
คุณค่าแห่งพระวินัย...ที่ชาวพุทธควรเข้าใจ (ตอน๘)
ปุจฉา : นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ได้อ่านธรรมส่องโลก ในเรื่องที่เกี่ยวกับการบัญญัติวินัย ว่าด้วยเรื่องการลักทรัพย์ ถึงขั้นปาราชิก คือขาดจากความเป็นพระสงฆ์ และท่านอาจารย์เทียบเคียงให้เห็นคุณประโยชน์ ของการบัญญัติวินัยหรือศีลไว้อย่างแข็งแรงของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการไม่ปล่อยให้พระสงฆ์ประพฤติออกนอกกรอบความเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า อ่านแล้วได้สาระความรู้อย่างยิ่งในสิกขาบทที่ ๒ จากจำนวน ๔ สิกขาบทของโทษปาราชิก
จึงใคร่ขอให้ท่านอาจารย์แสดงความสำคัญในเนื้อหาสาระอีก ๓ สิกขาบท ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร มีสาระที่จะนำมาใช้ประโยชน์กับการบริหารประเทศอย่างไรบ้าง หากไม่เป็นการรบกวน ขอพระอาจารย์ช่วยเขียนตอบให้ด้วย ผ่านคอลัมน์ธรรมส่องโลก เพื่อการศึกษาของชาวพุทธที่ควรรู้
นมัสการด้วยความเคารพยิ่ง
ศรัทธาธรรมส่องโลก
“ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตรา อันจะปลิดชีวิตให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่อให้ตาย... ดังนี้ เธอมีจิตใจอย่างนี้ มีความหมายหลายอย่าง อย่างนี้ พรรณนาคุณในความตายก็ดี ชักชวนเพื่ออันตายก็ดี โดยหลายนัย แม้ภิกษุนั้นก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”
วิสัชนา : โดยความอดทน ในความหมายของ “ตีติกขาขันติ” นี้ เป็นความงามเลิศของพระสงฆ์ เพราะเป็นความหมายของความอดทนอดกลั้นต่อความยั่วยวน เย้าใจ กับสภาพแห่งอารมณ์ที่เร้าใจให้ถูกใจ (อิษฐารมณ์) หรือไม่ถูกใจ (อนิษฐารมณ์) หรือความชอบ ความไม่ชอบ ที่เกิดจากอารมณ์ที่ถูกใจ ไม่ถูกใจ ซึ่งขันติประเภทนี้ต้องใช้กำลังการอดทนสูงมาก เพราะเป็นสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นทางจิตใจ การใช้มโนธรรมขั้นนี้สูงมาก ในฐานะของผู้มีอุดมการณ์ขั้นสูง ที่ต้องการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้ถึงความสิ้นทุกข์ ดังเช่น พระภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
การควบคุมการประพฤติการปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับพระพุทธศาสนา จึงทรงบัญญัติปรับโทษหนักที่สุด ซึ่งภิกษุต้องเข้าแล้ว ต้องขาดจากความเป็นภิกษุ
แม้ในสิกขาบทที่ ๓ ของปาราชิก ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งว่าด้วยการฆ่ามนุษย์ หรือการพรากกายมนุษย์จากชีวิต ก็เป็นโทษปาราชิก จากความเดิมก่อนเกิดปฐมบัญญัติขึ้น พระภิกษุได้ฟังพระธรรมเทศนา ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงพรรณนาคุณแห่งอสุภกรรมฐาน สรรเสริญคุณแห่งการเจริญอสุภกรรมฐาน เมื่อภิกษุทั้งหลายพากันเจริญอสุภกรรมฐานแล้ว ก็ให้อึดอัดระอา เกลียดชังร่างกายของตน สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคได้ทรงหลีกเร้นอยู่ในที่สงัดโดยลำพังตลอดกึ่งเดือน ภิกษุเหล่านั้นได้เข้าถึงอารมณ์แห่งความเบื่อหน่ายในธาตุขันธ์
จึงได้ปลงชีวิตตนเองบ้าง วานกันและกันปลงชีวิตบ้าง ตลอดจนว่าจ้างให้ผู้อื่นช่วยปลงชีวิตบ้าง จนภิกษุได้ล้มตายกันไปเยอะ ต่อมาครบกึ่งเดือน พระพุทธองค์ทรงเสด็จออกจากที่หลีกเร้น และทราบความดังกล่าวจากพระอานนท์ จึงทรงสั่งให้ประชุมสงฆ์ในนครเวสาลี แล้วทรงแสดงอานาปานสติกรรมฐาน สรรเสริญคุณของอานาปานสติ หลังจากปรับสภาพจิตใจของภิกษุให้สมบูรณ์ด้วยธรรมปฏิบัติดังกล่าวแล้ว จึงได้ทรงสอบถามความจริงในเรื่องดังกล่าวจากภิกษุ ซึ่งกราบทูลเล่าเรื่องตามความเป็นจริงทุกประการ
พระพุทธองค์ทรงติเตียนเป็นอันมาก แล้วมีพระบัญญัติว่า “ภิกษุใด จงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต เป็นปาราชิก”
และมีพระอนุบัญญัติเกิดขึ้น จากกรณีพระฉัพพัคคีย์ ซึ่งมีจิตปฏิพัทธ์ในภรรยาของอุบาสกผู้เป็นไข้คนหนึ่ง จึงมีเจตนาแสร้งพรรณนาคุณแห่งความตายแก่อุบาสกนั้น เพื่อโน้มน้าวให้อุบาสกเข้าใจผิด สำคัญว่าตายเสียดีกว่าอยู่ ตายจากโลกนี้แล้วจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ซึ่งอุบาสกก็ได้เห็นจริงตามนั้น จึงได้รับประทานโภชนะที่แสลง จนเกิดป่วยหนักถึงแก่ความตาย ต่อมาภรรยาของอุบาสกดังกล่าวได้เพ่งโทษว่า พระสมณะนี้ไม่ละอาย พูดเท็จ ปราศจากความเป็นสมณะ พรรณนาคุณแห่งความตายแก่สามีของเรา สามีเราถูกสมณะนี้ทำให้ตาย
เรื่องดังกล่าวได้ถูกแพร่กระจายไปยังคนกลุ่มอื่นๆ และได้เพ่งโทษติเตียน จนความทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ทรงมีพระอนุบัญญัติในข้อสิกขาบทดังกล่าวว่า
“อนึ่ง ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตรา อันจะปลิดชีวิตให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่อให้ตาย... ดังนี้ เธอมีจิตใจอย่างนี้ มีความหมายหลายอย่าง อย่างนี้ พรรณนาคุณในความตายก็ดี ชักชวนเพื่ออันตายก็ดี โดยหลายนัย แม้ภิกษุนั้นก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”
จากสิกขาบทที่ ๓ ในปาราชิกตามที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า มาจากพื้นฐานของคุรุธรรม หรือศีล ๕ เรื่องห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตในข้อที่ ๑ แต่ประณีตและละเอียดตรงที่มุ่งไปสู่ “การห้ามการฆ่ามนุษย์” เป็นวัตถุหลัก เพื่อเป็นการป้องกันสังคม เพื่อให้ดำรงสืบเนื่องไปอย่างปกติ หรือไม่ทำให้สังคมของมวลมนุษย์เกิดความพินาศ ในสิกขาบทข้อนี้ จึงมุ่งเน้นรักษาและปกป้องให้มนุษย์ดำรงวิถีชีวิตไปอย่างมีความปกติ โดยการจัดให้มีวินัยหรือศีลขึ้นมาควบคุมดูแลในเรื่องดังกล่าว
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







