posttoday
ตลาดนัด

ตลาดนัด

17 ธันวาคม 2553

ถ้าคนกรุงเทพฯ บอกว่า ไปห้างก็หมายความว่า เป็นห้างใหญ่ๆ ติดแอร์

ถ้าคนกรุงเทพฯ บอกว่า ไปห้างก็หมายความว่า เป็นห้างใหญ่ๆ ติดแอร์

เรื่อง / ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์

ถ้าคนกรุงเทพฯ บอกว่า ไปห้างก็หมายความว่า เป็นห้างใหญ่ๆ ติดแอร์ ที่มีทั้งเสื้อผ้า ของใช้ และอาหารสดจำพวกเนื้อหมู ไก่ ปลา เนย ไส้กรอก อาหารแห้งพวกข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช กระดาษ บะหมี่ซอง และยังแถมมีฟู้ดคอร์ตหรือฟู้ดเซ็นเตอร์

 

ตลาดนัด

แต่ถ้าไปตลาดก็หมายถึงตลาดสด มีแม่ค้านั่งคู่กับของที่ขาย มีทั้งปลาสด แผงหมู แผงเนื้อสด หน้าตลาดยังมีข้าวแกงถุงขาย

แล้วไปตลาดนัด นั่นหมายถึงมีทุกอย่างครบเท่าที่อยากได้ อาจจะบอกได้ว่าไปตลาดนัดนั้น ไปอย่างล่อนจ้อน แค่กำเงินไปอย่างเดียว ได้มาครบหมดทุกอย่าง เสื้อผ้าแบบสมัยนิยมก็ได้ กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา ก๊อบปี้แบรนด์เนมก็มี แม้กระทั่งปลาทูนึ่ง จะกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อ กวยจั๊บ เย็นตาโฟ อาหารตามสั่ง หรือแหนมเนืองใส่กล่องส่งมาจากหนองคาย มีทั้งนั้น

ฉะนั้น ตลาดนัดจึงเท่ากับรวมห้างกับตลาดเข้าด้วยกัน เพียงแต่ว่าตลาดนัดนั้น มักจะอยู่ในซอย ริมถนน กลางแจ้งไม่มีแอร์ ขายเป็นเวลา

ตลาดนัดบางที่มีทุกวัน ยิ่งแถวหน่วยราชการใหญ่ๆ เช่นกระทรวงศึกษาธิการ กรมชลประทาน ตลาดนัดมักจะอยู่ข้างกำแพง ริมถนน ไม่เพียงแต่หน่วยราชการเท่านั้น แม้กระทั่งทางแถบที่ทำงานย่านทันสมัย แถบสาทร สีลม สุขุมวิท ก็มีตลาดนัด แล้วแต่ว่าจะถี่วันมากน้อยขนาดไหน บางที่มี 2 วันวันพุธกับวันศุกร์ หรือจันทร์กับพฤหัสบดี

ตลาดนัดซึ่งรวมทุกอย่างนั้น มองดีๆ แล้ว ตลาดนัดยังบอกอะไรได้ตั้งหลายอย่าง บอกถึงสังคม เศรษฐกิจ เอาง่ายๆ ถ้าเป็นตลาดนัดแถบหน่วยราชการ เสื้อผ้าอาจจะธรรมดาๆ ไม่แฟชั่นจัด บางทีมีชุดผ้าไหม ของผู้ชายก็เป็นแบบกึ่งพิธีการ กึ่งเป็นหัวหน้ากอง อธิบดี ของผู้หญิงก็แบบคุณนายออกงาน ของใช้อาจจะมีอุปกรณ์ที่ใช้บนเครื่องบิน แล้วที่แน่นอนมักมีของฝาก ของเล่น ให้ลูกหลาน ราคานั้นย่อมเยาเจือจางไม่ดุเดือด

แต่ถ้าเป็นตลาดนัดแถบที่ทำงานย่านสำคัญทันสมัย แถบสีลม สาทร นั้นแฟชั่นสุดเลิศ กระเป๋า รองเท้า แบบเพิ่งออกจากเวทีแคตวอร์ก ก็มีมาวางขายแล้ว

นี่เป็นตลาดนัดในกลางใจกรุงเทพฯ ครับ แต่ถ้าเป็นตลาดนัดนอกเมือง ยิ่งแถวที่มีโรงงานเยอะๆ ก็เป็นอีกอย่าง แถบปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร แฟชั่นจะไม่ค่อยหลุดวงการ และจะออกเป็นวัยรุ่นหน่อย ราคาถูกนั้นต้องถูกมาก่อน ผักหญ้าพื้นบ้านอีสานเยอะ ผักพื้นบ้านอีสาน 3 ชนิดหรือ 3 กำ 10 บาทเท่านั้น ยังมีปลาส้ม มีไส้กรอกอีสาน ข้าวแกงถุง ชุดน้ำพริกเป็นถุง สนุกครึกครื้นไปอีกอย่าง ตลาดนอกเมืองนั้น 100% เป็นตลาดเย็น

ตลาดนัดต่างจังหวัดก็เหมือนกัน บอกอะไรได้เยอะแยะเหมือนกัน อย่างแถบบ้านกรูด ประจวบคีรีขันธ์ ตลาดนัดจะมีพืชผักที่มีทั้งกึ่งใต้และกึ่งภาคกลาง อาจจะได้เห็นลูกเหลียง สะตอ วางขายปนๆ กับมันฝรั่ง แครอต ข้าวโพดอ่อน และแกงสำเร็จรูปจะเป็นแกงภาคกลางปนใต้ อย่างแกงเขียวหวานปูม้ากับกะลาอ่อนมะพร้าว แต่ก็อาจจะหาอาหารอีสานได้ยากหน่อย

ผมชอบเดินตลาดนัด ก็เพราะเป็นที่ที่บอกอะไรได้ดีกว่าอ่านหนังสือหรือได้ยินจากคำคำพูด และไม่เพียงแต่ตลาดนัดของไทยอย่างเดียว อย่างตลาดนัดเมืองหงสา ที่ลาว ที่เป็นตลาดตอนเย็น ไม่มีอาหารสำเร็จรูปขาย ชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตทำกินเองที่บ้าน จะมีผักสดที่เพิ่งถอนมาจากริมตลิ่ง ปลาก็ยังเป็นปลาจากลำคลอง ลำห้วย ปลาบางอย่างไม่รู้จัก คนขายบอกว่าถ้าขืนเอาปลาเลี้ยงอย่างปลาดุกเลี้ยงมาขายไม่มีใครซื้อ ไก่ก็เป็นไก่บ้านรุ่นกระทงตัวโตกว่านกนิดเดียว นั่นเป็นเพราะชาวบ้านเขายังมีทรัพยากรธรรมชาติให้กินพอต้องการ แล้วข่าวสารเรื่องอาหารไม่ปลอดภัยจากเมืองไทยมีให้เห็นทุกวัน เขาไม่เอาครับ นั่นเป็นสิ่งที่ได้จากตลาดนัด

 

ตลาดนัด

ผมเชื่อและขอยืนยันแบบเอาหัวชนฝาว่า ตลาดนัดจะอยู่ในสังคมไทยไปตลอดกาล ถึงจะมีห้างเยอะแยะ แล้วจะมีห้างเล็กห้างน้อย แตกสาขาไปตามอำเภอ ตามหมู่บ้านแล้วก็ตาม

ตลาดนัดไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยนี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ผมคงไม่สาวไปถึงสุโขทัย อยุธยา โน่นถึงแม้จะปรากฏหลักฐานในวรรณกรรมต่างๆ อยู่ก็ตาม

เอาแค่ที่เห็นๆ อยู่ เราจะเห็นรูปถ่ายเก่าๆ ที่เป็นเรือนแพแน่นเต็มท้องน้ำ ก็เป็นพยานว่าเมืองไทยภาคกลางเราเป็นชาวน้ำกันทั้งสิ้น อยู่บนบกก็อยู่ริมน้ำ อยู่ในน้ำก็เป็นเรือนแพ ไปไหนก็ไปทางเรือ ค้าขายก็เหมือนกัน เอาของไปขาย ไปซื้อ ก็มีการนัดกันตามเวลาและสถานที่ หน้าวัดนั้น วัดโน้น มีตลาดนัดกี่ค่ำ กี่แรม ห่างออกไปอีกตำบลหนึ่ง หมู่บ้านหนึ่ง อีกหน้าวัดหนึ่งก็มีตลาดนัดอีก กี่คำกี่แรมก็ว่ากันไป โดยมีหลักสำคัญว่าจะต้องมีระยะห่างกัน ไม่มีตลาดนัดซ้ำซ้อนกัน

การที่มีระยะห่างนั้นก็มาจากที่คลุมรัศมีการเดินทางเป็นหลัก ขืนพายเรือเป็นชั่วโมงเพื่อไปซื้อไปขายนั้นไม่ไหว ออกแต่เช้ามืด พอขากลับตะวันตรงหัว เหนื่อยตายชัก ระยะเวลาห่างของตลาดนัดนั้นไม่ต่ำ 57 วัน เพราะพอดีกับของที่ซื้อมาหมดพอดี สมัยก่อนไม่มีตู้เย็น

การซื้อการขายสมัยก่อนนั้น คนซื้อหรือคนขายก็เป็นคนเดียวกัน แรกเริ่มจริงๆ เป็นการแลกกัน ตีราคากันตามความพอใจ สมมติว่าเอามะพร้าวไป 2 ทะลายแลกกับกระจาดมาคู่หนึ่ง หรือได้แห มาปากหนึ่ง เอาข้าวสารไป 5 ถังได้เกลือกับปลาเค็มมาหน่อยหนึ่ง เรื่องเงินมาเป็นเครื่องสมมติตีค่าแทนของกันนั้นมาทีหลัง

เรือสินค้าที่ค้าขายโดยเฉพาะมีครับ เป็นเรือขนาดใหญ่เหมือนเซเว่นอีเลฟเว่นลอยน้ำมีทุกอย่างเหมือนกัน เรือสินค้านี้ไปเอาเกลือ ปลาเค็ม ถ่าน เข้าไปขายแถบทำนา แล้วเอาข้าวกลับไปขายแถบทำนาเกลือ เรือขายโอ่ง ชาม ไห ก็เร่ไปได้ทุกที่ที่มีตลาดนัด

ตลาดนัดบนบก หรือกลางท้องทุ่งก็มี ซึ่งมีหลักการเดียวกัน คือไม่ไกลเกิน ที่จะหาบ แบก กระเดียดกระจาด กระด้งทูนหัวไปกัน

ตลาดนัดใช่ว่าจะไปซื้อไปขายเอาของกลับบ้านเท่านั้น จะมีของกินเพียบ อยากกินก๋วยเตี๋ยว ขนมน้ำแข็งก็มี

นั่นคือรูปแบบของตลาดนัด ซึ่งมีมาจนกระทั่งถึงตลาดนัดในปัจจุบัน รูปแบบวิธีคิดก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่าสินค้าที่ขายเป็นไปตามยุคสมัยและสังคมและเศรษฐกิจเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน ก็นี่เองคือตลาดนัดครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท