
ศึกษาร่องรอยธรรมพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป (ตอน ๑)
ปุจฉา : อาตมาเพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปบรรยายธรรมให้ชาวพุทธในอินเดียฟังในหลายเมืองใหญ่
ปุจฉา : อาตมาเพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปบรรยายธรรมให้ชาวพุทธในอินเดียฟังในหลายเมืองใหญ่
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : อาตมาเพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปบรรยายธรรมให้ชาวพุทธในอินเดียฟังในหลายเมืองใหญ่ ได้แก่ นครมุมไบ (บอมเบย์) นครนาคปุระ นครอัมราวตี และนครออรังกาบาด ซึ่งตั้งอยู่ในเขตรัฐมหาราษฏระ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชาวพุทธในอินเดีย ที่สำคัญยิ่ง ด้วยตัวเลขประชากรชาวพุทธมากกว่า ๘ ล้านคน จากจำนวนยอดรวม ๑๐ กว่าล้านคน ของชาวพุทธในชมพูทวีป (อินเดีย) ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ที่รัฐมหาราษฏระแห่งนี้
วิสัชนา : ที่นครมุมไบ หรือบอมเบย์ เมืองหลวงเดิมของอินเดีย อาตมาได้รับการต้อนรับจากระดับแกนนำของชาวพุทธที่มีบทบาทในสังคมทั้งจากภาครัฐและเอกชน อาทิเช่น Mr. Ratnakar Gaikwad Metropolitan Commissioner & Additional Chief Secretary, Mr. Shyam Tagade, Mr.C.L.Thool Retired Judge, Mr.Yogesh Varhade Founder President Ambedkar Center for Justice & Peace... โดยเฉพาะ Mr.Ratnakar นั้น ถือได้ว่ามีฐานะหน้าที่อยู่ในระดับ Senior Officer ของนครมุมไบ และด้วยความที่มีบทบาทสูง จึงสามารถรวบรวมบรรดาชาวพุทธระดับแกนนำในรัฐแห่งนี้ไว้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ จึงมีประสิทธิภาพในการที่จะขับเคลื่อนองค์กรพุทธศาสนาในอินเดีย ให้สืบเนื่องไปข้างหน้าได้อย่างทรงพลัง หากมีแผนงานที่ชัดเจนสอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา
หากเรามามองย้อนหลังกลับไปในร่องรอยของพระพุทธศาสนาจากอดีตที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นที่พุทธศตวรรษที่ ๑ ซึ่งหมายถึง การนับจากปีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน หรือนับจากอีกหนึ่งปีถัดมา ก็จะเห็นความจริงในร่องรอยของกงล้อประวัติศาสตร์ในพระพุทธศาสนาที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า สืบเนื่องไปบนสะพานแห่งเวลา ที่กำกับวัดระยะทางของร่องรอย ซึ่งมีเรื่องราวต่างๆ ที่ชาวพุทธควรย้อนกลับไปศึกษา เพื่อนำมาเป็นบริบทในการคิดค้น สืบสาว สอบสวนหาความจริงว่า มีสภาพธรรมใดๆ ที่ปรากฏเกิดขึ้นบ้าง ด้วยเหตุปัจจัยอันใด และมีสภาพแห่งความสืบเนื่องเป็นอย่างไร อันเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งสืบมาแต่เหตุ ... ทั้งนี้เพื่อจะได้นำมาเป็นข้อมูลศึกษา เพื่อวางแผนงานรองรับการขับเคลื่อนไปเบื้องหน้าของพระพุทธศาสนา อันเป็นไปตามพระพุทธประสงค์ของพระสัมมาสัมพุทธองค์
เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นปฐมบท หลังพุทธปรินิพพาน ซึ่งยกขึ้นสู่การนับพุทธศักราชที่ ๑ ก็คงจะต้องกล่าวถึง การปฐมสังคายนา ซึ่งหมายถึง การร้อยกรองพระธรรมวินัย ด้วยการประชุมคณะสงฆ์ เพื่อจัดระเบียบหมวดหมู่พระพุทธวจนะ ได้แบบแผนอย่างไร ก็ให้มีการท่องจำนำสืบต่อๆ กันไป ตามที่ได้มีมติตกลงกันเรียบร้อยแล้วในที่ประชุมสงฆ์
การสังคายนาในครั้งที่ ๑ นั้นได้เริ่มลงมือทำหลังพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ได้ประมาณ ๓ เดือน (ตำราบางเล่มอ้าง ๔ เดือน โดยนับวันปฐมสังคายนาตรงกับวันเพ็ญเดือน ๑๐) การทำสังคายนาของคณะสงฆ์ ซึ่งถึงวิสุทธิธรรมเป็นพระอรหันต์เจ้าจำนวน ๕๐๐ รูปดังกล่าว ที่มีพระมหากัสสปเถระเจ้าเป็นองค์ประธานนั้นมีความประสงค์ด้วยปรารถนาความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งสามารถจัดทำการสังคายนาได้ด้วยเคยมีพุทธานุญาต ให้พระสารีบุตรเถระเจ้าจัดระเบียบแบบแผนหรือร้อยกรองพระธรรมวินัยได้ดังปรากฏหลักฐานในสังคีติสูตร การปฐมสังคายนาในครั้งนั้น ดูเหมือนจะราบรื่นเป็นไปด้วยดี หากไม่มีเหตุกรณีพระปุราณะและบริวารจัดทักขิณาคีรีชนบท ซึ่งมีความเห็นแย้งต่อพระสังคีติกาจารย์ ในมติแห่งพระเถระเจ้ากรณีวัตถุ ๘ ประการ หรือกรณีที่ทรงพุทธานุญาตให้สงฆ์สามารถถอนสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ได้ หากสงฆ์เห็นควร ซึ่งในการประชุมสงฆ์เพื่อสังคายนาในครั้งนั้น มีเถระวาทีเห็นพ้องต้องกันในหมู่เถราจารย์ทั้ง ๕๐๐ รูปว่า “ ... ขอให้สงฆ์ทั้งปวงอย่าเพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ ห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลง และถอดถอน...” เพื่อมิให้เป็นที่ถูกตำหนิติเตียนจากสังคม ว่าพระสงฆ์ไม่ใส่ใจปฏิบัติดุจดังสมัยที่ขณะผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระชนม์อยู่
รอยร้าวได้ปรากฏบนร่องรอยของความสืบเนื่องอายุพระพุทธศาสนาจากกรณีวัตถุ ๘ ประการดังกล่าว โดยนับเข้าสู่ปีพุทธศักราชที่ ๑๐๐ ได้เกิดกรณีวัตถุ ๑๐ ประการขึ้น (การประพฤติผิดวินัย ๑๐ ประการ) เหตุเกิด ณ เมืองเวสาลี ด้วยกลุ่มภิกษุวัชชีบุตร ประพฤติผิดพระวินัยกรณีวัตถุ ๑๐ ดังกล่าว จนเป็นสาเหตุอันนำไปสู่การประชุมสงฆ์ เพื่อทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ขึ้นในชมพูทวีป ณ เมืองเวสาลี แคว้นวัชชีเดิม ซึ่งต่อมาได้อยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นมคธ การสังคายนาในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการถือผิด ตีความคิด หรือมีข้ออธิกรณ์เกิดขึ้น ซึ่งต้องระงับอธิกรณ์ดังกล่าว ด้วยวิธีอุพพาหิกา หมายถึง การยกอธิกรณ์ไปชำระในที่เกิดอธิกรณ์ เมื่อระงับอธิกรณ์ได้แล้ว จึงกระทำการสังคายนา ... สำหรับการสังคายนาในครั้งที่ ๒ นี้นั้น ได้เป็นชนวนนำไปสู่ความแตกแยกในพระพุทธศาสนาที่รุนแรงที่สุด เมื่อคณะสงฆ์แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายเถรวาท และฝ่ายมหายาน แข่งขันกันทำการสังคายนา ซึ่งเป็นเหตุนำไปสู่การแบ่งพุทธศาสนาเป็นนิกายต่างๆ มากกว่า ๑๘ นิกายในต่อมา







