
ซาบซึ้งธรรม นำสุขใจ รู้ธรรมแจ้งโลก รู้โลกพบธรรม (๒)
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]
ปุจฉา : ๑) กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโสที่เคารพ
กระผมได้ติดตาม “ธรรมส่องโลก” ทางหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และซาบซึ้งในธรรมะที่พระอาจารย์ได้เผยแผ่เป็นอย่างมาก พร้อมได้เคยขอหนังสือธรรมส่องโลกรวมเล่มมาทางอีเมล ปรากฏว่ายังไม่ได้รับหนังสือ จึงขอความเมตตาขอหนังสือ พร้อมแผ่นซีดีธรรมะ จำนวน ๖ ชุด
นายศักดา จิรถาวรกุล
หมายเหตุ : หนังสือธรรมส่องโลกรวมเล่มที่ ๒ พิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้สนใจติดต่อแจ้งความประสงค์ได้นับแต่บัดนี้
๒) เรียน พระอาจารย์อารยะวังโส
ได้ติดตามอ่านคอลัมน์ของพระอาจารย์มาได้ระยะหนึ่ง และสนใจอยากได้หนังสือรวมเล่มบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ของพระอาจารย์ เพื่อไว้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระศาสนา
ทั้งนี้ จะได้แบ่งปันกับพี่น้องในครอบครัวที่สนใจในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากในขณะนี้ด้วยค่ะ
ขอขอบพระคุณพระอาจารย์อย่างสูงในการให้ความรู้กับพุทธศาสนิกชนอย่างพวกเราค่ะ
นภาพร เขมัษเฐียร
วิสัชนา : บุคคลหลายๆ ท่านเดินทางเข้าสู่การปฏิบัติธรรม โดยให้ความรู้สึกว่าเบื่อหน่าย เกลียดชังโลก ขัดแย้งกับโลก ซึ่งออกจะเป็นความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องนักของผู้ประพฤติธรรมในพระพุทธศาสนา อันมีหลักธรรมการสอนให้รู้เข้าใจ มุ่งเน้นการพัฒนาความคิด ติดปัญญาธรรมที่จิต เพื่อนำไปสู่การผลิตคุณธรรมให้อยู่กับโลกได้อย่างมีความสงบสุข โดยรู้แจ้งในโลกใบนี้ ตามรอยบาทพระพุทธองค์ ซึ่งนำไปสู่การจัดความสัมพันธภาพกับธรรมชาติ ให้เกิดความสมดุลและให้เกิดประโยชน์ร่วมกันกับทุกฝ่าย ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ มิได้มุ่งเน้นเฉพาะประโยชน์สุขส่วนตนเพียงอย่างเดียว แต่ทั้งนี้จะต้องมุ่งหวังการพัฒนาการไปสู่ประโยชน์สุขแห่งตนโดยธรรมเป็นเบื้องต้น ซึ่งต้องเน้นคำว่า “โดยธรรม” เพราะหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้นมิได้เกิดขึ้นมาเพื่อประโยชน์ตน แต่เป็นโทษกับผู้อื่น แต่ในทางตรงข้ามยังเสริมสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างยิ่ง ไม่เป็นโทษกับผู้อื่นเลย หากเกิดผู้ประพฤติธรรมขึ้นในสังคมนั้นๆ ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นประโยชน์โดยตรง แต่โดยสัมพันธภาพทางสังคมที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกัน หรืออาจจะกล่าวว่า โดยทางอ้อมก็พึงจะได้รับผล ซึ่งแท้จริงก็เป็นประโยชน์โดยทางตรงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ต้องคิดพิจารณา จึงจะเข้าใจถ่องแท้ เช่น มีคนดีเกิดขึ้นหนึ่งคนในสังคม ก็ลดคนชั่วไปหนึ่งคน และถ้ามีคนดีมากขึ้น สังคมเหล่านั้นก็จะสงบน่าอยู่ ไม่ต้องหวาดกลัว หวาดเกรง หรือหวาดระแวงต่อกัน มาตรฐานของสังคมก็น่าเชื่อถือ เพราะมีค่าของความดีปรากฏตามคุณของหลักธรรม (ศีลธรรม) และหากพิจารณาให้ลึกเข้าไปในเชิงปรมัตถ์ ก็จะพบว่าคนดี มีคุณธรรม มาอยู่ร่วมกันมากๆ ก็เสมือนหนึ่งมีน้ำสะอาดจำนวนมากมารวมกัน ก็ย่อมเกิดพลังธรรมในองค์รวมของสังคม เกื้อกูลต่อกันในทุกสภาวธรรมดังคำกล่าวที่ว่า “สังคมใดคนดีมีศีลธรรมดำรงตนอยู่ สังคมนั้นจะสงบสุข แม้เทพยดาผู้มีศักดิ์มีฤทธิ์เดชก็จะมาอารักขา” กล่าวเป็นภาษาชาวบ้าน คือสังคมมีคนดี ผีก็คุ้มครองรักษา ฝนฟ้าอากาศธาตุ ก็ไม่วิปริตผิดเพี้ยน ไร่นาพืชสวนก็อุดมสมบูรณ์ ประชาสัตว์ก็สุขใจ ไม่ประพฤติเบียดเบียนต่อกัน...
