posttoday
40 ปี การสาธารณสุขมูลฐาน (17)

40 ปี การสาธารณสุขมูลฐาน (17)

09 เมษายน 2562

บัญชียาหลักแห่งชาติของไทย เป็นบัญชียาหลักสำหรับประชาชนคนไทยทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน โดยยาที่ราคาแพงหรือ “ที่มีค่าใช้จ่ายสูง”ก็เข้าถึงได้โดยมีมาตรการอย่างชัดเจนในการใช้ ไม่ปล่อยให้มีการใช้ “ตามอำเภอใจ”

บัญชียาหลักแห่งชาติของไทยเป็นบัญชียาหลักสำหรับประชาชนคนไทยทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน โดยยาที่ราคาแพงหรือ “ที่มีค่าใช้จ่ายสูง”ก็เข้าถึงได้โดยมีมาตรการอย่างชัดเจนในการใช้ ไม่ปล่อยให้มีการใช้ “ตามอำเภอใจ”

*********

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

ในการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติของไทย คณะอนุกรรมการได้ประกาศหลักการสำคัญ 4 ข้อ

ข้อแรก บัญชียาหลักแห่งชาตินี้ จะได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมและแก้ไขเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ทันเหตุการณ์ โดยพิจารณาจากข้อมูลหลักฐานทางวิชาการ ด้านความปลอดภัย ประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และมุ่งหวังให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยให้เหมาะสมกับบริบทของระบบสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของประเทศไทย

ข้อสอง การปรับปรุงบัญชียาหลักแห่งชาติทุกครั้งจักดำเนินการจัดทำโดยกระบวนการที่โปร่งใส มีส่วนร่วม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ มีเหตุผล และเป็นปัจจุบัน สามารถอธิบายชี้แจง หรือเผยแพร่ต่อผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชนได้ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในสังคมแสดงความเห็นในระหว่างขั้นตอนการคัดเลือกยา และตรวจสอบได้ตามความเหมาะสม ตลอดจนเผยแพร่หลักฐานเชิงประจักษ์ในการพิจารณายาในบัญชียาหลักแห่งชาติ

ข้อสาม บัญชียาฉบับนี้ สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อประชาชน ผู้สั่งใช้ยา ระบบบริหารเวชภัณฑ์ ผู้บริหารสถานพยาบาล ระบบการเบิกจ่าย และระบบเศรษฐกิจของชาติ โดยสามารถ

(1)ใช้เป็นแนวทางในการเลือกยาตามขั้นตอนอย่างสมเหตุผล

(2)ส่งเสริมการใช้ยาด้วยความพอดี โดยประโยชน์ที่ได้รับจากยาต้องมากกว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้น (positive benefit-to-risk ratio)

(3)ส่งเสริมการใช้ยาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ต้นทุน (maximization of cost-effectiveness) ควบคู่กับการเพิ่มคุณภาพการรักษา โดยเปิดโอกาสให้การเข้าถึงยาที่มีค่าใช้จ่ายสูงเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้

หลักการข้อนี้แสดงชัดเจนว่า บัญชียาหลักแห่งชาติของไทย เป็นบัญชียาหลักสำหรับประชาชนคนไทยทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน ไม่ใช่บัญชียาสำหรับคนยากจนเท่านั้น โดยยาที่ราคาแพงหรือ “ที่มีค่าใช้จ่ายสูง”ก็เข้าถึงได้โดยมีมาตรการอย่างชัดเจนในการใช้ ไม่ปล่อยให้มีการใช้ “ตามอำเภอใจ”ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป

ข้อสี่ บัญชียาหลักแห่งชาติจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในระบบยาของประเทศ ที่ต้องประสานให้มีการบริหารจัดการมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องควบคู่กัน ได้แก่

หนึ่ง มาตรการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (rational use of drugs) ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติได้ขยายความว่าการใช้ยาอย่างสมเหตุผล หมายถึง การใช้ยาโดยมีข้อบ่งชี้ เป็นยาที่มีคุณภาพ มีประสิทธิผลจริง สนับสนุนด้วยหลักฐานที่เชื่อถือได้ ให้ประโยชน์ทางคลินิกเหนือกว่าความเสี่ยงจากการใช้ยาอย่างชัดเจน มีราคาเหมาะสม คุ้มค่าตามหลักเศรษศาสตร์สาธารณสุข ไม่เป็นการใช้ยาอย่างซ้ำซ้อน

สอง มาตรการสร้างจิตสำนึกของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ประชาชน และผู้บริหารการศึกษา

สาม มาตรการเชิงนโยบายระดับชาติ เกี่ยวกับบริการสุขภาพ การใช้เทคโนโลยีและการใช้ยา รวมทั้งกลไกกลาง และมาตรการในการส่งเสริมควบคู่กับการติดตามตรวจสอบกำกับดูแลตามนโยบายทุกด้าน

