
สร้างชีวิตใหม่ ไม่ทำร้ายโลก
...หนูดี-วนิษา เรซ
&<2288;
สัปดาห์นี้ หนูดีขอคั่นเวลาจากการพาเที่ยวมุกดาหาร ไปดูวิถีแพทย์แผนพุทธ มาพาแฟนคอลัมน์ไปเที่ยวโรงเรียนวนิษาของหนูดีก่อนค่ะ
ทำไมต้อง
“สร้างชีวิตใหม่ ไม่ทำร้ายโลก” ฟังดูแล้วน่าสงสัยนะคะ และต้องถึงขนาดสร้างชีวิตใหม่กันเลยหรือ แต่เมื่อเราลองสังเกตดูจริงๆ แล้ว จำเป็นมาก เพราะภาวะโลกปัจจุบันนี้ แค่ “ไม่ถือถุงพลาสติกไปจ่ายตลาด” มันคงไม่เพียงพออีกแล้ว เราคงต้องทำอะไรมากกว่าถือถุงผ้าแล้วแน่ๆ และเมื่อมองลงไปที่รายละเอียดทีละจุด ก็พบว่า คนเมืองอย่างพวกเรา แค่ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ยังไม่ทันออกจากบ้านเราก็เริ่มต้นกระบวนการทำร้ายโลกกันแล้ว และแม้เรานอนตอนกลางคืน เราก็กำลังทำร้ายโลกทั้งที่หลับเพราะเราแทบทุกคนก็นอนในห้องแอร์และเครื่องปรับอากาศก็ปล่อยสารที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก แม้กระทั่งเวลานอนเราก็ทำร้ายโลกกันไม่หยุด ดังนั้น หากเราต้องคิดใหม่ทั้งหมดสำหรับชีวิตที่เหลือ และอาจจะมีความยุ่งยากบ้างในตอนเริ่มต้น ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะหนูดีไม่เชื่อว่า คนที่ทำร้ายคนอื่นแล้วจะไม่ถูกทำร้ายกลับ มันเป็นกฎเหตุและผลง่ายๆ และนี่ยิ่งเป็นโลกทั้งใบ เรายิ่งต้องคิดให้หนัก เพราะทุกสิ่งที่เราทำไปนั้นต้องมีผลสะท้อนกลับแน่ๆปีนี้โรงเรียนวนิษาทั้งโรงเรียน ทั้งเด็ก ครู ผู้ปกครอง ตกลงกันว่า เราจะเริ่มต้นสร้างชีวิตใหม่ ให้ดูแลโลกมากกว่าเดิมที่เคยทำมา จากที่เราเริ่มปลูกผักออร์แกนิกรับประทานเองมาประมาณหนึ่งปี ได้ผลบ้าง โดนแมลงกินบ้างนั้น ปีนี้เราจะเริ่มลดการใช้สารเคมีในบ้าน เริ่มทำสบู่ ทำแชมพู น้ำยาล้างจาน ทำน้ำยาทำความสะอาดพื้นใช้เอง
เรื่องหนึ่งที่พอลงมือทำแล้วสนุกมาก ก็คือเรื่องขยะ เพราะในโรงเรียนและบ้านนักเรียนอีกประมาณ 250 หลังคาเรือนนั้นมีขยะเหลือมากมาย เราตั้งใจว่า จะทำขยะให้เป็น
“ขุมทรัพย์ขยะ” ให้มากที่สุด และเหลือทิ้งเพียงขยะมีพิษเท่านั้นน่าแปลกนะคะ ของที่เราหยิบๆ ใช้ๆ อยู่นาทีนี้ ดูเป็นของที่มีคุณค่ามากมาย แต่พลิกอีกวินาทีเดียวพอเราตัดสินใจให้เขาเป็น
“ขยะ” เขาก็แทบจะหมดคุณค่าไปเลย และเราก็ต้องรีบกำจัดเขาให้พ้นสายตาไปโดยเร็วที่สุด แต่สสารไม่เคยสูญหายไปจากโลก ดังนั้น แม้เขาไม่เป็นขยะที่รกหูรกตาเราตรงนี้ แต่เขาก็ต้องไปเป็นขยะที่รกโลกอยู่ตรงไหนอีกสักที่เป็นแน่ แม้กระทั่งเวลาที่เราซื้อเครื่องสำอางหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า หรือผักผลไม้สวยๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น ค่าสินค้ายังแทบไม่แพงเท่ากับค่าบรรจุภัณฑ์เลย เรียกว่าเราจ่ายเงินครึ่งหนึ่งหรือกว่าครึ่งให้กับสิ่งที่จะกลายเป็นขยะ ในนาทีที่เราเปิดสินค้าเหล่านั้นออกมาใช้งาน หนูดีเคยไปซื้อของเล่นเด็กเข้าโรงเรียน และเจ้าของบริษัทบอกว่า จะเอาของเล่นแบบไม่มีหีบห่อไหม ทุกอย่างเหมือนกันหมดยกเว้นจะไม่ใส่บรรจุภัณฑ์ให้เท่านั้น พวกเราก็ดีใจเพราะว่าไม่อย่างนั้น