
มุมกล้องสะท้อนการเมือง (ไทย)
โปสเตอร์ชุดที่มีข้อความ Thailand 2010 Apasmara by PH ถูกยื่นใส่มือโดยเจ้าของผลงาน “ปิยทัต เหมทัต” ในบ่ายแก่ๆ วันที่เรานัดเจอเขา
โปสเตอร์ชุดที่มีข้อความ Thailand 2010 Apasmara by PH ถูกยื่นใส่มือโดยเจ้าของผลงาน “ปิยทัต เหมทัต” ในบ่ายแก่ๆ วันที่เรานัดเจอเขา
โดย... วิชช์ญะ ยุติ
โปสเตอร์ชุดที่มีข้อความ Thailand 2010 Apasmara by PH ถูกยื่นใส่มือโดยเจ้าของผลงาน “ปิยทัต เหมทัต” ในบ่ายแก่ๆ วันที่เรานัดเจอเขา
เขายิ้มอารมณ์ดีก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงเรียบนุ่มติดตลก “เป็นของขายแต่ขายไม่ค่อยออก เลยเอามาทำเป็นแจกซะเลย”
พูดจบเขาชี้นิ้วไปที่มุมซ้ายโปสเตอร์ ซึ่งมีคำว่า SALE แปะหราอยู่ จากนั้นเขาก็พลิกให้ดูอีกด้าน สิ่งที่เราเห็นคือชื่อแบรนด์เนมต่างๆ พร้อมด้วยแผนที่ประเทศไทยที่มีความละเอียดของภาพต่ำมาก
แต่เมื่อคลี่โปสเตอร์ดูเนื้อใน เหมือนจะเป็นเจตนาของปิยทัตที่อยากสะท้อนนัยอะไรบางอย่างเกี่ยวกับภาพถ่ายขาวดำทั้ง 8 ชิ้น ที่มันถูกเรียงร้อยต่อกันจนกลายเป็นเรื่องราวหลังเหตุการณ์ม็อบราชประสงค์สิ้นสุดลง โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ปรากฏ ขณะที่ด้านหลังถ้าสังเกตจากตัวหนังสือเล็กจิ๋ว ผลงานชุดนี้มีชื่อไทยๆ ว่า “อสูรมูลาคานี”
“เป็นตำนานของพระศิวะเล่าเรื่องอสูรที่ลืมตัวเอง ลืมตัวตน และคิดว่าตัวเองดีกว่าคนทั้งปวง สุดท้ายก็โดนพระศิวะเหยียบตาย ซึ่งผมคิดว่ามันก็คล้ายๆ กับหลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเรานะ”
ปิยทัตใช้เวลาเพียงสั้นๆ ในการสรุปที่มาของชื่อผลงาน ระหว่างนั้นสายตาเราก็ไปสะดุดกับภาพขนาดใหญ่ที่โดดเด้งออกมาจากฝาผนังสีขาวดำให้อารมณ์ที่หลากหลาย เหงา เศร้า อ้างว้าง หดหู่ ท้อแท้ ขณะเดียวกัน มันกลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกทรงพลังทางความนึกคิดอย่างบอกไม่ถูก
“ที่เลือกใช้สีโทนขาวดำเพราะมันตรงประเด็นที่สุดแล้ว มันจะไม่มีที่ไหนเมื่อไหร่ หรือกระทั่งฝ่ายไหน ข้างไหน สีไหน แต่มันจะเหลือแค่อะไรในภาพนั้นๆ”
ส่วนตัวปิยทัตเป็นคนไม่สุงสิงกับการเมือง ชีวิตในฐานะช่างภาพก็แทบไม่ได้เข้าไปยุ่งกับการเมือง มีครั้งนี้แหละที่เขามีโอกาสได้ข้องแวะกับการเมืองแบบชัดเจนและตรงไปตรงมา ด้วยผลงานภาพถ่ายที่สะท้อนถึงความขัดแย้งของคนไทย โดยเขาเลือกนำเสนอผ่านแบรนด์เนมระดับโลกที่มีร่องรอยหลงเหลือไว้ให้ดูต่างหน้า จากเหตุปะทะ
“พอผมมาถึงจุดที่เรียกว่าไม่เชื่อข่าวและไม่เชื่อใครแล้ว สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดก็คือต้องลงพื้นที่ไปดูด้วยตาตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ผมมองผ่านกล้องก็คือสิ่งที่ตาผมมองเห็นจริงๆ และเป็นความเข้าใจของผมคนเดียวที่มีต่อเหตุการณ์”
บรรยากาศชวนสะท้อนใจคือภาพจำที่ช่างภาพไฟแรงคนนี้ไม่เคยลืมเลือน แม้กล้องคู่กายยังไม่ถูกลั่นชัตเตอร์ แต่สมองของเขากลับคิดไปไหนต่อไหน เหตุการณ์ ผู้คน การบาดเจ็บ ความสูญเสีย ระหว่างทางจากถนนเพลินจิตถึงย่านชุมนุมหลักแยกราชประสงค์ ปิยทัตพาสองเท้าก้าวสู่บริเวณหน้าห้างเกษร และใช้เวลาอยู่ที่นั่นราว 34 ชั่วโมง เพื่อบันทึกภาพประวัติศาสตร์ตามมุมมองของเขา
“ถ้าจะเอามาเทียบเคียงกัน ผมว่างานชุดนี้ค่อนข้างเชื่อมโยงได้หลายเรื่องทีเดียว ตั้งแต่การเมือง ทุนนิยม บริโภคนิยม วัตถุนิยม จนถึงเรื่องความต้องการของแต่ละชนชั้น ซึ่งความคาดหวังของผมไม่ต้องการอะไรมากหรอกครับ แค่ทำหน้าที่ในฐานะช่างภาพแปลงเรื่องไม่ดีหรือเปลี่ยนด้านมืดมาเป็นงานศิลปะที่คนทั่วไปสามารถเสพมันได้อย่างเท่าเทียมโดยปราศจากเรื่องสีเรื่องข้าง”
นอกจากภาพถ่ายของปิยทัตแล้ว ในนิทรรศการ “หมายเหตุ ๕/๒๕๕๓” ยังมีผลงานช่างภาพฝีมือขั้นเทพอีก 4 คน ได้แก่ “วูฟกัง เบลล์วินเคล” (เยอรมัน) “ออลิวิเอร์ ผินแฟ็ท” (ฝรั่งเศส) “อันเยส เดร์เบยส์” (ฝรั่งเศส) และช่างภาพชาวไทย “มานิต ศรีวานิชภูมิ” ให้ยลกันอย่างจุใจ ภายใต้คอนเซปต์บันทึกความทรงจำต่อเหตุการณ์ 19 พ.ค. 2553 โดยจะจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 9 ม.ค. 2554 ณ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร







