posttoday
ก้าวสู่ชีวิตใหม่ในปีใหม่ ด้วยการศึกษาปัจจัยสัมพันธ์แห่งธรรม(๒)

ก้าวสู่ชีวิตใหม่ในปีใหม่ ด้วยการศึกษาปัจจัยสัมพันธ์แห่งธรรม(๒)

04 มกราคม 2553

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส [email protected]

ปุจฉา : จะดำเนินชีวิตอย่างไร เนื่องในโอกาสที่จะย่างเข้าสู่ปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๓ เพื่อจะได้ถึงซึ่งประโยชน์สุขตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ใคร่ขอความเมตตาช่วยแนะนำสั่งสอนแก่ชาวไทยด้วย... เทอญ

กราบนมัสการด้วยความเคารพ
อารีย์ เตชะหรูวิจิตร

วิสัชนา : อย่างไรก็ตาม หากสังคมสามารถนำก้าวสู่ความเข้มแข็งทางด้านศีลธรรมได้อย่างสมบูรณ์ ก็ควรอย่างยิ่งที่จะเรียกร้องให้คนในสังคมตั้งมั่นอยู่ในความเมตตากรุณาต่อกัน ดำรงชีวิตอยู่อย่างมี “ขันติธรรม” ไม่หวั่นไหวต่อสภาพความผันแปรจากภายนอกและภายในของสังคม และรู้จักการให้ “อภัยทาน” อันนำไปสู่ “การอโหสิกรรม” ต่อกันของคนในสังคม ไม่จองเวรจองภัยซึ่งกันและกัน ซึ่งก็คงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้อย่างปกติ โดยเฉพาะในเขตประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ที่มีหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่มุ่งเน้นไปสู่ “สันติธรรม” อยู่แล้ว โดยมีแนวปฏิบัติตามหลักธรรมเพื่อนำไปสู่ความสงบสงัด ที่กล่าวเรียกแนวปฏิบัติดังกล่าวว่าเป็น “พุทธสันติวิธี” ที่แท้จริง

ดังนั้น การให้ทาน จึงเป็นเรื่องที่ควรถือปฏิบัติสนับสนุนให้มีการฝึกปฏิบัติให้กว้างขวางและขยายผลการปฏิบัติไปสู่วิธีการทำทานที่ละเอียดประณีตจนเข้าสู่ขั้นการสละเพื่อนำออกซึ่งอกุศลธรรมภายในดังที่กล่าวมา ซึ่งเพียงแต่ผลของทานก็ย่อมนำความผาสุกมาให้กับสังคมได้อย่างแน่นอน กล่าวได้ว่า ชีวิตของทุกคนดำรงอยู่ได้ด้วยทาน เราโตมาได้ด้วยทานที่พ่อแม่เป็นผู้ให้ เรามีความรู้ในด้านต่างๆ ก็เพราะทาน(ครูอาจารย์เป็นผู้ให้) และสังคมนี้ ประเทศนี้ หรือโลกใบนี้จะดำรงอยู่ได้หรือมีสันติสุขเกิดขึ้น มีความสงบก็เพราะทาน (อภัยทาน) การให้ทานจึงเป็นประโยชน์ มีคุณานุปการอย่างยิ่งต่อมนุษยชาติ ซึ่งควรแก่การฟื้นฟูวิธีการปฏิบัติและสร้างค่านิยมให้สังคมกลับมาให้ความสำคัญ เพื่อวัดสัมพันธภาพที่ดีของบุคคลในสังคม ดังผลของทานที่กล่าวว่าเป็นความชุ่มจิต เย็นใจ ผ่องใส เยือกเย็น ทั้งผู้ให้และผู้รับ หมู่ชนสังคมใดนิยมการให้ทานย่อมจะไม่เดือดร้อนใจ ด้วยอำนาจเมตตากรุณาที่มีต่อกัน รู้จักปฏิสันถาร มีอัธยาศัยไมตรี ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ประการสำคัญการทำทานหรือการให้ทานย่อมสร้างบุญกุศลให้สั่งสมสืบต่อไปในดวงจิต จนเกิดเป็นพลังธรรมแห่งทานบารมีที่จะตอบแทนให้เราเป็นผู้มีความถึงพร้อมในลาภปัจจัยอันเหมาะควรตามฐานะ หรือได้คืนกลับมาด้วยสมบัติอันควรเพราะการให้ทาน ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า

ผู้ให้อาหาร   ชื่อว่าให้กำลัง
ผู้ให้ผ้า    ชื่อว่าให้วรรณะ
ผู้ให้ยานพาหนะ  ชื่อว่าให้ความสุข
ผู้ให้ประทีปโคมไฟ  ชื่อว่าให้จักษุ 
ผู้ให้ที่พักอาศัย   ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ผู้ให้ธรรมทาน   ชื่อว่าให้อมฤตธรรม

