
พระครูปลัดวีรนนท์ อาจารย์สอนกรรมฐานระดับปริญญาโท
โดย...สมาน สุดโต
โดย...สมาน สุดโต
พระครูปลัดวีรนนท์ วีรนนฺโท เจ้าอาวาสวัดป่าเจริญราช คลอง 11 ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี www.watpacharoenrat.com อาจารย์สอนกรรมฐานระดับปริญญาโท จัดพิธีสวดมนต์ข้ามปี เพื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งจัดพิธีสืบชะตาแบบล้านนาเพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2553
ที่ท่านประกอบพิธีมหามงคลข้ามปี ท่านเคยบอกกับผู้เขียนว่าสิ่งที่ท่านเป็นห่วงมากที่สุด เช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ คือ พระพลานามัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระครูปลัดวีรนนท์ วีรนนฺโท เพิ่งสร้างวัดป่าใกล้เมืองหลวงเมื่อไม่นาน แต่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ และประชาชน จึงมีผู้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดทุกเดือน เมื่อดูประวัติการศึกษาของท่านก็ไม่ใช่ธรรมดา จบการศึกษาปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาศาสนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาไทยศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
ท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ต.ค. ปีพ.ศ. 2505 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 ที่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 6 ต.เมืองบัว จ.ร้อยเอ็ด
อุปสมบท ปีพ.ศ. 2525 จึงมีพรรษา 27 เป็นศิษย์หลวงปู่พิมพา โกวิโท (หลวงปู่พิมพา เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร) อุปสมบทแล้วจาริกธุดงค์และศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจากครูบาอาจารย์สายพระปฏิบัติในป่า เป็นเวลา 11 ปี
ต่อมาได้รับนิมนต์จากพระครูไพบูลย์สมุทรสาร อายุ 87 ปี เจ้าอาวาสวัดศิลป์วิเศษศรัทธาราม ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่ารูปหนึ่ง ให้มาช่วยสอนวิปัสสนากรรมฐาน การพบกับพระครูไพบูลย์สมุทรสาร ทำให้ท่านมีโอกาสดีๆ ได้พบกับพระอาจารย์เด่นๆ ดังๆ อีกหลายรูป เพราะพระครูไพบูลย์สมุทรสารรูปนี้ ศึกษาจบพระอภิธรรมมหาบัณฑิต เป็นพระอาจารย์รูปหนึ่งที่อดีตพระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อาจ อาสภเถระ) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ ให้ความเคารพในข้อวัตรปฏิบัติ ท่านจึงพาพระครูปลัดวีรนนท์ไปฝากเป็นศิษย์ของพระพิมลธรรม (อาจ) เพื่อศึกษาการปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน 4 และการกำหนดสติแบบ ยุบหนอ พองหนอ ที่ปฏิบัติกันที่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์
