
รักษ์โลกเริ่มต้นที่บ้านกับ ชามาภัทร สิทธิอำนวย
เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี
คุณจำได้ไหมว่าครั้งแรกที่คุณได้เริ่มเอาใจใส่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายที่สุดเริ่มต้นที่ไหน เราเชื่อว่าคำตอบคนส่วนใหญ่เริ่มต้นที่บ้านของคุณเอง จากคุณพ่อคุณแม่ที่สอนให้เรารู้จักการหยิบขยะไปทิ้ง การเปิดและปิดน้ำทุกครั้งหลังใช้ การทำความสะอาดบ้าน เพราะหากบ้านของคุณเองยังไม่ดูแลแล้วคุณจะได้ชื่อว่าดูแลโลกนี้ได้อย่างไร
สำหรับ ชามาภัทร สิทธิอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพลย์ แอนด์ มิวสิค แล้ว บ้านคือจุดเริ่มต้นของการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ และวันนี้เธอก็ได้สานต่อสิ่งดีๆ เหล่านี้ไปสู่ลูกๆ ทั้ง 3 คนของเธอเอง
เริ่มต้นด้วยการประหยัดไฟ
“
เราโตมากับบ้านที่สอนให้ประหยัดไฟ ประหยัดน้ำ ที่บ้านเรามีการจัดคิวค่าไฟ ราคาถูกตั้งแต่ 4 ทุ่ม ไฟจะถูกกว่าปกติ แต่ตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่ม ค่าไฟเราจะแพงกว่าปกติ 2 เท่า ที่บ้านใหม่เราใช้วิธีนี้ตลอด ทำให้เราประหยัดค่าไฟได้มากและโชคดีอย่างหนึ่งก็คือตัวเราเป็นคนที่ชอบอากาศไทยๆ คนอื่นนั่งร้อนๆ แต่เราจะกำลังสบาย ที่บ้านตอนนี้เด็กๆ จะขี้ร้อน เราจึงเปิดแอร์ช่วงประมาณ 1 ทุ่ม และเปิดไปได้ตลอดจนถึงตี 35 ค่อยปิด ค่าไฟจะประหยัดไปได้มาก
วันซักผ้าคือวันเสาร์อาทิตย์ วันทำความสะอาดบ้านคือวันปกติ การใช้น้ำของเราซักผ้าจะใช้การซักปกติ ไม่ต้องใช้เครื่องอบผ้า เพราะแดดบ้านเราแรง ตากผ้าเดี๋ยวเดียวก็แห้งแล้ว จะอบก็ต่อเมื่อเป็นผ้าเด็กเล็ก ที่ต้องการความสะอาดมากกว่าปกติ
การทำอย่างนี้ทำให้เราประหยัดค่าไฟจากเดือนละ 8,0009,000 บาท ลดลงมาเหลือเดือนละ 3,0004,000 บาทเท่านั้น จากการใช้วิธีประหยัดน้ำไฟแบบนี้
” ชามาภัทร บอกเล่าวิธีประหยัดน้ำไฟภายในบ้านของเธออย่างเห็นเป็นรูปธรรมที่สุด และเป็นสิ่งที่ทุกบ้านก็สามารถทำได้เช่นกันนอกจากนี้ เธอยังบอกกับเราอีกว่า หากอากาศดีๆ เราจะเปิดหน้าต่าง ประตู สูดอากาศนอกบ้าน ให้ลูกๆ ได้สัมผัสธรรมชาติ ไม่ใช่อยู่แต่ในห้องแอร์อย่างเดียว
อย่าสะดวกสบายเกินไป
ผู้บริหารสาวคนนี้ แสดงความคิดเห็นเรื่องการประหยัดพลังงานในบ้านเราอีกว่า สังคมไทยทุกวันนี้ตามฝรั่งมากเกินไป ชีวิตไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องทุ่นแรงมากมาย ฝรั่งมีทั้งเครื่องปอกไข่ เครื่องตีไข่ และอีกสารพัดเครื่องใช้ไฟฟ้าอำนวยความสะดวกจนแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลย ซึ่งไม่จำเป็นขนาดนั้น
การใช้ชีวิตของเราๆ ควรออกแรงบ้างให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่าคิดถึงแต่ความสะดวกสบายมากเกินไปนัก จะทำให้เราใช้พลังงานจนเกินความพอดี อะไรที่สามารถทำด้วยตัวเองได้ก็ควรทำ
“
อีกอย่างหนึ่งก็คือ บ้านเมืองเราไม่จริงจังในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากนัก อย่างเรื่องการแยกขยะ ทำให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับ กทม. หรืออย่างน้อยเราควรเพิ่มภาษีกับสินค้าที่ทำให้เกิดปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น อย่างโครงการที่สวนจตุจักร ที่ใครไม่เอาถุงลดให้ 1 บาท เป็นต้น โครงการดีๆ แบบนี้เราควรทำให้เกิดเป็นกระแสกระตุ้นการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างขยะที่บ้านเราก็จะมีการแยกขยะ กระดาษ ขวดแก้ว พลาสติก หนังสือพิมพ์ ของเล่น อันไหนซ่อมได้ก็จะเอาไปให้โรงเรียนเทคโนโลยีหัดซ้อม ขยะที่เหลือก็จะเอาไปรวมกับบ้านคุณแม่ที่อยู่ติดกัน รอให้ซิสเตอร์ (แม่ชีในศาสนาคริสต์) มารับไปบริจาค หรือนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ตามสมควร ซึ่งเราจะทำอย่างนี้เสมอมาตลอด
” ชามาภัทร เล่าถึงสิ่งที่เธอปฏิบัติมาตลอด ตั้งแต่ยังอยู่กับคุณแม่จนแยกครอบครัวออกมา เธอก็ยังคงทำเช่นนี้อยู่เสมอใครที่ได้รู้จักเธอต่างก็รู้ดีว่า สิ่งที่เธอเล่ามาทั้งหมดเป็นความจริงที่ทำมาโดยตลอด ทั้งที่บ้านและที่ทำงานของเธอเอง แต่สิ่งที่เราเห็นได้ชัดที่สุดคงต้องยกให้ความเป็นครอบครัวที่อบอุ่น และรู้จักสั่งสอนเด็กๆ ให้เรียนรู้แต่สิ่งที่ดีๆ ทั้งแก่ตัวเองและเพื่อคนรอบข้าง รวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน







