
เจ้าภาพเวิลด์คัพ…ฝนตกทั่วฟ้า หรือ เงินตราต้องมาก่อน
เวิลด์คัพไม่เคยจัดในรัสเซีย คงไม่ใช่เหตุผลหลักเพียงอย่างเดียวที่นำไปสู่การตัดสินเลือกเจ้าภาพที่เตรียมรองรับศึกใหญ่และผลประโยชน์ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันรัสเซีย....
เวิลด์คัพไม่เคยจัดในรัสเซีย คงไม่ใช่เหตุผลหลักเพียงอย่างเดียวที่นำไปสู่การตัดสินเลือกเจ้าภาพที่เตรียมรองรับศึกใหญ่และผลประโยชน์ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันรัสเซีย....
โดย...ทีมข่าวกีฬา
การปฏิเสธประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพแล้ว อย่าง อังกฤษ ในปี 1966 สเปน (1982) สหรัฐ (1994) เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น (เจ้าภาพร่วม 2002) และเทคะแนนให้กับยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลางเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นว่า สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า และเซปป์ แบลตเตอร์ ประธานฟีฟ่า ยังเน้นวิสัยทัศน์สมัยใหม่ นั่นคือ การขยายโอกาสไปสู่ดินแดนใหม่
หลังจากฟีฟ่ามอบเวิลด์คัพครั้งแรกให้กับเอเชีย เมื่อปี 2002 แบลตเตอร์ เผยความต้องการชัดเจนที่จะให้ทัวร์นาเมนต์ครั้งต่อไปลงที่แอฟริกาแม้ในที่สุดพวกเขาจะต้องรอไปอีก เมื่อเยอรมนีตัดหน้าคว้าสิทธิเป็นเจ้าภาพปี 2006 จากตัวเต็งอย่างแอฟริกาใต้ไปครอง
แต่ไม่นานเกินรอความฝันของพวกเขาก็เป็นจริง กับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรกบนดินแดนแอฟริกาในปีนี้ครั้งต่อไป ทัวร์นาเมนต์ลูกหนังยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกจะเดินทางไปบราซิล ในปี 2014 ซึ่งเป็นการกลับไปยังอเมริกาใต้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1978 ก่อนจะเผชิญความท้าทายกับน้องใหม่อีกครั้ง
“เวิลด์คัพไม่เคยจัดในรัสเซีย และยุโรปตะวันออก รวมทั้งดินแดนอราบิกก็รอคอยมานานแล้ว ดังนั้น ผมเป็นประธานที่มีความสุข เมื่อเราพูดถึงการพัฒนาของวงการฟุตบอล” แบลตเตอร์ กล่าวหลังประกาศชื่อผู้ชนะในซูริก
กระนั้นก็ตาม นี่คงไม่ใช่เหตุผลหลักเพียงอย่างเดียวที่นำไปสู่การตัดสินเลือกเจ้าภาพที่เตรียมรองรับศึกใหญ่และผลประโยชน์ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันรัสเซีย นำเสนอแผนสร้างและปรับปรุงสนามใหม่ทั้งหมด 16 สนาม มูลค่า 3,820 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.146 แสนล้านบาท) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการสร้างใหม่ถึง 13 สนาม มากที่สุดในบรรดาคู่แข่งที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ
เช่นเดียวกับ กาตาร์ ที่วางแผนปรับปรุง 3 สนาม และสร้างใหม่อีก 9 สนาม ที่มูลค่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9 หมื่นล้านบาท) ซึ่งรวมถึงการติดตั้งเทคโนโลยีควบคุมสภาพอากาศ ที่จะรักษาอุณหภูมิในสนามอยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส ขณะที่ภายนอกร้อนถึง 50 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือน มิ.ย.
นี่ยังไม่รวมถึงข้อตกลงเรื่องผลประโยชน์และรายได้บางส่วนที่ฟีฟ่าจะได้รับจากทัวร์นาเมนต์ ซึ่งด้วยความพร้อมด้านเศรษฐกิจของทั้งรัสเซียและกาตาร์ น่าจะมีสัญญาที่ดีกว่า
เมื่อบวกกับกฎการเลี่ยงจัดเวิลด์คัพในทวีปเดียวกันต่อเนื่อง ทำให้ อังกฤษ สเปน- โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์-เบลเยียม ซึ่งอยู่ในยุโรป ที่เพิ่งได้เป็นเจ้าภาพไปเมื่อ 4 ปีก่อน เสียเปรียบทันที เมื่อเทียบกับ รัสเซีย ที่ถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่ง
ไม่ต่างกับ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ส่วน กาตาร์ แม้จะอยู่ในเอเชีย แต่ก็ถูกมองเป็นดินแดนตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ในสายตาหลายชาติ ซึ่งนำโดย อังกฤษ ที่มีกรณีกันก่อนตัดสิน หลังจากสื่อผู้ดีเปิดโปงการคอร์รัปชันภายในคณะกรรมการฟีฟ่า มองว่า ฟีฟ่า “ขาย” เวิลด์คัพ ให้กับอำนาจเงินตราจากบ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
“มันยากที่จะเชื่อว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ ผมบอกได้เลยว่าจะไม่มีการเสนอตัวอีก จนกว่าจะรู้ว่ากระบวนการจะเปลี่ยนไปในทางที่เปิดโอกาสให้ผู้เสนอตัวอย่างเราชนะได้” แอนดี แอนสัน ประธานบริหารทีมเสนอตัวของอังกฤษ กล่าว
แอนสัน ต้องการให้ฟีฟ่าใช้วิธีการตัดสินในวงกว้างและโปร่งใสกว่านี้ เนื่องจากปัจจุบันจะโหวตโดยคณะกรรมการบริหารเพียง 24 คนเท่านั้น และลงคะแนนเป็นความลับ ซึ่งเป็นการให้อำนาจผูกขาดแก่คนกลุ่มหนึ่งมากเกินไปและง่ายต่อการคอร์รัปชัน แทนที่จะให้สมาชิกแต่ละชาติโหวต
ว่ากันว่า ไม่กี่นาทีก่อนจะเริ่มลงคะแนนโหวต แบลตเตอร์ยังเตือนคณะกรรมการบริหารของตัวเองเกี่ยวกับ ปีศาจสื่อ” ซึ่งน่าจะพุ่งเป้าไปที่สื่ออังกฤษ และอาจจะมีส่วนทำให้ทีมผู้ดีได้รับเสียงสนับสนุนแค่ 2 เสียง ทั้งที่ลีกลูกหนังได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
“ออสเตรเลีย มีการเสนอตัวดีมาก พวกเขาได้คะแนนเดียว เราก็ดี และเราก็ได้ 2 คะแนน สหรัฐมีการเตรียมตัวมาดีอย่างเหลือเชื่อ และได้ 3 เสียง แค่ 6 คะแนนในรอบแรกระหว่าง 3 ชาตินี้รวมกัน มันไม่ถูกต้องแน่นอน” แอนสัน กล่าว
แจ็ก เรลลี ตัวแทนจากสหพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลีย กล่าวว่า ผู้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพในปี 2022 ตกเป็นเหยื่อการเมืองฟีฟ่า และอำนาจเงินของกาตาร์ โดยอ้างว่า ตัวแทนกาตาร์จัดการยัดเงินไปทั่วมาพักใหญ่แล้ว
ขณะที่สื่อหลายฉบับหยิบยกเรื่องคุณสมบัติด้านฟุตบอล และวัฒนธรรมและการพัฒนามาตั้งคำถามถึงความเหมาะสม อย่างเช่น หนังสือพิมพ์เดลี มิร์เรอร์ ของอังกฤษ เขียนว่า “รัสเซีย รัฐมาเฟียที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน กาตาร์ อาณาจักรล้าสมัยที่ไม่มีอิสระในการพูด ทั้งสองอยู่ในกองเงินน้ำมัน”
ส่วน เอล มุนโด ของสเปน พาดหัวว่า “พลังของก๊าซและน้ำมัน” โดยขยายความว่า รัสเซียและกาตาร์กับโปรเจกต์ที่อ่อนมากทางด้านฟุตบอล แต่โชคดีมากได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพปี 2018 และ 2022
หากจะมองในมุม “ขี้แพ้ชวนตี” ทั้งหมดเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้มีแต่เสียงจากชาติผู้แพ้เท่านั้น แต่สื่อยักษ์ใหญ่ในเยอรมนีอย่าง บิลด์ ยังรายงานว่า “คำอธิบายเพียงบางอย่างสำหรับการตัดสินครั้งนี้ คือ ฟีฟ่าขายเวิลด์คัพให้กับชีก ให้เมืองในทะเลทราย ไม่มีคำอธิบายอื่น มันชัดเจนอยู่แล้วว่ามันคือกฎของเงินตราในซูริก”
เช่นเดียวกับ กัซเซตตา เดลโล สปอร์ต ของอิตาลี ที่บอกว่า เวิลด์คัพจะไปรัสเซียและกาตาร์ พวกเขาเป็นผู้เสนอตัวที่เลวร้ายที่สุด ส่วนสื่อฝรั่งเศสเขียนว่า “ประเทศเล็กที่ไม่มีวัฒนธรรมด้านกีฬาเช่นนี้จะเป็นเจ้าภาพรายการสำคัญได้อย่างไร?”
อย่างไรก็ตาม วลาดิมีร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย ยืนยันว่า พวกเขาคว้าชัยชนะจากการต่อสู้อย่างยุติธรรม และไม่มีการคอร์รัปชันในฟีฟ่า
“คนที่กล่าวหาการคอร์รัปชัน เป็นการกล่าวหาที่ไม่มีมูล ไม่มีเหตุผลเลย และไม่มีการแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น” ปูติน กล่าว
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเหตุผลแท้จริงจะเป็นอย่างไร ก็ควรรู้จักคำว่าแพ้-ชนะ เหมือนอย่าง เจม ลิสซาเวต์ซกี เลขาธิการกีฬาของสเปน
“เราผิดหวัง แต่ก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้”







