
คุณค่าแห่งพระวินัย...ที่ชาวพุทธควรเข้าใจ (ตอน๖)
ปุจฉา : นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : นมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส
ได้อ่านธรรมส่องโลก ในเรื่องที่เกี่ยวกับการบัญญัติวินัย ว่าด้วยเรื่องการลักทรัพย์ ถึงขั้นปาราชิก คือขาดจากความเป็นพระสงฆ์ และท่านอาจารย์เทียบเคียงให้เห็นคุณประโยชน์ของการบัญญัติวินัยหรือศีลไว้อย่างแข็งแรงของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการไม่ปล่อยให้พระสงฆ์ประพฤติออกนอกกรอบความเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า อ่านแล้วได้สาระความรู้อย่างยิ่งในสิกขาบทที่ ๒ จากจำนวน ๔ สิกขาบทของโทษปาราชิก
จึงใคร่ขอให้ท่านอาจารย์แสดงความสำคัญในเนื้อหาสาระอีก ๓ สิกขาบท ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร มีสาระที่จะนำมาใช้ประโยชน์กับการบริหารประเทศอย่างไรบ้าง หากไม่เป็นการรบกวน ขอพระอาจารย์ช่วยเขียนตอบให้ด้วย ผ่านคอลัมน์ธรรมส่องโลก เพื่อการศึกษาของชาวพุทธที่ควรรู้
นมัสการด้วยความเคารพยิ่ง
ศรัทธาธรรมส่องโลก
วิสัชนา : ก่อนบัญญัติสิกขาบทแต่ละข้อ ซึ่งมีอยู่ ๑๐ ประการ คือ
๑.เพื่อความดีงามที่เป็นไปโดยความเห็นชอบร่วมกันของสงฆ์
๒.เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์
๓.เพื่อคำรามคนหน้าด้าน ไม่รู้จักอาย
๔.เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลงาม
๕.เพื่อปิดกั้นความเสื่อมเสีย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ที่จะมีในปัจจุบัน
๖.เพื่อบำบัดความเสื่อมเสีย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ที่จะมีในภายหลัง
๗.เพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส
๘.เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของคนที่เลื่อมใสแล้ว
๙.เพื่อความดำรงมั่นแห่งสัทธรรม
๑๐.เพื่อส่งเสริมความเป็นระเบียบเรียบร้อย สนับสนุนวินัยให้หนักแน่น
จากที่กล่าวมาทั้งหมดโดยสรุป เพื่อแสดงให้เห็นรากฐานการเกิดเติบโตของพระวินัย ที่มาจากหลักคุรุธรรม หรือศีล ๕ ของโลกที่มีอยู่เป็นปกติแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ชมพูทวีป ซึ่งได้ถูกนำมาปฏิรูปให้เป็นไปตามฐานะความเหมาะสม และเพื่อประโยชน์ทั้งของผู้ปฏิบัติและภาคสังคม หรือบุคคลอื่นๆ ที่จะได้รับผลประโยชน์สุขโดยธรรม จากการรักษาศีล บำเพ็ญวัตร ทำตามระเบียบแบบแผนพิธี อย่างสัตบุรุษผู้รู้ทั้งหลายที่ได้ถือปฏิบัติ ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ แสดงถึงเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นความดีงามและประโยชน์สุข โดยเฉพาะของภาคสังคม ซึ่งนี่เองจึงเป็นจุดเด่นของพระพุทธศาสนา ที่บัญญัติสิกขาบทน้อยใหญ่ไว้อย่างน่าสนใจศึกษา
มีความลุ่มลึก ละเอียด สวยงาม สานสัมพันธ์กันอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะความเป็นประโยชน์แห่งการดำรงอยู่ของสงฆ์ ซึ่งบทบาทในส่วนของสงฆ์และสังฆกรรมทั้งหลายจะต้องเป็นไปด้วยดี ทั้งนี้ เพราะสงฆ์จะต้องมีความสามัคคี ไม่แตกแยก ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย้ำ ความสำคัญของสังฆเภทและสังฆสามัคคี ดังที่ทรงตรัสไว้ว่า สังฆสามัคคีเป็นธรรมเอก ที่เมื่อเกิดมีในโลกก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของพหูชน หรือดังพระบาลีที่กล่าวว่า “สุขา สังฆัสสะ สามัคคี” แปลว่า ความสามัคคีในหมู่สงฆ์ย่อมนำความสุขมาให้
ดังนั้น เรื่องของศีลในทางสังคมซึ่งจัดอยู่ฝ่ายวินัยนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่มีเจตนาเพื่อมุ่งจัดความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อให้มีสภาวะที่เกื้อกูล เกิดความเจริญงอกงามของชีวิตในส่วนตนและส่วนรวม อันควรได้รับประโยชน์จากความประพฤติแห่งตนตามสิกขาบทนั้นๆ ดังที่กล่าวมาตามเจตนาแห่งศีลในระดับวินัย “ตนก็มีความสุข... กับคนก็มีความสงบเรียบร้อย ดีงาม...” ตามที่ปรากฏในสิกขาบท ๔ ของปาราชิก ที่เริ่มต้นด้วย สิกขาบทที่ ๑ คือ การเสพเมถุน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงต่อการประพฤติปฏิบัติ เพื่อทำที่สุดแห่งพรหมจรรย์ หรือเพื่อทำความทุกข์ให้สิ้น ซึ่งหากมองย้อนกลับไปที่หลักคุรุธรรม ซึ่งวางศีลขั้นธรรมไว้ในเบื้องต้น เพื่อการควบคุมความประพฤติ มิให้เป็นโทษกับผู้อื่น ก็จะเห็นความปรากฏเกี่ยวเนื่องจัดสัมพันธ์อยู่ในข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจารา...
คือ ให้งดเว้นความเกี่ยวข้องทางกามคุณในบุคคลที่เขาหวงแหนมิได้ยกให้ ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลสิทธิโดยกฎหมาย เช่น การพิทักษ์สิทธิเด็กและเยาวชน ซึ่งในข้อดังกล่าวนี้เป็นการวางกฎระเบียบความสืบเนื่องกับกฎแห่งกรรม หากกระทำการอกุศล ล่วงละเมิดบุคคลที่เจ้าของมิได้ยกให้ หรือบุคคลเหล่านั้นไม่ยินยอม เช่น ลูก ภรรยาของผู้อื่น จึงให้งดเว้นความประพฤติในกามอย่างเด็ดขาด เพื่อความไม่ก่อการอกุศล ทำร้าย หรือเบียดเบียนใคร และเมื่อยกสู่ศีลขั้นวินัยของคฤหัสถ์ ซึ่งประณีตละเอียดยิ่งขึ้นในศีล ๘ และอุโบสถศีล ก็จะพบว่า ในสิกขาบทที่ ๓ นั้น
เป็นการสมาทานสิกขาบท เว้นจากการประพฤติที่มิใช่พรหมจรรย์ ให้ดำรงอยู่อย่างเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ห่างไกลจากกามคุณ เว้นจากการประพฤติของคนที่อยู่กันเป็นคู่ อันเป็นธรรมของชาวบ้าน ซึ่งในองค์ศีลข้อที่ ๓ ในศีล ๘ และอุโบสถศีล จะมุ่งเน้นการปฏิบัติตนแบบพระอริยเจ้า เพื่อสร้างสมบารมี สืบเนื่องการปฏิบัติ ให้น้อมโน้มไปสู่การประพฤติอย่างสมณะในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีจุดมุ่งมั่นในเจตนาธรรมอยู่ที่การละวาง คลายออก ไม่เข้าไปเกี่ยวพันเกี่ยวเนื่องในกามคุณทั้งปวง เพื่อยกระดับจิตให้ถึงวิราคะธรรม เพื่อการทำให้รู้แจ้ง อันหมายถึง การดับสิ้นถึงกิเลสาสวะ
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