โอกาสที่หาได้ยากอีกอย่างหนึ่งคือเดินธุดงค์ไปพม่า ได้ศึกษาการปฏิบัติธรรมกับพระมหาสีสยาดอ (โสภณมหาเถระ) อดีตพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาแห่งประเทศพม่า เป็นเวลา 1 ปี เมื่อกลับมาประเทศไทยได้ศึกษาการปฏิบัติธรรมกับพระธรรมธีรราชมหามุนี (ท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทธิ ป.ธ.9 อาจารย์อภิธรรมที่มีชื่อเสียง วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ) เป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นท่านได้รับนิมนต์ให้ช่วยเหลือในการสอนกรรมฐานในสถานที่ต่างๆ หลายแห่งเสมอ จนถึงปัจจุบัน
ในการอบรมและสอนวิปัสสนากรรมฐานที่วัดป่าเจริญราชที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสนั้น ท่านบอกว่าทางวัดจัดหลักสูตรอบรมทุกวันที่ 18 ของเดือน ซึ่งทำมาตั้งแต่สร้างวัดเมื่อ 7 ปีที่แล้ว
วัดป่าเจริญราช ได้รับอนุญาตปรับปรุงพื้นที่ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม มาปี 2545 โดยมีผู้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินจำนวน 4 ไร่ ซึ่งได้รับพระกรุณาจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จพร้อมพระสหายนำผ้าป่ามาถวาย เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2545 และวันที่ 16 ส.ค. 2551 จึงได้รับการประกาศให้เป็นวัดอย่างเป็นทางการ
ปัจจุบันวัดมีพื้นที่ 13 ไร่ สอนวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ให้แก่ประชาชนทั่วไปและเยาวชน พร้อมทั้งปลูกป่าสมุนไพรและพรรณไม้นานาชนิดเพื่อเป็นแหล่งศึกษาสมุนไพรและเพื่อเป็นเสนาสนะสงบเหมาะสำหรับพุทธบริษัท
สิ่งที่ทางวัดทำด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสำนึกในความเป็นข้าของแผ่นดิน คือ จัดสวดมนต์เพื่อถวายพระพรในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่เคยขาด
เช่นเดียวกันกับเมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนา จะจัดให้มีการสวดมนต์ถึงสว่าง ท่านบอกว่าได้ปฏิบัติมาก่อนที่คณะสงฆ์จะมีประกาศให้วัดต่างๆ ทำ เพราะท่านถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อแผ่นดิน
การที่ท่านทำงานเพื่อพระศาสนาไม่ได้หยุด และเปิดอบรมวิปัสสนากรรมฐานเป็นกิจกรรมหลักทำให้ประชาชนทราบ ให้การยอมรับและเข้าฝึกอบรมกันมากจนกระทั่งศาลาและเสนาสนะที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงได้สร้างพระอุโบสถขนาดใหญ่ 2 ชั้น ไม่มีฝาผนัง เพื่อใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์และเป็นที่ประชุมอบรมวิปัสสนากรรมฐานประชาชน เมื่อสร้างเสร็จสามารถรองรับประชาชนได้ประมาณ 500 คนขึ้นไป
แต่เนื่องจากเป็นอุโบสถขนาดใหญ่ต้องใช้ทุนมาก จึงยังสร้างไม่เสร็จ เพราะใช้หลักการว่ามีทุนก็สร้าง หมดทุนก็หยุด จะสำเร็จได้อยู่ที่ศรัทธาจากญาติโยมเป็นสำคัญ
ท่านตั้งความปรารถนาว่าหลังจากสร้างอุโบสถเสร็จเรียบร้อย วัดของท่านจะเป็นศูนย์กลางของวัดป่าที่อยู่ชานเมืองโดยจะนิมนต์พระวิปัสสนาจารย์ที่ประจำในป่า ในถ้ำทั่วประเทศ มาสอนญาติโยม เพื่อประกาศให้ญาติโยมรับรู้ว่ายังมีพระดีๆ อยู่
พระครูปลัดวีรนนท์แม้จะเป็นพระที่สอนเน้นทางวิปัสสนากรรมฐานเป็นหลัก แต่มีญาณที่สามารถมองและวิเคราะห์ปัญหาบ้านเมืองและสังคมได้น่าฟังทีเดียว เช่นเรื่องการเมืองท่านให้แง่คิดว่าผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีควรผ่านงานกระทรวงหลักๆ เช่น เกษตรและสหกรณ์ ศึกษาธิการ และสาธารณสุข เพื่อจะได้รู้ปัญหาหลักๆ ของชาติอย่างลงลึก เมื่อเป็นผู้บริหารสูงสุด จะได้บริหารงานมีประสิทธิภาพ มีผลสัมฤทธิ์ชัดเจน
หรือการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ท่านบอกว่ารัฐแก้ไม่ถูกทาง ที่แก้กันอยู่นี้ทำกันที่ปลายเหตุทั้งสิ้น เช่นเรื่องมาตรการสมานฉันท์นั้นท่านบอกว่าเป็นมาตรการที่เสียงบประมาณโดยไม่ได้อะไร เพราะฝ่ายรัฐไปวางแผนสมานฉันท์กันในโรงแรม แต่อีกฝ่ายหนึ่ง หรือผู้ก่อความไม่สงบอยู่อีกที่หนึ่ง พยายามอย่างไรก็สื่อสารกันไม่เข้าใจ สมานฉันท์ก็เกิดไม่ได้
หรือนโยบายการตั้งโรงเรียนปอเนาะนั้น นโยบายรัฐผิดที่ปล่อยอิสระจนกระทั่งคุมไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขาสอนอะไร ตรวจสอบไม่ได้
ท่านบอกว่าท่านออกธุดงค์ทุกปีเห็นความผิดปกตินโยบายรัฐที่อนุญาตให้ผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน (อาเจะห์ อินโดนีเซีย) เข้าไปตั้งบ้านเรือนในพื้นที่ป่าทางภาคเหนือถึง 400 ครอบครัว พบเห็นอยู่ทั่วภาคเหนือเกือบทุกจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก ต่อไปครอบครัวเหล่านี้จะมากขึ้นเพราะเป็นครอบครัวขยาย พวกเขาไม่ได้คุมกำเนิด มีลูกไม่จำกัด
ท่านนำปัญหานี้มาพูดให้ผู้เกี่ยวข้องฟัง แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ จึงสงสัยว่ารัฐกับหน่วยงานความมั่นคงนั้นทำงานประสานกันหรือไม่ หากประสานกันคงไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแน่นอน หรือมิเช่นนั้นก็เป็นความจงใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ในการเดินธุดงค์ 11 ปี ท่านบอกว่าพบความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในที่ต่างๆ เสมอ แต่สิ่งเปลี่ยนแปลงนั้นล้วนแต่เป็นไปในทางลบ เช่นเคยพบเห็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์ในไทย แต่เมื่อผ่านไป 45 ปี ป่าหายไป จนกระทั่งจำไม่ได้ เพราะที่เคยเป็นป่ากลายเป็นที่โล่งเตียน ภูเขาที่เคยมีต้นไม้ปกคลุมกลายเป็นเขาหัวโล้น ที่ภูเขาที่เคยเป็นของหลวงก็กลายเป็นสถานที่ที่มีเจ้าของ เป็นของเอกชน เหตุการณ์เช่นนี้มีให้เห็นทั่วประเทศไทย
อาตมาเคยเดินทะลุถึงประเทศพม่า ในประเทศนั้นจะพบต้นไม้เต็มผืนดิน แต่มาเดินธุดงค์ในไทยต้องหาที่หลบแดด
การทำลายป่าขนาดใหญ่แบบนั้นชาวบ้านทั่วไปไม่มีปัญญาทำ ต้องเป็นนายทุนเท่านั้น เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบมองไม่เห็น ท่านเล่าเรื่องเหลือเชื่อว่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่มีสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์เป็นส่วนมาก ทั้งช้างป่า และเสือนั้น แต่เจ้าหน้าที่ห้ามพระเข้าทั้งๆ ที่พระกับป่าเป็นของคู่กัน ที่เขาห้ามเพราะไม่อยากให้พระไปพบเห็นสิ่งผิดปกติ เช่น เสือตาย หรือช้างป่าที่ดุร้าย เพราะถูกไล่ล่าเสมอก็เป็นไปได้
