
ถิ่นที่แห่งชีวิต ของ สภา ปาลเสถียร
“ถิ่นที่แห่งชีวิต” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “Addresses” คือหนังสือที่บันทึกความทรงจำของชาวสยามในประเทศอังกฤษระหว่างสงคราม และในยุโรปกับสยามประเทศภายหลังสงคราม ผลงานเขียนโดย “สภา ปาลเสถียร” ซึ่งถูกจัดพิมพ์ตามต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับการจัดพิมพ์ฉบับแปลเป็นภาษาไทย โดย “งามพรรณ เวชชาชีวะ”
“ถิ่นที่แห่งชีวิต” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “Addresses” คือหนังสือที่บันทึกความทรงจำของชาวสยามในประเทศอังกฤษระหว่างสงคราม และในยุโรปกับสยามประเทศภายหลังสงคราม ผลงานเขียนโดย “สภา ปาลเสถียร” ซึ่งถูกจัดพิมพ์ตามต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับการจัดพิมพ์ฉบับแปลเป็นภาษาไทย โดย “งามพรรณ เวชชาชีวะ”
โดย...มัลลิกา
“ถิ่นที่แห่งชีวิต” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “Addresses” คือหนังสือที่บันทึกความทรงจำของชาวสยามในประเทศอังกฤษระหว่างสงคราม และในยุโรปกับสยามประเทศภายหลังสงคราม ผลงานเขียนโดย “สภา ปาลเสถียร” ซึ่งถูกจัดพิมพ์ตามต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับการจัดพิมพ์ฉบับแปลเป็นภาษาไทย โดย “งามพรรณ เวชชาชีวะ”
เนื้อหาที่เกิดขึ้นภายในหนังสือปกแข็งเล่มนี้นอกจากจะมีตัวอักษรแล้วยังมีรูปภาพที่หาดูได้ยากในอดีต และรูปแผนที่เขียนด้วยลายเส้นของผู้เขียนเองประกอบด้วย ถิ่นที่แห่งชีวิต ได้เล่าถึงเรื่องราวของ สภา ปาลเสถียร ในวัยเยาว์ นับระหว่างปี 24812497 ซึ่งเขาได้เป็นหนึ่งในชาวสยามไม่กี่สิบคนที่ใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักร ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
เขาถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของบันทึกอัตชีวประวัติ บอกเล่าเรื่องราวที่เคยได้พบพานสัมผัส ทั้งด้านความสัมพันธ์ทางการทูตของสยามประเทศและสหราชอาณาจักร การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 การตัดสินใจเข้าร่วมสงครามของรัฐบาลไทย ภายใต้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม การตั้งขบวนการเสรีไทย เป็นอาทิ ซึ่งเรื่องราวที่พรั่งพรูออกมาจากความทรงจำของชายในวัยเลยเกษียณมาหลายปี ล้วนเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของการบันทึกประวัติศาสตร์
สภาไม่ได้เป็นนักเขียน และออกตัวไว้ว่าไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการประพันธ์ การเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มแรกในชีวิตนั้นย่อมเป็นการยากและท้าทาย ทว่าได้รับคำแนะนำจาก “เลดี้ ออลก้า เมตแลนด์” นักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษ ให้เขียนเสมือนเล่าเรื่องราวให้ลูกฟัง โดยผ่านทางจดหมาย “พอใช้เทคนิคนี้ทำให้ผมเขียนได้ง่ายขึ้น ผมไม่ใช่นักประพันธ์ การจะเขียนเรื่องสักเรื่องหนึ่งมันยาก ยิ่งเรื่องประวัติศาสตร์ไม่ง่าย พอเขียนเป็นจดหมายมันลื่นทันทีเลย เพราะเขียนจดหมายง่าย เราคุ้นเคยอยู่แล้ว”
แน่นอนว่าเรื่องราวมีมากหลายเหตุการณ์ ในการที่จะไล่ลำดับเรื่องนั้นผู้เขียนได้เลือกที่จะให้รายละเอียดตามที่อยู่ถิ่นอาศัย อย่างไรก็ตาม การบอกเล่าเรื่องราวในอดีตผ่านสายตามุมมองของคนคนหนึ่งนั้นย่อมมีความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวอยู่ด้วย “มันมีอยู่แล้ว อย่างมีเกี่ยวกับการเมืองที่เราไม่ค่อยชอบตอนนี้ อดไม่ได้ พอเขียนก็ใส่ลงไปหน่อย แต่เราไม่ได้พูดถึงการเมืองโดยเฉพาะ แต่เราพูดถึงทั่วๆ ไป อย่างนักการเมืองเมื่อก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยก่อนเขาสุจริตกว่าสมัยนี้”
สภาได้ผ่านวัยเด็กที่ซึมซับความรู้สึกของคนที่ผ่านเหตุการณ์สลดหดหู่ ทั้งได้พบเห็นความยากลำบากของผู้คน การต่อสู้ในสภาวการณ์คับขัน ไหนจะต้องรอนแรมในหลายประเทศ ทั้งฝรั่งเศส อิตาลี และสยาม ในช่วงหลังสงครามโลก การถ่ายทอดนั้นจึงปนเครือด้วยน้ำเสียงอันขมขื่น ที่ผู้อ่านแม้ไม่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ก็สัมผัสได้อย่างจับจิต
“มุมมองสงครามตอนนั้นเป็นการมองผ่านสายตาของเด็กอังกฤษมากกว่าเด็กไทย เพราะตอนนั้นผมพูดไทยก็ไม่ได้ ใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษตลอด สิ่งที่เห็นก็เหมือนกับเด็กอังกฤษอีก 20 ล้านคนในตอนนั้น สิ่งที่ผมจำได้ที่ชัดที่สุดก็คือเวลากลางคืน เพราะกลางวันไม่รู้สึกว่ามีสงครามสักเท่าไหร่ แต่พอกลางคืนนี่ละสงครามจริงๆ ข้าศึกทิ้งระเบิด เราต้องหาหนีภัยไปอยู่ใต้ดินตามที่ต่างๆ ที่ทางรัฐบาลอังกฤษทำไว้ ผมเป็นเด็กไทยคนเดียวในโลกที่ได้นอนหลายสิบคืนเกือบถึงร้อยคืนในสถานีรถไฟใต้ดิน ซึ่งในนั้นลึกมาก อุ่น และไม่ได้ยินเสียงระเบิดเลยรู้สึกมีความปลอดภัย”
ถิ่นที่แห่งชีวิต ถูกจัดพิมพ์ 2 ภาษา คือ ไทยและอังกฤษ ซึ่งเจ้าของผลงานก็ได้ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “ฝากให้อ่านทั้งสองภาษา ไม่ใช่เพื่อกำไร รายได้อะไร แต่ได้ฟีลลิงเต็มที่ เพราะคุณงามพรรณให้ความรู้สึกวูแมนทัช เขียนออกมาแล้วค่อนข้างมูฟวิงมากกว่าที่ผมเขียนภาษาอังกฤษ ผมอ่านเวอร์ชันของคุณงามพรรณบางครั้งน้ำตาไหลด้วย เพราะภาษาไทยทำให้ผมอ่านแล้วมีความรู้สึกมากกว่าอังกฤษ”