พอมาถึงโรงเรียนเราก็ต้องเปลืองแรงงานคนแกะทิ้งอยู่ดีแถมมีขยะอีก แต่เราต้องประหลาดใจซ้ำสองเมื่อผู้ขายลดราคาให้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แปลว่า ค่าหีบห่อราคาเท่าสินค้าพอดี โอ้โฮ “ขยะ” นี่ราคาแพงจริงๆ นะคะขยะอีกอย่างที่น่าเสียดายมาก และหนูดีว่า แม่บ้านต้องเจอกันทุกบ้านวันละมากๆ แน่นอน ก็คือ ขยะอาหารสดจากในครัวนี่เอง เวลาที่เราทำอาหารรับประทานก็จะมีเศษ เช่น ขั้วหรือเปลือกเหลือครั้งละมากๆ หนูดีลองนับดูในครัวที่บ้านที่มีคนอาศัยอยู่เพียงแค่ 4 คนเท่านั้น แต่วันหนึ่งๆ มีขยะสดประมาณ 1 กระบะใหญ่ๆ เมื่อก่อนก็ต้องทิ้งไปเพราะไม่รู้จะทำอะไร แต่เดี๋ยวนี้มีตัวเลือกแล้วค่ะ เพราะเรามีเพื่อนตัวจิ๋วๆ ที่มาช่วยย่อยสิ่งเหล่านี้ไม่ให้มีกลิ่นเหม็น และแปลงเขาให้กลายเป็นดินปุ๋ยชั้นดีได้ เพื่อนเหล่านี้คือ
“จุลินทรีย์” หรือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่จะเห็นเมื่อเขารวมกันเป็นอาณาจักรหลายๆ ตัวขึ้นไป โดยอาจเห็นเป็นกลุ่มเส้นใยบางๆ ขาวๆ หรือเป็นฝ้าขาว ถ้าเรามีอาหารสดเหลือ แทนที่จะทิ้งไป เดี๋ยวนี้ เรามีตัวเลือกทำน้ำหมักชีวภาพได้ ทำไม่ยากเลย และไม่มีกลิ่นเหม็นแบบที่หนูดีเคยกลัวด้วย เพราะว่า เรามีจุลินทรีย์มาช่วยย่อยไม่ให้อาหารเหล่านี้เน่าเสียน้ำหมักนี้ หมักจากขยะ นำมาดื่ม มาหยอดตาแบบที่เราเคยเห็นเป็นข่าวไม่ได้นะคะ แต่นำมาผสมน้ำให้เจือจางสัก 1 ต่อ 20 ส่วนแล้วรดน้ำต้นไม้ รดน้ำผักให้เติบโตดี ราดห้องน้ำให้หมดกลิ่นเหม็นได้ นำมาผสมสารก่อฟองแล้วใช้ล้างจานยังได้ ที่บอกว่าทำไม่ยาก เพราะในงานประชุมผู้ปกครองวนิษาประจำปีที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันอาทิตย์นี้ เราก็ได้สาธิตให้ดู โดยใช้เปลือกสับปะรดที่เหลือจากในครัวโรงเรียน 2 ลูก หั่นเป็นชิ้นๆ โรยกากน้ำตาล 1 ช้อนอาหาร โรยหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ช้อนอาหาร ขยำๆ แล้วใส่โถไว้ คอยเปิดระบายอากาศบ้าง เพียง 15 วัน พอเห็นใยหรือฝ้าขาวเกิดที่ผิวน้ำหมัก ก็ใช้ได้แล้ว น่าตื่นเต้นมากค่ะ เวลาเห็นขยะกลายมาเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์สูงอย่างนี้ ทำให้เราภูมิใจใน
“ขยะ” ของบ้านที่ไม่สูญเปล่า ไม่ทำร้ายโลก แต่กลายมาเป็นสิ่งดูแลโลกได้อีกต่างหาก ธรรมชาติแท้จริงไม่ยอมให้สิ่งใดเป็นขยะหรอกค่ะ ทุกอย่างต้องเวียนกลับมาใช้ได้ใหม่เสมอ เส้นทางของการ “สร้างชีวิตใหม่” นี้จึงแสนสนุก และทำได้จริงในชีวิตประจำวัน เป็นชีวิตใหม่ที่ไม่ทำร้ายใคร โดยเฉพาะโลกใบนี้ที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันสัปดาห์หน้ามาคุยกันเรื่อง
“อาหารฤทธิ์เย็น” ที่หนูดีไปเรียนมาจาก สวนป่านาบุญ แล้วจะนำมาทำให้เด็กๆ รับประทานในโครงการ “สร้างชีวิตใหม่” ของเรากันค่ะส่วนวันพฤหัสบดีที่ 25 พ.ย.นี้ หนูดีมีงานแถลงข่าวการพากย์หนังสารคดี My Brilliant Brain ของ National Geographic ที่สยามพารากอน หน้าร้านซีเอ็ด เวลา 17.0018.00 น. หากแฟนหนังสือท่านใดต้องการไปร่วมงาน เรียนเชิญได้เลยนะคะ แล้วพบกันค่ะ







