
แพทย์วิถีพุทธ
....หนูดี
– วนิษา เรซแพทย์วิถีพุทธเป็นอย่างไร เกิดมาหนูดีก็ไม่เคยได้ยินค่ะ แต่วันนี้ หนูดีก็เดินทางมาอยู่ จ.มุกดาหาร เพื่อมาเข้าคอร์สการดูแลสุขภาพที่ถอดรหัสมาจากพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้าของเราแล้วค่ะ
จริงๆ ในชีวิตหนูดี ปฏิบัติธรรมมาก็ตั้งหลายหน แต่ต้องสารภาพว่า ไม่เคยได้เปิดพระไตรปิฎกอ่านเลย อายจัง ดังนั้นมาเข้าคอร์สอย่างนี้ก็ดีค่ะ ได้รู้ด้วยว่า ท่านเคยพูดเคยสอนอะไรไว้เกี่ยวกับสุขภาพ ดีไม่ดี ถ้าประทับใจมาก อาจถือโอกาสหาพระไตรปิฎกมาเก็บไว้อ่านเป็นของส่วนตัวเสียเลย อีกหน่อยใครอ้างอิงอะไร เราจะได้รู้ว่า มาจากตรงไหน
วันเดินทางแทนที่จะบินมาลงอุบลราชธานีแล้วขับรถต่อไปมุกดาหารอีกสองชั่วโมง ต้องจองตั๋วเครื่องบิน ต้องเช่ารถให้วุ่นวาย หลังจากหนูดีเช็กตารางบินแน่นอนแล้วว่า มีบินออกเพียงวันละเที่ยวเดียวช่วงบ่ายเสียด้วย คำนวณเวลาไปมาแล้ว ตัดสินใจว่า ขับรถตัวเองขึ้นไปมุกดาหารเลยดีกว่า น่าจะประมาณ 6 ชั่วโมง อย่างมากก็ไม่เกิน 7 ชั่วโมง ดีกว่าต้องขับรถไปสนามบินก็ชั่วโมงหนึ่ง แกร่วรอเครื่องอีกชั่วโมง บินอีกชั่วโมง นั่งรถไปอีกสองชั่วโมง น่าจะประมาณกันนั่นเอง แต่ถ้าขับรถมาเองอย่างน้อยก็ไม่ต้องโหลดกระเป๋า จะพกอะไรมาก็สะดวก นั่งดูวิวไป ทานอาหารเล่นไป ไม่นานก็ถึง และผลก็ปรากฏว่า ตัดสินใจถูกจริงๆ ค่ะ มาถึงเร็ว ออกแปดโมง มาถึงบ่ายสามครึ่งเท่านั้นเอง
หนูดีไปถึงคอร์สสุขภาพ ล้างพิษนี้ บ่ายวันที่สองค่ะ เลยได้ฟังเรื่องของการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นกรดมากจนเกินไปเพื่อรักษาสภาพร่างกายของเราให้สมดุลที่สุด เพื่อจะได้ไม่เกิดโรค คอร์สนี้ที่
“สวนป่านาบุญ” มีถึงเจ็ดวันเต็ม ที่พักพร้อม อาหารสามมื้อ เป็นอาหารสุขภาพทั้งหมด มีน้ำคลอโรฟิลล์สดๆ ให้กดไม่อั้น ทานให้เต็มที่ ราคาหรือคะ ศูนย์บาทค่ะ เกิดมา ไม่เคยพบ เกรงใจเขาจัง หนูดีรีบโทรศัพท์หาพี่โจน จันได ผู้ฝากเราเข้ามาเพราะค่ายเต็ม คนสมัครล้นจนหนูดีกับแม่ต้องไปนอนโรงแรมในเมือง ถามเลยว่า “พี่โจนคะ คือ หนูดีไม่กล้ารับของใครฟรี อีกอย่างก็ไม่รู้จักกันมาก่อน จะไปกินนอนกับเขาเจ็ดวันฟรี ทำไม่เป็น หนูดีจะบริจาคสักหมื่นนี่น่าเกลียดไหม” พี่โจนบอกว่า อย่าเพิ่งเลย ไปคุยกับเขาก่อน เพราะเขาต้องมีทุนจากรัฐหรือจากองค์กรไหนสักแห่ง ไม่อย่างนั้นคนธรรมดาๆ ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก ก็เลยระงับไว้ และพอมาถึงก็จริงค่ะ เขาไม่รับเงินบริจาคจากคนนอกเลย แต่คนที่มาปฏิบัติ ถ้าจะบริจาคก็ทำได้ แต่ต้องเป็นช่วงภาวนาและควรมาหลายๆ ครั้งก่อนจนมั่นใจ บริจาคไปแล้วจะได้ไม่หวนเสียดายและไม่มาผิดหวังหากเขาทำไม่ถูกใจก่อนจะคุยกันเรื่องความเป็นกรดของอาหาร หนูดีจะเล่าเรื่องการขูดซา หรือกวาซา ให้ฟังก่อนตามที่เกริ่นไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คืนนั้น หลังจากอาหารเย็น ก็มีการรวมกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อมาดูวิธีการขูดซาที่ศีรษะ กวาซานี้มาจากคำว่า
“กวา” แปลว่า ขูด และ “ซา” แปลว่า เม็ดทราย เป็นศาสตร์จีนโบราณและเผยแพร่มาถึงประเทศเรา แม้กระทั่งเวียดนามก็มีการขูดแบบนี้เรียกว่า “กว๋าเย้า” หลักการก็คือ เป็นการขูดเอาพิษมารวมตัวกันไว้ที่ผิวหนัง จนเป็นรอยปื้นแดงคล้ายเม็ดทราย แล้วให้พิษระบายออกไป พบว่าคนที่ทำสามารถบรรเทาอาการได้มาก เช่น อาการเบาหวาน ปวดบวมจากมะเร็ง ผื่นคันจากอาการภูมิแพ้ หรือ การปวดเมื่อยตัวธรรมดาๆ จากการใช้ชีวิต เช่น หนูดีเป็นต้น เพราะหนูดีไม่ได้เป็นโรคอะไรหนักๆ เลย แต่ปวดเมื่อยนี่เป็นทุกวันค่ะ เพราะอยู่กับคอมพิวเตอร์เยอะคืนนั้น พวกเราโชคดี มีหุ่นตัวอย่างเป็นคุณผู้ชายท่านหนึ่ง ตัวขาวจั๊วะและศีรษะไม่มีผมเลย หึหึ คุณครูที่สอนยังแซวเลยว่า สอนขูดซากับท่านนี้ นักเรียนคนอื่นๆ เห็นภาพชัดเลย พวกเราหัวเราะกันใหญ่ แต่หัวเราะด้วยความเอ็นดูนะคะ การขูดซานี่สบายมากค่ะ เราทำเองได้ทั่วตัว ยกเว้นส่วนหลังเท่านั้น อุปกรณ์ที่ใช้ขูด เป็นช้อนไม้ที่ทำขึ้นมาพิเศษ แต่จริงๆ แล้วถ้าหาไม่ได้ ก็เป็นช้อนกระเบื้องเคลือบแบบซดน้ำแกงก็ได้ค่ะ แต่ไม่ควรใช้ช้อนโลหะหรือเหรียญแบบที่เราอาจเคยได้ยินมา เพราะผู้ที่ขูดให้ จะได้พิษผู้ป่วยเข้าตัวเราค่ะ อาจารย์ที่สอนบอกว่า เคยไปขูดให้ผู้ป่วยมะเร็งตับครั้งหนึ่ง แต่ตัวคนรักษานั้นนอนหมดแรงไปสามวัน ซึ่งท่านเป็นแพทย์แผนปัจจุบันนี่ละค่ะ แต่ว่ามาศึกษากวาซา ท่านบอกว่า ท่านงงมาก เพราะหมอตะวันตกก็จะสอนว่า คนเราติดโรคได้ด้วยเชื้อโรค และจริงๆ มะเร็งก็เป็นโรคไม่ติดต่อ แต่พอมาศึกษาแนวทางเลือกนี้ ก็พบว่า มันเป็นเรื่องของ
“พลังชีวิต” คนที่เป็นมะเร็งนั้น พลังชีวิตเขาน้อยมาก เมื่อมาอยู่ใกล้คนที่ไม่ป่วย มีพลังชีวิตเยอะ เขาก็ดูดไปจนคนที่ไปรักษาหมดเรี่ยวหมดแรง ฟังแล้วก็แปลกดีนะคะการขูดซาที่ศีรษะนี้ เริ่มจากกลางกระหม่อมเลยค่ะ เอาช้อนตั้งเหมือนทิ่มลงดิน แล้วเริ่มขูดๆ เหมือนเกาๆ จากตรงกลาง ก็ขูดเป็นสี่ทิศ คือ วัดจากกลางกระหม่อมมาทิศละหนึ่งนิ้ว แล้วก็ขูดเบาๆ เหมือนเกาอีกเช่นกัน จุดละ 30 ครั้งค่ะ จากนั้นลากจากกลางกระหม่อมลงมาถึงโคนผมทั้งศีรษะเลย ลากตรงๆ ก็ไม่ดีเท่าลากแบบเกาๆ ค่ะ พวกเราลองทำตามกัน ขนลุกไปทั้งตัว แต่สบายมากค่ะ จากนั้น เอาช้อนมาขูดหลังใบหู เอานิ้วนวดใบหู แล้วเอาช้อนมาขูดเบาที่ไรผมตลอดทั้งศีรษะ สบายหัวมากๆ ลองเอามาทำก่อนนอนในวันอื่นๆ เป็นการเตรียมหลับที่ดีเลยค่ะ
หนูดีมาอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ตอนนี้ เนื้อที่หมดแล้ว เดี๋ยวสัปดาห์หน้ามาเล่าให้ฟังต่อค่ะ ส่วนท่านไหนสนใจ อยากเห็นภาพ เข้าไปดูได้ที่แฟนเพจหนูดี www.facebook.com/mindbrain หรือเข้าไปดูรายการที่เคยมาถ่ายทำที่นี่ก็ได้ เข้า www.youtube.com แล้วคีย์คำว่า
“หมอเขียว คนค้นคน” ก็จะได้ดูค่ะ