ดังนั้น การประพฤติธรรม การสื่อสารให้หลักธรรมต่อกัน จึงมีคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะยิ่งในสภาพสังคมปัจจุบันที่วิกฤตเร่าร้อนด้วยไฟกิเลส อันเกิดจากความทะยานอยาก ไม่รู้จบของสัตว์มนุษย์ นำไปสู่การล้นกรอบของการกระทำ ฉีกทำลายกรอบศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมในวิถีพุทธที่เคยดำรงตนอยู่ตามหลักธรรมนำมาซึ่งความสุขของสังคมที่ผ่านมา และแตกต่างกันอย่างยิ่งกับในสภาพสังคม ทั้งนี้เพราะเราทำลายระบบการเรียนรู้เพื่อชีวิตที่บรรพชนส่งสืบต่อกันมายาวนานในสังคม ตามพื้นฐานวิถีพุทธจึงนำไปสู่ความล่มสลายของสังคม ทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งไม่อาจจะรองรับพระธรรมคำสั่งสอนหรือหลักการดำรงชีวิตอย่างสงบสุข ปัจจุบัน ดังเหตุการณ์ที่ดำรงอยู่ ตามวิถีพุทธได้ดังที่ได้พยายามกระตุ้นเตือนจิตใต้สำนึก ให้มีความเห็นชอบในการกลับไปดำรงตนอย่างสันโดษดังเช่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพยายามบอกกล่าวให้ทุกๆ คนได้เข้าถึง เข้าใจ และรู้คุณค่า เพื่อนำไปใช้เป็นหลักการในการดำรงตนในสังคมยุคใหม่ที่เรียกว่า “ไร้พรมแดน” เพื่อกลับคืนสู่ความสงบสุข ที่เคยสืบเนื่องกันมา และก้าวสู่สังคมยุคใหม่อย่างมีพื้นฐาน มีความแข็งแกร่งทางคุณธรรมของสังคม
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสังคมจะผิดเพี้ยนไปอย่างไร เมื่อเราเข้าใจหลักธรรมของพระพุทธองค์ ตามที่ยกพระพุทธดำรัสขึ้นมากล่าวในเบื้องต้นนั้น ก็ให้เราเกิดความสำนึกที่ถูกต้อง เพื่อวางจิตให้ตรงหลักธรรม อันเป็นไปตามแนวทาง มัชฌิมาปฏิปทา ตามที่กล่าวว่าเราไม่ควรดำรงความคิดที่ขัดแย้งกับโลก หรือคับแค้นต่อสภาพที่ปรากฏมีอยู่ในสังคมดังที่ปรากฏมีอยู่ในปัจจุบัน พึงพิจารณาให้ละเอียดแยบคาย มีสติรู้ทัน ปัญญารู้เท่า สิ่งใดเป็นโลกสมมติ โลกโวหาร โลกนิรุตติ โลกสมัญญา ที่บัณฑิตยอมรับและสมมติขึ้น หากไม่ขัดต่อหลักธรรม ก็พึงมีความเห็นชอบในเรื่องนั้นๆ ได้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ากันไปตามสมมตินั้น อันจะทำให้เราอยู่กับโลกได้อย่างไม่ขัดแย้ง และขณะเดียวกัน ก็ไม่สูญเสียความดีที่ประพฤติสั่งสมมา โดยสรุปเรียกว่า “อยู่ให้เย็น อยู่ให้เป็น อยู่ให้ดี อยู่ให้ผีคุ้ม อยู่ให้คนรัก และอยู่ให้มีความสงบสุข”
อ่านต่อฉบับหน้า
**ส่งคำถามหรือ แสดงความเห็นในเรื่องต่างๆได้ที่ คอลัมน์ธรรมส่องโลก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ อาคารบางกอกโพสต์ 136 ถนน ณ ระนอง แยกสุนทรโกษา คลองเตย กทม. 10110 โทรสาร 02-671-3132