นอกจากนั้น ท่านบอกประโยชน์ของการเดินธุดงค์ว่า นอกจากเป็นไปเพื่อกำจัดกิเลสแล้ว ยังเอื้อประโยชน์หลายอย่าง เช่น คนที่เคยเป็นคนใจร้อน ก็จะใจเย็น เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น กาลเวลาบ่มเพาะให้รู้จักอดทน เพราะเดินธุดงค์บางครั้งอดอาหาร หิว และร้อน เมื่อเห็นคนอื่นมีทุกข์เข้าใจได้เลย เช่น คนไม่มีกินมีสภาพอย่างไร และมีความรู้สึกเป็นเช่นไร เพราะเราเคยผ่านมาแล้ว
คนที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเราก็เคยใกล้ชิดมาแล้ว เห็นว่าเขากินอย่างไรจึงเป็นมะเร็ง ชาวบ้านมีความเป็นอยู่อย่างไรจึงเป็นทาสยาบ้า ชาวเขาไม่รู้ว่าเป็นยาบ้า แต่รู้ว่าเป็นยาแก้ปวด (พารา) ทำให้กลายเป็นทาสยาเสพติดโดยไม่รู้ตัว
เมื่อถามถึงประโยชน์ของวิปัสสนา ท่านก็ตอบโดยไม่ลังเลว่า วิปัสสนาสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เพราะเป็นนโยบายที่พระทำกันมาตลอด แต่มายุคหลังไม่ได้รับการสนับสนุน จึงเข้าไปได้ตามจุดต่างๆ ที่ญาติโยมสนับสนุนเท่านั้น แต่ไม่ต่อเนื่อง หากต่อเนื่องเขามีศาสนาในใจ ไม่ใช่มีศาสนาตามสำมะโนครัว หรือทะเบียนบ้าน หรือมีศาสนาที่ปากโดยไม่ได้ศึกษาแก่นแท้ของศาสนาแต่อย่างใด ทำให้ประชาชนชาวพุทธไม่มีความลึกซึ้งในศาสนา ไม่รู้หลักปฏิบัติ ปริยัติ สุดท้ายใครๆ ก็ดึงไปได้ จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการหันกลับมาทบทวนแผนการศึกษาใหม่ว่าผิดถูกมากน้อยเพียงใด
ท่านบอกว่าจุดเด่นของไทยคือเกษตรกรรม ทำไมไม่เอาจุดเด่นนี้มาพัฒนา เมื่อทุกคนมีอาหารดี อยู่ดีกินดี ลูกหลานเรียนดี มีคุณภาพ ใครก็จูงจมูกไปไม่ได้ การทะเลาะเบาะแว้งก็ไม่เกิด เมื่อทุกคนมีหลักธรรมในใจ ปฏิบัติในศีล สมาธิ และปัญญา หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนมา สองพันกว่าปีแล้ว ครอบครัวและประเทศชาติจะร่มเย็นเป็นสุข
เมื่อขอให้ท่านช่วยบอกธรรมแก้ความเครียดของสังคมในช่วงนี้ ท่านบอกว่าช่วงเศรษฐกิจวิกฤต การปกครองการเมืองไม่แน่นอน ต่างคนต่างอยู่ จึงฝากญาติโยมทั้งหลายให้ตั้งสติ และให้ดูพระราช จริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นตัวอย่าง และให้ดูว่าอะไรเราจะแก้ไขก่อน ให้ยอมรับความจริงว่าเราอยู่ในระดับไหน อย่าทะเยอทะยานสูงเกินไป
ขอบอกว่าทำธุรกิจด้วยการยืมเขามา เหมือนกลืนกินไฟ มันจะร้อนอยู่ตลอด ต้องหาเงินส่งเขาเหมือนไฟลนก้น บางทีหาวิธีออกไม่เจอถึงกับทำผิดกฎหมายก็มี จึงขอให้ญาติโยมยอมรับว่าเรามีสถานะอย่างไร ก็พัฒนาค่อยเป็นค่อยไป อย่ารีบตามคนอื่น อย่างที่
โบราณว่าเห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง อันใดเข้าใจให้ ทำอันนั้น อาชีพไหนถนัดให้ทำอาชีพนั้น อย่าทำที่เขาบอกว่ารวยแล้วทำตาม โดยที่ไม่เข้าใจ ทำเช่นนั้นเหมือนกลืนกินไฟลงท้อง
ครับนี้เป็นประสบการณ์และความเห็นพระอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่ง แต่ที่กล่าวกันว่าท่านญาณสามารถหยั่งรู้จิตผู้อื่นได้นั้น ผู้เขียนไม่ยืนยันนอกจากบอกว่าความเห็นและเรื่องที่ท่านสอนเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นพุทธธรรม พิสูจน์ได้ครับ







