก กล่าวว่า ตนถูกบีบให้พ้นบริษัท และนี่เองคือจุดสำคัญที่ถูกถ่ายทอดลงในหนัง The Social Network โดยฝีมือการกำกับของ เดวิด ฟินเชอร์ และเขียนบทโดย อาร์รอน ซอร์คิน
แม้จะเคยติดใจฝีมือการกำกับหนังในแนวฆาตกรรม มืดหม่นปนหักมุมของผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ มากมายแค่ไหน แต่การได้เห็นฝีไม้ลายมือที่เขาทำออกมาใน The Social Network ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมไม่แพ้กัน และพิสูจน์ว่าเขามีดีมากกว่าการทำหนังในสไตล์เดียว (แม้ว่าเขาจะเคยทำหนัง Benjamin Button มาได้อยู่ในระดับดี แต่ก็ยังไม่น่าประทับใจเท่าหนังเรื่องนี้) และมือเขียนบท อาร์รอน ซอร์คิน ก็ดัดแปลงบทจากหนังสือมาเล่าเรื่องใหม่ได้กระชับและสนุก
หนังพูดถึงเรื่องการก่อตั้งเฟซบุ๊ก ควบคู่ไปกับการเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างมาร์กและคนรอบข้าง ทั้งผู้กำกับและนักเขียนบทออกแบบการเล่าเรื่องราวในหนังให้คลุมเครือ โดยไม่เรียงตามลำดับเวลาและไม่ได้เลือกสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ปล่อยให้ตัวละครแต่ละตัวได้เล่าเรื่องอย่างเท่าเทียมกันโดยที่ทุกคนมองว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก (แต่ตัวบทของ เอดัวร์โด ซาเวริน อาจจะออกมาดูดีกว่าเพื่อน เพราะเรื่องนี้เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์และพูดคุยผ่านมุมมองของเขาเป็นหลัก) จนเรื่องราวมาบรรจบกันในช่วงสุดท้าย ซึ่งเดวิดและอาร์รอนก็ไม่ได้ให้บทสรุปอะไรที่ชัดเจนกับคนดู แต่ปล่อยเราได้คิดต่อกันเอาเอง
หนังทำออกมาได้ลงตัวและกลมกล่อม มีบทพูดคมๆ ที่ดูแล้วไม่ยัดเยียดใส่ปากตัวละคร รวมถึงมีมุขเสียดสีให้เราเองแสบคันๆ กันเป็นระยะ ซึ่งดูแล้วก็น่าจะได้ทั้งเงินและกล่องแบบมาแรงแซงทางโค้งหนังตัวเต็งหลายๆ เรื่อง (รวมถึง Inception) ในปีนี้ได้ไม่ยาก เพราะตอนนี้ก็เริ่มเห็นแล้วว่า The Social Network ติดโผหนังดีหนังเด่นของหลายสถาบัน และกำลังเดินสายกวาดรางวัลอยู่เสียด้วย
ประเด็นของ The Social Network ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากนัก ยังคงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับความจงรักภักดี มิตรภาพ อำนาจ เงิน ความอิจฉาริษยา และสถานะทางสังคม เพียงแต่เป็นยุคที่สิ่งประดิษฐ์ใหม่ในเรื่อง ไม่ใช่วิทยุ รถยนต์ โทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ แต่เป็นเครือข่ายทางสังคม
ดูเหมือนว่าไม่ว่าสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ความมืดหม่นที่คอยกัดกินจิตใจและความสัมพันธ์ของคนเรานั้นยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก ทั้งจะรุนแรงขึ้นตามความไวและความกว้างไกลของวิธีการและข้อมูลข่าวสารเสียด้วยซ้ำ
หนังยังสะท้อนให้เห็นภาพของคนยุคใหม่ (โดยเฉพาะอเมริกันชน) ที่ดูเหมือนจะมีความรู้ด้านเทคโนโลยีมาก แต่กลับมุทะลุดุดัน โกรธง่าย และไม่รู้จักความพอ ในโลกยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก เรารู้จักกันง่ายขึ้น (เรียกตัวเองว่า) เป็นเพื่อนกันเร็วขึ้น แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถรักษาความสัมพันธ์เหล่านั้นไว้ให้ยืนยาวได้
เราอาจจะเลิกคบกับใครสักคนเพียงแค่ “ออกจากระบบ” หรือ “ชัตดาวน์” เครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้นเอง
เมื่อเรื่องราวในหนังเดินทางมาถึงบทสรุป มันไม่ได้เศร้าหดหู่แบบบีบน้ำตา แต่เป็นความเศร้าแบบแสบๆ คันๆ ที่ประชดประชันได้เจ็บปวดในเวลาเพียงไม่กี่นาที เศรษฐีหนุ่มอายุน้อย คนที่คิดอะไรที่สุด “คูล” จนฮิตไปทั่วโลก และมีคนเป็นล้านที่อยากจะได้เป็นเพื่อนกับเขาแม้เพียงบนโซเชียลเน็ตเวิร์กก็ยังดี แต่ในชีวิตจริงเขากลับแทบไม่เหลือใครสักคน...
ประโยคที่โปรยบนใบปิดหนังที่ว่า “You don’t get to 500 million friends without making a few enemies (คุณไม่สามารถมีเพื่อน 500 ล้านคนได้โดยไม่สร้างศัตรูสัก 23 คน)”
แต่หากศัตรูเพียงหยิบมือนั้น เป็นคนที่คุณเคยรักและเพื่อนที่สนิทที่สุด มันอาจจะมีความหมายมากกว่าเพื่อน 500 ล้านคน ที่เราไม่เคยแม้แต่ได้พบหรือพูดคุยในชีวิตจริงเลยก็ได้
หลายคนที่อยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก อาจจะรู้ซึ้งเรื่องนี้กันมาแล้ว...