สี่ มาตรการด้านการศึกษาของบุคลากรวิชาชีพทางสาธารณสุขสาขาต่างๆ เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ ทักษะ จริยธรรม และเจตคติที่ดีในการจัดหายา และบริหารการใช้ยาอย่างเหมาะสม

ห้า มาตรการในการส่งเสริมคุณภาพของเวชปฏิบัติ เช่น การมีเกณฑ์เวชปฏิบัติที่ดี เกณฑ์มาตรฐานการประกอบวิชาชีพและการประกันคุณภาพบริการ เป็นต้น

หก มาตรการในการควบคุมกำกับดูแลคุณภาพยามาตรฐานในโรงงานอุตสาหกรรม ในสถานพยายาบาล และในร้านยา (ตลาดยา)

เจ็ด มาตรการในการจัดหายาให้มีในประเทศ ในระบบบริการ หรือในสถานพยาบาล รวมทั้งการติดตามตรวจสอบมาตรฐานของยา และการกำหนดราคากลางของยาแต่ละชนิด

แปด มาตรการในการบริหารยาของสถานพยาบาลให้มีความเหมาะสม รวมทั้งบัญชียาของโรงพยาบาลและกลไกการกำกับดูแล

เก้า มาตรการให้ข้อมูลยาที่เป็นกลาง ทั้งแก่บุคลากรทางการแพทย์ เช่น การจัดทำคู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ตามบัญชียาหลักแห่งชาติ การจัดทำมาตรฐานเอกสารกำกับยาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และการให้ข้อมูลยาแก่ประชาชน เช่น เอกสารกำกับยาสำหรับประชาชน

สิบ มาตรการในการกำหนดสิทธิประโยชน์ด้านยาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบประกันสังคม ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และระบบสวัสดิการอื่นๆ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับความเสมอภาคและความปลอดภัยจากการใช้ยาในทุกระบบหลักประกันสุขภาพ

ในส่วนของหลักเกณ์การพิจารณาคัดเลือกยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์สากลรวม 10 ข้อ เช่น ต้องเป็นไปตามความจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของประเทศเป็นหลัก ต้องใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์
(evidence-based)ที่ครบถ้วนและละเอียดพอ หรืออาศัยระบบการให้คะแนนที่มีประสิทธิผล เช่น ISafE score ซึ่ง I คือ สารสนเทศ (Information) S คือ ความปลอดภัย (Safety) a คือ ข้อจำกัดทางการบริหารยา f คือ ความถี่ในการบริหารยา (frequency of drug administration)

และ E คือ ประสิทธิผล (Effectiveness)การใช้เกณฑ์การให้คะแนนดังกล่าวย่อมสามารถวัดคุณค่าทางนามธรรมของยาออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ เป็นตัวเลข ทำให้สามารถเปรียบเทียบกันได้ และตัดอคติลงได้มาก หลักฐาน (evidences)ต่างๆ ที่นำมาพิจารณา ก็มีเกณฑ์การให้น้ำหนักตามหลักสากล เช่น ให้น้ำหนักสูงสุดแก่ผลการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ของการศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ และให้น้ำหนักต่ำสุดแก่ “ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ”รายบุคคล เพราะย่อมมีอคติได้สูงและอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่แฝงเร้นได้ด้วย

อย่างไรก็ดี เกณฑ์การให้คะแนนนี้ก็มิใช่ตัวชี้ขาด ยาที่มีคะแนนสูงหรือสูงกว่า ไม่จำเป็นต้องจัดเข้าอยู่บัญชียาหลักแห่งชาติเสมอไป เพราะมีการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย โดยให้ฝ่ายเลขานุการเป็นผู้จัดทำบัญชีการให้คะแนน ให้คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจารณารับรองหรือปรับคะแนนตามหลักฐานเชิงประจักษ์ในแต่ละมิติ

การพิจารณาจะทำตามขั้นตอน โดยคณะอนุกรรมการเป็นผู้พิจารณามอบรายการยาให้คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญแต่ละคณะไปพิจารณาตามเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการกำหนด ผลจากคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญจะนำเข้าพิจารณาใน “คณะทำงานประสานผล”พิจารณาในขั้นตอนต่อไป รายการยาที่ต้องมีการพิจารณาเรื่องความคุ้มค่า จะส่งให้ “คณะทำงานทางเศรษฐศาสตร์”ศึกษาเรื่องความคุ้มค่า ยารายการใดที่มีราคาแพง และมีผลกระทบต่องบประมาณสูง จะส่งให้ “คณะทำงานต่อรองราคา”ไปดำเนินการ ก่อนนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณา

การดำเนินการของคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลัก จึงมีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือสูงมาก และมีการพิจารณาอย่างเป็นขั้นตอนในแง่มุมต่างๆ ที่จำเป็น และสมควร

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69