posttoday
ไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก

07 พฤศจิกายน 2553

เรื่อง พญ.ประอร สุประดิษฐ ณ อยุธยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

 

 

เมื่อลูกป่วยผู้ปกครองหลายท่านต้องกังวลใจด้วยความเป็นห่วง ดังนั้นการรู้จักวิธีการป้องกันและการดูแลจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในครั้งนี้เราจะมาเรียนรู้ว่าวิธีการดูแลโรคไข้เลือดออกกันว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี่ที่มียุงลายเป็นพาหะ เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสกัดคน จะถ่ายทอดเชื้อให้คนทำให้เกิดอาการภายใน 3–11 วัน ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการช็อก ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลาอาจเสียชีวิตได้จากภาวะช็อกนาน โดยมีอาการตับวาย ไตวาย และภาวะเลือดออกมากตามมา ผู้ปกครองสามารถสังเกตอาการของลูกหลานที่ป่วยได้ดังนี้

1.มีไข้สูงลอย ปวดศีรษะ อาจมีปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อหรือกระบอกตา มีผื่น

2.มีเลือดออก เช่น จุดเลือดออกตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน

3.อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ช็อก มีโอกาสเกิดในระยะที่ไข้ต่ำลงหรือไม่มีไข้ โดยผู้ป่วยยังคงพูดคุยรู้เรื่อง แต่จะเพลียและมีอาการตามสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบนำผู้ป่วยมาพบแพทย์

การรักษาที่บ้าน ให้รักษาตามอาการ เช่น ถ้ามีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลเท่านั้น ให้ห่างกันไม่น้อยกว่าทุก 46 ชั่วโมง ร่วมกับเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นนาน 1015 นาที ให้อาหารอ่อน ย่อยง่าย แต่ถ้ามีอาการเบื่ออาหาร ให้กระตุ้นให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีแดง ดำ และน้ำตาล แต่ถ้าไข้ลงแล้วอาการอื่นๆ ไม่ดีขึ้น และมีอาการตามสัญญาณอันตรายได้แก่ ซึม คลื่นไส้อาเจียนหรือปวดท้องมาก มีเลือดออก เช่น ถ่ายอุจจาระสีดำ หรือเลือดกำเดาไหล พฤติกรรมเปลี่ยนไป หรือร้องกวนในเด็กเล็ก ตัวเย็นตัวลาย ปัสสาวะน้อยลง ถ้ามีอาการดังกล่าวข้อใดข้อหนึ่งต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง