
หลวงพ่อคืน ปสันโน คืนสิ้นไม่ข้องเปล่า (จบ)
สัปดาห์ที่แล้วเล่าเรื่อง หลวงพ่อคืน ปสันโน ไม่จบ เพราะเห็นว่าประวัติของท่านมีรายละเอียดที่น่าสนใจ และจะเป็นประโยชน์ต่อนักปฏิบัติทั้งหลาย จึงให้รายละเอียดไว้ค่อนข้างมาก....
สัปดาห์ที่แล้วเล่าเรื่อง หลวงพ่อคืน ปสันโน ไม่จบ เพราะเห็นว่าประวัติของท่านมีรายละเอียดที่น่าสนใจ และจะเป็นประโยชน์ต่อนักปฏิบัติทั้งหลาย จึงให้รายละเอียดไว้ค่อนข้างมาก....
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
สัปดาห์ที่แล้วเล่าเรื่อง หลวงพ่อคืน ปสันโน ไม่จบ เพราะเห็นว่าประวัติของท่านมีรายละเอียดที่น่าสนใจ และจะเป็นประโยชน์ต่อนักปฏิบัติทั้งหลาย จึงให้รายละเอียดไว้ค่อนข้างมาก
หนก่อนว่าด้วยชาติภูมิ และหนทางแรกปฏิบัติของท่าน ซึ่งได้รับการชี้แนะจากกัลยาณธรรม ตามด้วย หลวงปู่ดูลย์ อตุโล มาจบอยู่ที่ไปปฏิบัติกับ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ที่วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย ท่านปฏิบัติมาถึงขั้นหสิตุปบาท คือ จิตยิ้ม รายละเอียดหลังจากนั้นมีดังนี้...
เมื่อพ่อขาวคืนกำหนดจิตหยุด แล้วปรากฏว่า “มันพุ่งขึ้นมาเลย จิตมันยิ้มออกมาจากภายในเป็นหสิตุปบาท เป็นกิริยาจิตยิ้มเอง โดยปราศจากเหตุ แต่เป็นการยิ้มเยาะกิเลส”
ถึงตรงนี้เกิดรู้สึกดีใจ ร้องอยู่ในใจว่า “เลิกข้องเปล่าแล้ว เราเลิกข้องเปล่าแล้ว”
เมื่อนำความไปกราบเรียนหลวงปู่เทสก์
“กิเลสมันยังไม่หมดหรอก...” หลวงปู่เทสก์ท่านว่า
“กิเลสมันยังไม่หมดหรอก ให้มาพิจารณาตัวอีก ให้มันหมดเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเข้าใจไหม”
แม้ในพรรษานั้นท่านจะได้แนวทางดังว่า แต่ยังไม่อาจทะลุผ่านไปได้ แต่การไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่เทสก์คราวนั้นก็ถือว่าสำเร็จตามปรารถนา
สำเร็จเพราะ “ตกกระแสธรรมและเลิกข้องเปล่าเสียที”
แล้วท่านตกกระแสธรรมขั้นไหน?
ความนี้มีร่องรอยอยู่ในคำกล่าวของหลวงปู่เทสก์ที่กล่าวกับพระเณรวัดหินหมากเป้งว่า “(ผ้า) ขาวนี้ภาวนาเก่งนะ พวกพระเราอย่าไปเที่ยวใช้ขาวนี้นะ จะบาปเสียเปล่าๆ”
หลังกลับจากวัดหินหมากเป้งเมื่อปี 2518 กระทั่งปีถัดมา ความก้าวหน้าทางจิตของผ้าขาวคืนก็ยังไม่ถึงไหน แต่ช่วงนั้นก็ได้ตามคณะไปกราบพ่อแม่ครูอาจารย์ทั้งหลายอยู่เป็นนิจ ไม่ว่าหลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่เทสก์
การปฏิบัติของท่านประสบจังหวะการเปลี่ยนผ่านครั้งที่ 3 เมื่อไปกราบแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ ที่วัดห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
คุณแม่ชีแก้วฟังคณะศรัทธาเล่าว่า ไปกราบพ่อแม่ครูอาจารย์รูปนั้นรูปนี้มาแล้วให้สติว่า “พวกโยมมีบุญมากนะที่ได้กราบ แต่ครูบาอาจารย์ดีๆ แต่ดีแต่เฉพาะอาจารย์แหละ พวกโยมไม่ได้ดีด้วยหรอก เพราะพวกโยมเอาแต่กราบและเคารพ ไม่ปฏิบัติตามท่านอย่างจริงจัง ความดีที่แท้จริงจึงยังไม่เกิด”
“การปฏิบัติไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอก ให้พิจารณาในกาย ยาววา หนาคืบ กว้างศอกของเรานี้แหละ”
ใครจะเกิดสติจากคำเตือนนี้บ้างหรือเปล่าไม่รู้ แต่สำหรับพ่อขาวคืนนั้นมันสั่นสะเทือนหัวใจนัก ท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า แค่บวชเป็นผ้าขาวอยู่กับหลวงปู่เทสก์ไม่ถึงพรรษายังมีอานิสงส์เพียงนี้ ถ้าออกบวช ไม่ยุ่งทางโลก น่าจะได้รับผลมากกว่านี้
ในวันที่ 2 ก.ค. 2519 นายคืนผินหลังให้ทางโลก เข้ารับการอุปสมบทที่วัดป่าไตรวิเวก ขณะอายุ 57 ปี เป็นพระคืน ปสันโน โดยมีหลวงปู่ดูลย์ เป็นพระอุปัชฌาย์
บวชแล้วท่านไปเก็บตัวภาวนาอยู่ที่วัดป่าแก้ว โดยได้รับการบ้านจากหลวงปู่ดูลย์ไปปฏิบัติข้อหนึ่ง นั่นคือให้ “แยกผมเส้นเดียว”
ในใจนั้นอยากจะเผารูปเหมือนผ้าขาวโบว์บ้าง เพราะเขาเผาแล้วได้นิพพาน หลวงปู่ดูลย์ปรามๆ ไว้ว่า “เผาทำไม จริตไม่เหมือนกัน”
จะเพราะจิตมันตั้งใจอยู่อย่างนั้นหรืออย่างไรไม่ทราบ พอพิจารณาผมเส้นเดียวแล้วก็อดเผาผมไม่ได้ แต่เผาผมเส้นเดียวนั้นเผาอยู่หลายวัน ทำอย่างไรมันกลับไหม้ไม่หมดเสียที สุดท้ายต้องกลับไปพิจารณาผมเส้นเดียวแบบหลวงปู่แนะนำ
วิธีการของท่านคือ กำหนดดูผมเส้นเดียว พอเห็นเป็นเส้นใหญ่ๆ ขึ้นมาแล้วใช้ปัญญากำหนดเป็นมีดบางคมขึ้นมาแล้วขูดเส้นผมตามแนวยาวลงไปจนถึงราก ขูดทุกๆ วันจนมันขาดออกทีละน้อยๆ พอวันใกล้จะหมด จิตก็ระเบิดขึ้นมาอย่างรุนแรง เวลานั้นท่านว่าเผลอมองไปทางทิศใต้ เห็นเขาพนมดงราบเรียบไปหมด หันมาดูต้นยางใหญ่ข้างกุฏิก็ละลายหายไปหมด มองไปทางเขาพนมรุ้ง เขาพนมรุ้งก็ราบเรียบ เขาสวายไม่ผิดเช่นเดียวกัน
ความรู้หนึ่งผุดขึ้นมาในใจว่า ทำผิดเสียแล้ว จึงวกกลับมาหยุดกับผู้ดู จะหยุดกับผู้รู้แต่ไม่สำเร็จ ใจอยากกลับไปถามหลวงปู่ดูลย์ แต่ติดพรรษาอยู่ เวลานั้นไม่รู้ว่าสงฆ์มีเกณฑ์ให้สัตตาหะในพรรษาได้ ท่านก็เลยวนเวียนอยู่อย่างนั้น กระทั่งวันหนึ่งไปนึกถึงหินก้อนใหญ่ที่วัดหินหมากเป้ง แล้วพิจารณาจนหินละลายหายไปในแม่น้ำ ตามไปดูจนมันทะลุไปสุดจะหยั่ง เลยถอยจิตมาอยู่กับความว่างข้างบน
เมื่อหวนนึกถึงคำสอนของหลวงปู่ดูลย์บางคำที่ว่า ให้ทำจิตอยู่บนไม่มีอะไร ก็นึกว่าตัวเองได้นิพพานแล้ว
“นี่แหละนิพพานล่ะ เพราะหลวงปู่เคยสอนว่า จงทำจิตให้อยู่บน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น นั่นแหละนิพพาน” ท่านว่ากับตัวเอง
พ้นพรรษาก็ไปกราบเรียนหลวงปู่ดูลย์ว่า “ผมถึงนิพพานแล้วครับ ที่วัดป่าแก้ว”
“ถึงแบบไหน” ท่านถามแล้วก็รับฟังจนจบ ก่อนสรุปขึ้นมาแบบเรียบๆ ว่า “ไม่ใช่นิพพานหรอก”
“ไม่ใช่ยังไงหลวงพ่อ ก็หลวงพ่อสอนว่าจงทำจิตให้ตั้งอยู่บนไม่มีอะไรทั้งสิ้น แล้วนี่ผมก็ไปอยู่บนไม่มีอะไรแล้ว ผมว่านิพพานนะหลวงพ่อ”
หลวงปู่ดูลย์ก็เน้นเสียงแบบยาวๆ อีกครั้งว่า “ไม่ใช่นิพพาน...นิพพานอะไรอย่างนี้ ตัวอยู่ป่าแก้ว แต่ไปนิพพานบนแม่น้ำโขง”
พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านว่า ไม่ใช่นิพพาน ยังไปไม่ถึงนิพพาน ก็เลยได้แต่กลับไปวัดป่าไตรวิเวก ภาวนาต่อไป
ภาวนาแล้วก็ยังไม่ได้ผล แต่ก็แวะเวียนไปขออุบายใหม่ๆ จากหลวงปู่ดูลย์อยู่เรื่อย โดยหวังว่ามันน่าจะได้ผลสักอย่างละน่า บ่อยเข้าก็ถึงกับบ่นออกมาว่า “ทำไมถึงทำยากแท้” หลวงปู่ดูลย์ท่านก็ตอบให้ว่า “ถ้าง่ายอย่างงั้นก็ได้ทุกคนสิ”
ท่านว่าภาวนาไปบางวันก็สว่างไสว บางวันก็มืดๆ มัวๆ พอไปบอกหลวงปู่ดูลย์ท่านก็พูดขึ้นว่า “วิญญาณแฝง”
“แฝงยังไง ผมไม่รู้เลย”
“ถ้าเข้าใจก็ได้ไปแล้วซิ นี่ไม่เข้าใจ จึงไปไม่ได้”
แล้วท่านก็แนะว่า “ให้ดูข้างหน้าใกล้ๆ ระยะปลายจมูกนี่แหละ อย่าไปดูห่างนัก สังเกตดูด้วยปัญญา ถ้าเป็น (วิญญาณแฝง) ให้จับทิ้ง แล้วแต่อุบายจะเอาออก”
เมื่อไปพิจารณาตามพ่อแม่ครูอาจารย์สอน หลวงพ่อคืนก็พบว่า วิญญาณแฝงที่ว่านั้นมีลักษณะเป็นปรมาณู เป็นตัวเล็กๆ คล้ายลูกน้ำอยู่เต็มหน้า เลยใช้ปัญญากวาดไปกวาดมา ไม่ได้หยิบออกตามหลวงปู่ว่า ผลที่เกิดขึ้นคือ มันว่างขึ้นๆ เรื่อยๆ ถึงที่สุดมีควันเหมือนเลขหนึ่งไทยที่เขียนจากหางไปหัวปรากฏขึ้นพบครบตัวก็ลบหายไป ในใจก็ว่า นี่ลบสมมตินี่นา
พอเรียนหลวงปู่ดูลย์ทราบ ท่านก็ว่า “ให้หยุดคิด ให้พยายามหยุดคิด หยุดให้ได้จริงๆ นะ มันจะยิ่งว่างกว่านี้อีก”
ผลจากการปฏิบัติตามว่า ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คือ ว่างมหาศาล ว่างสุดลูกหูลูกตา
ว่างแล้วไง?
ไปกราบเรียนหลวงปู่ดูลย์ ท่านก็ว่า “อย่างงี้ก็ไม่เอา เพราะว่างนี้ก็ยังถูกเขารู้ ให้พยายามดึงความว่างนั้นเข้ามาใกล้ๆ ปลายจมูก แล้วให้ใช้ปัญญาแทงจากข้างบนลงมา”
ทำตามนั้นปรากฏว่าได้ผลมากขึ้นตามลำดับ
แล้ววันหนึ่ง “มันก็ระเบิดขึ้นมา ระเบิดแรงมาก แล้วจิตก็ยิ้มขึ้นมาอีก”
หนนี้ไปกราบเรียนหลวงปู่ดูลย์ ท่านฟังแล้วหลับตาลงเหมือนกับเข้าสมาธิ ครู่หนึ่งก็ลืมตาขึ้นแล้วกล่าวขึ้นว่า “อย่างงี้ มันไปเองหรอก จิตขั้นนี้แล้ว มันค่อยเป็นไปเองหรอก”
ระหว่างที่มันค่อยเป็นไปเองนั้น ในช่วงราวหลังพรรษาที่ 2-4 ก็มีธรรมะปรากฏขึ้นมาในระหว่างพิจารณาว่า
“ทานอบรมศีล ศีลอบรมสมาธิ
เมื่อสมาธิตั้งมั่น ปัญญาจะรุ่งเรือง
เมื่อปัญญารุ่งเรือง สังขารจะแตก
เมื่อสังขารแตก จิตจะเป็นอิสระ”
ท่านว่าเมื่อยกข้อธรรมนี้ไปเทียบเคียงกับที่เป็นมาทั้งหมดในชีวิต ก็พบว่าลงกันได้เป็นอย่างดี
“ทานเราก็ทำมาแล้ว สละจากบ้าน จากเมือง โกนผม โกนคิ้ว นี่เรียกว่า ทานศีล เราก็รักษาข้อวัตรปฏิบัติมาด้วยดี เรียบร้อยทั้งกาย วาจา และใจ สมาธิ เราก็เป็นคือพยายามให้จิตตั้งมั่นอยู่เสมอๆ
ส่วนปัญญาเราก็มีขึ้นตามลำดับและได้ใช้ไปในการพินิจพิเคราะห์ ไล่สังขารดูว่า จิตนั้นมันไปคิดอะไร อะไรที่จิตไปเกาะเกี่ยว มีแต่จิตเราไปเกาะเกี่ยวเรื่องภายนอก ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น มันมาเกาะเกี่ยวเรา เราเองต่างหากที่ไปเกาะเกี่ยวเขา เราได้พยายามไล่อยู่อย่างนี้ แล้วก็หยุดอยู่กับผู้ไล่หรือผู้รู้”
ไม่มีบันทึกไว้ว่า “...จิตขั้นนี้แล้ว มันค่อยเป็นไปเองหรอก” อย่างที่หลวงปู่ดูลย์ว่านั้น มันเป็นไปในวันไหน เมื่อเวลาใด ที่ท่านอยู่กับผู้รู้ แล้วทำลายผู้รู้ไปเมื่อไหร่ เพราะประสบการณ์ภาวนาที่ว่ามานั้นเกิดขึ้นในช่วงปีต้นๆ ที่ท่านเริ่มชีวิตสมณเพศ หลวงพ่อคืนเจริญในธรรมยืนยาวมาอีกสิบกว่าปี กระทั่งปี 2536 ท่านถึงละสังขาร
ศิษย์บางรูปของท่านได้บันทึกไว้ว่า แม้หลวงปู่ดูลย์จะรับรองแล้วว่า “...จิตขั้นนี้แล้ว มันค่อยเป็นไปเองหรอก” แต่หลวงพ่อคืนท่านก็ว่า “มัวรอให้มันเป็นไป ไม่รู้จะเมื่อไหร่หรอก อาจจะตายเสียก่อนก็ไม่รู้ หากประมาทไปจะเสียเวลาเปล่าๆ”
ท่านพยายามฝึกจิตและแก้ไขด้วยประการต่างๆ รวมทั้งมีจดหมายไปกราบเรียนถามหลวงปู่เทสก์ หลวงปู่เทสก์ก็แนะว่า “ผู้รู้ยังอยู่ตราบใด สิ่งที่ถูกรู้ยังจะมีอยู่ตราบนั้น ให้พยายามมาหยุดอยู่กับผู้รู้ แล้วมันจะเป็นไปเอง ผมทำแบบนี้”
ที่สุดท่านหาวิธีการแก้ไขปัญหาตัวเองได้โดยใช้วิธีการซึ่งต่อมาท่านเรียกว่า “การชำเลืองปัญญา”
มีคำอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า เมื่อหลวงพ่อคืนกำหนดสมาธิแล้ว จิตไปติดอยู่กับสิ่งที่ถูกรู้ละเอียดๆ อยู่ข้างหน้า ท่านก็ใช้ปัญญาชำเลืองไปทางซ้ายก็พบว่ามีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไร เมื่อเทียบกับข้างหน้า พอลองชำเลืองทางขวาก็พบลักษณะเดียวกัน จากนั้นท่านจึงใช้ปัญญายกเอาความว่างนั้นมาไว้แทนสิ่งที่ถูกรู้นั้น
ด้วยวิธีการนี้ทำให้เกิดความแปลกในจิตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อทำจนชำนาญถึงที่สุดก็รับรองตนเองได้ว่า “ช่วยตัวเองได้แล้ว เอาตัวเองรอดแล้ว สมาธิจะไม่เสื่อมอีกแล้ว”
หลวงพ่อคืนละสังขารในวันที่ 26 ธ.ค. 2536
วันนั้นท่านสรงน้ำเสร็จก็มานั่งที่บันไดหน้ากุฏิ แต่เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ จึงเข้าห้องน้ำ ออกมาแล้วบอกว่า ร้อนมากจึงถอดอังสะออก พอนอนลงก็ว่า แน่นท้องมากแล้วเหงื่อกาฬก็ถะถั่งออกมา อาการหายใจไม่ค่อยออกปรากฏขึ้นแล้ว ท่านก็ค่อยๆ นิ่งเงียบไป
เมื่อศิษย์นำตัวส่งถึงโรงพยาบาลปรากฏว่า แพทย์ลงความเห็นว่า ท่านมรณภาพไปตั้งแต่อยู่ที่วัดแล้วด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
เป็นการละสังขารหลังเจริญในธรรมมาร่วม 40 ปี
เป็นการละไปโดย “ช่วยตัวเองได้แล้ว เอาตัวรอดได้แล้ว”