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการสร้างคุณธรรมหรือคุณความดีให้เกิดขึ้นจากการให้ทานตามที่กล่าวแล้วนั้น หากพิจารณาให้ละเอียดก็ยังไม่ใช่ความเป็นที่สุดของการดำเนินชีวิตในวิถีพุทธ เพื่อจะได้สืบสันติสุขสู่สันติธรรม หากขาดการรักษาศีลประพฤติตนตามวินัยซึ่งเป็นไปตามฐานะแห่งตน (สีลํรกฺขติ) อันมีอานิสงส์เพิ่มพูนบุญบารมีให้มากยิ่งขึ้นจากเบื้องต้นของกุศลทานตามที่กล่าวมา ซึ่งสรุปว่ามีอานิสงส์ไปในทางถึงพร้อมด้วยโภคสมบัติ บริวารสมบัติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรามีความพร้อมในการดำเนินชีวิต เหมือนกับการเดินทางไกลที่จะต้องอาศัยเสบียง ปัจจัยอันจำเป็นเพื่อเกื้อกูลในการดำรงชีพระหว่างการดำเนินไปบนมรรคา เพื่อก้าวไปให้ถึงที่หมายซึ่งจะต้องอาศัยผลแห่งการทำทานเป็นบารมีธรรมเกื้อหนุนให้เป็นผู้มีความถึงพร้อม แต่จะไม่สมบูรณ์เลยหากขาดการรักษาศีล เพราะอานิสงส์ของการรักษาศีลนั้นส่งผลให้เกิดมามีร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพกายที่ดี เพื่อจะได้ใช้ประกอบคุณความดี ดำเนินชีวิตไปให้ถึงจุดมุ่งหมายในเบื้องหน้าตามวิถีพุทธ

นอกจากอานิสงส์ที่จะเกิดขึ้นตามที่กล่าว อันเป็นประโยชน์ไปในเบื้องหน้า (สัมปรายิกัตถประโยชน์) แล้ว อานิสงส์แห่งศีลของผู้ถือปฏิบัติยังเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัดเจน (ทิฏฐิธรรมยิกัตถประโยชน์) ทั้งต่อตนเองและสังคม ซึ่งในขณะนี้เราต้องยอมรับว่าสภาพสังคมของประเทศไทยนั้นมีความบอบบางมาก ปรากฏผลเป็นความอ่อนแอจนถึงขั้นภูมิคุ้มกันทางสังคมบกพร่อง (เสื่อม) ด้วยเหตุที่คนในสังคมละทิ้งศีล ไม่ให้ความสำคัญในการรักษาศีล จนนำไปสู่การไม่สนับสนุนการรักษาศีลของคนในสังคมกันอย่างมากโดยภาพรวม จึงส่งผลให้เกิดความวุ่นวาย ไร้ความสงบ จ้องแต่จะเบียดเบียน ทำร้ายกันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

ทั้งนี้เพราะกำลังแรงแห่งผลกรรมที่เป็นอกุศล ซึ่งทำให้ความสำนึกของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากคำกล่าวที่ว่า “เมื่อเราไม่รักษาศีลก็ได้ชื่อว่าไม่รักษาจิตใจ” จึงเป็นที่มาของคำว่า ภูมิคุ้มกันของสังคมบกพร่อง หมายถึง สภาพของสังคมที่อ่อนแอ อ่อนไหว แปรปรวน ไม่ทนทานต่อกำลังแรงเสียดทานภายนอก ทำให้ไหลไปตามกระแสปรุงแต่งที่เป็นไป เพราะในเมื่อคนเราขาดการรักษาศีลก็จะดำเนินชีวิตอยู่อย่างไร้ทิศทาง ไม่มีจุดมุ่งหมายของชีวิต สภาพธรรมของจิตใจก็จะซัดส่ายไปตามวิถีความนึกคิดปรุงแต่ง โดยแสดงผลออกทางกายกรรมและวจีกรรม โดยมักจะโน้มนำไปสู่ความทุจริต มีการทำร้ายกัน เบียดเบียนกันอย่างขาดเหตุผล ดังที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันอย่างผิดปกติ ทั้งนี้ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่มีอยู่ในสภาพสังคมที่ภูมิต้านทานบกพร่องเพราะขาดศีลอุปถัมภ์คุ้มครองรักษา...

อ่านต่อฉบับหน้า

**ส่งคำถามหรือ แสดงความเห็นในเรื่องต่างๆได้ที่ คอลัมน์ธรรมส่องโลก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ อาคารบางกอกโพสต์ 136 ถนน ณ ระนอง แยกสุนทรโกษา คลองเตย กทม. 10110 โทรสาร 02-671-3132

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท