
พระพุทธศาสนากับการแก้ไขปัญหาทุจริต (ตอน ๒)
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
โดย....พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส
การประชุมนานาชาติทางวิชาการว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตครั้งที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๑๐-๑๓ พ.ย. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ มีบุคคลสำคัญหลายๆ ท่านจากหลายประเทศ ตลอดจนถึงจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุม ดังเช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์ตอนหนึ่งว่า “ปัญหาคอร์รัปชันนั้น ไม่จำกัดประเทศ ไม่จำกัดเชื้อชาติ นับเป็นปัญหาสากลที่ทุกที่ในโลกกำลังเผชิญ และต้องรวมพลังกันแก้ไข ที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจว่า “There is no such thing as good corruption” สะท้อนความจริงชัดเจนว่าโลกนี้คอร์รัปชันไม่มีวันเป็นสิ่งที่ดี คอร์รัปชันทุกประเภท ทุกชนิด มีต้นทุนต่อสังคมเสมอ...” ผู้เข้าร่วมประชุมชาวต่างชาติท่านหนึ่ง ได้มีคำถามทิ้งท้ายไว้ในที่ประชุมว่า “ถ้าการวิปัสสนาเป็นทางออกแล้ว ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีหลักฐานอะไรบ้างหรือไม่ ที่เป็นบทพิสูจน์ว่าเป็นวิธีที่สัมฤทธิผลจริงๆ...”
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง
ศรัทธาธรรมส่องโลก
วิสัชนา : โดยท่านพลตำรวจเอกวสิษฐ ได้เขียนขยายความต่อไปว่า คำพูดดังกล่าวของท่านอภิสิทธิ์ ไม่ใช่คำพูดใหม่ เพราะมีผู้เคยนำมาพูดแล้ว และยังถูกต้องอยู่ ทั้งนี้ เพราะการคอร์รัปชันเป็นอกุศลทางกายหรือกายทุจริต จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีอกุศลทางใจหรือมโนทุจริต คือ มีใจอยากได้ทรัพย์ของคนอื่นเขาก่อน แล้วจึงลักขโมยหรือเบียดเบียนทรัพย์นั้นเป็นของตน เพราะฉะนั้นการปลูกฝังมโนธรรมหรือธรรมทางใจจึงเป็นหลักประกันสุจริต ที่ป้องกันทุจริต หรือคอร์รัปชันได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ถ้าการปลูกฝังได้ผล...
ท่านพลตำรวจเอกวสิษฐ ได้เขียนแสดงความเห็นต่อไปว่า “ปัญหาใหญ่มหาศาลของโลก รวมทั้งเมืองไทยด้วยก็คือ มีคนเห็นความสำคัญของการปลูกฝังมโนธรรมน้อย หรือไม่มีเลย...” ประเด็นสำคัญในบทความของท่านพลตำรวจเอกวสิษฐนั้น น่าจะอยู่ที่การกลับมามองประเทศไทย ซึ่งชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ และคนส่วนใหญ่เป็นพุทธมามกะ ว่า “ควรรื้อลงไปถึงใจอันเป็นรากเป็นโคนแห่งทุจริต รื้อถอนแล้วต้องสร้างใจใหม่ เป็นการปฏิวัติศีล ไม่ใช่ปฏิรูปศีล...” และได้ขมวดความเห็นลงในตอนท้ายว่า “ปัญหาที่ตามมาคือ ใครจะปฏิวัติ และจะปฏิวัติอย่างไร... พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ทุกข์ต้องดับที่เหตุ เพราะฉะนั้นคำตอบคือ เมื่อตนเองเป็นเหตุ เป็นที่มาของปัญหา ก็ต้องปฏิวัติตนเองก่อนคนอื่น โดยรัฐบาลไทยต้องถือเป็นภารกิจหลัก รีบด่วนที่สุด ที่จะใช้พุทธธรรมปฏิวัติศีลของคนไทยและของเมืองไทย และต้องทำอย่างเป็นรูปธรรม...”
ท่านพลตำรวจเอกวสิษฐ ได้กล่าวระบุไปถึงทุกองค์กรต้องร่วมกันปฏิวัติตนเอง โดยหันมาถือศีลและปฏิบัติศีลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะส่วนสถาบันที่มีหน้าที่ในการเผยแผ่และธำรงศีลธรรม คือวัดนั้น ท่านพลตำรวจเอกวสิษฐ กล่าวว่า “ต้องปฏิวัติด้วย” โดยกล่าวให้เหตุผลว่า “...ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้มีคนที่เข้าไปอาศัยผ้าเหลือง ห่มปลอมตัวเป็นพระหากิน และทำความมัวหมองให้กับพระศาสนาอยู่เป็นนิจและอย่างกว้างขวาง สำหรับพระสงฆ์นั้น ศีลคือวินัย และมีพระพุทธบัญญัติกำหนดโทษอยู่แล้ว แต่หละหลวม ละเลย ไม่เอาใจใส่กันและกัน ทั้งสมภารและลูกวัด จึงจำเป็นต้องปฏิวัติด้วย...”
จากบทความดังกล่าวของท่านพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร จึงแสดงความเห็นต่อปัญหาคอร์รัปชันว่า “ต้องปฏิวัตินั้น” ซึ่งได้ย่อสรุปมานำเสนอสาธุชน ก็น่าจะเป็นแนวคิดที่เข้าสู่ประเด็นของการแก้ปัญหาคอร์รัปชันว่า ต้องแก้ที่ตัวต้นเหตุ ได้แก่ บุคคล องค์กรทั้งหลาย โดยเฉพาะการปรับรื้อเข้าไปให้ถึงจุดเหตุ เพื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดนั้น อันได้แก่ การสร้างความสำนึก ความรู้สึก หรือที่เราเรียกว่าจิตใจ เพื่อให้คืนกลับมา มีมโนธรรมที่สมบูรณ์ในฐานะสัตว์ประเสริฐ...
อาตมาคงไม่ต้องกล่าวตอบต่อปัญหานี้ให้มากเรื่องรกรุงรัง จนเป็นขยะความคิดเข้าไปอีก แต่จะขอนำเอาแนววิธีการปราบคอร์รัปชัน หรือการทุจริตฉ้อโกง ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระชนม์อยู่ ซึ่งต่อมาได้ตราเป็นพุทธบัญญัติไว้ในส่วนพระวินัย เพื่อพระสงฆ์จะได้ถือปฏิบัติตาม เพื่อประโยชน์แห่งการประพฤติปฏิบัติตนให้ถึงประโยชน์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีเรื่องปฐมบัญญัติเกิดขึ้นในหมู่สงฆ์ กรณีทุจริต จากเรื่องที่ พระธนิยะกุมภการบุตร ที่จำพรรษาอยู่ที่เชิงภูเขาอิสิคิลิ พระนครราชคฤห์ฯ เดิมได้ทำกุฏิมุงด้วยหญ้า แล้วอาศัยอยู่จำพรรษากับหมู่คณะพระสงฆ์ด้วยกัน ต่อมาเมื่อออกพรรษาแล้ว หมู่คณะก็ได้รื้อกุฏิของแต่ละรูป โดยเก็บหญ้าและตัวไม้ไว้ แล้วหลีกไปชนบทอื่น ส่วนพระธนิยะยังอยู่ตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน
วันหนึ่ง พระธนิยะได้เข้าไปบิณฑบาต คนหาบหญ้าและคนหาฟืนได้พากันมารื้อกุฏิ ที่มุงด้วยเศษหญ้า แล้วขนหญ้าและตัวไม้ไป แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม กุฏิที่ท่านธนิยะสร้างใหม่ขึ้นมาก็ได้ถูกรื้อไปเช่นนี้ จนพระธนิยะต้องหาวิธีการคิดสร้างกุฏิใหม่ ด้วยหากยังใช้หญ้าใช้ไม้อยู่อย่างนี้ ก็คงจะต้องพบปัญหา ถูกชาวบ้าน คนเก็บหญ้าหาฟืนมารื้อถอนเอาไปอีกเป็นแน่ จึงให้หวนนึกขึ้นมาว่า “เรานั้นได้เป็นผู้ศึกษามาดีแล้ว เป็นผู้สำเร็จศิลปะในการเป็นช่างปั้นหม้อเสมอด้วยอาจารย์ของเรา เราจะขยำโคลนทำกุฏิสำเร็จด้วยดินล้วนเอง”
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







