
สภาวธรรมทางจิต...ผลจากการภาวนาคำถามชาวพุทธในอินเดีย (ตอน๗)
ปุจฉา : ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติภาวนาประมาณ ๖๗ ชั่วโมง แต่ปัจจุบันนี้ได้ยุติแล้ว
ปุจฉา : ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติภาวนาประมาณ ๖๗ ชั่วโมง แต่ปัจจุบันนี้ได้ยุติแล้ว
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติภาวนาประมาณ ๖๗ ชั่วโมง แต่ปัจจุบันนี้ได้ยุติแล้ว ข้าพเจ้าสัมผัสถึงพลังบางอย่าง (Sense) ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ และรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังบีบ/กดศีรษะอยู่และรู้สึกหนัก บางครั้งก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นในศีรษะ ช่วงหลังมานี้ข้าพเจ้าจะรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเข้าไปในปากของข้าพเจ้าเวลาที่นั่งสมาธิ แล้วเวลาที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเยียนผู้ปฏิบัติอื่นๆ ก็จะรู้สึกว่าโดนพลังที่มองไม่เห็นเหล่านั้นเข้ามา Attack แล้วร่างกายของข้าพเจ้าก็จะเริ่มหมุน
ปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองสุขภาพไม่ดี ไม่ค่อยสบาย และอ่อนเพลีย ไม่ทราบว่ามีทางแก้ไขอย่างไรคะ?
โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย กรุณานำข้อความเหล่านี้กราบเรียนกูรูจีด้วยค่ะ ข้าพเจ้าจะรอคำตอบจากท่าน กรุณาตอบกลับโดยเร็วที่สุด...
นางวันทนา ซิมังค่า
วิสัชนา : หรือซาบซ่านที่ผิวกาย ศีรษะหนักเหมือนมีอะไรบีบกดทับ หรือมีมดไรไต่ตอมตามใบหน้า ลำตัว บางทีมีอาการเหมือนมีตัวสัตว์คลานเข้าไปในรูจมูก หรือให้เหมือนมีตัวสัตว์เลื้อยเข้าทางปาก หรือทางอายตนะช่องใดก็เป็นไปได้ จนผู้เจริญภาวนา หากไม่รู้เท่าทันกับอาการสภาวธรรมดังกล่าวที่เกิดจากอำนาจของปีติ ก็จะตกใจลืมตาออกมาดู หรือยกไม้ยกมือขึ้นโบกปัดเป็นโกลาหล บางครั้งเกิดอาการสั่นจนโยกคลอนไปมา และจะเหวี่ยงแรงขึ้นตามกำลังของปีติ ก็เป็นไปได้ จนเกิดอาการเหมือนกายนี้หมุนติ้วๆ และจะยิ่งแรงขึ้นๆ ตามกำลังจิตที่มีปีติเกิดขึ้น ซึ่งตรงกับลักษณะอาการที่อุบาสิกาวันทนามีอาการเกิดขึ้นทุกประการ จนนำไปสู่ความวิตกกังวลด้วยไม่ทราบถึงสาเหตุ และให้เจ็บไข้ไม่สบายกายเกิดขึ้น เพราะความไม่สบายใจวิตกกังวลเป็นมูลเหตุ จนในที่สุดได้หยุดการเจริญภาวนาด้วยความกลัวซึ่งเป็นโมหจิต จากตามที่กล่าวมา
อาตมาได้พิจารณาแล้วจึงได้เขียนตอบมา เพื่อให้อุบาสิกาวันทนาได้รับรู้ในเรื่องของปีติจิต ที่มีลักษณะธรรมต่างๆ หลากหลายอาการ ซึ่งเกิดจากความอิ่มเอิบของจิต เมื่อเข้าสู่อารมณ์กรรมฐาน และยกสู่อารมณ์กรรมฐานตามที่เจริญภาวนา จนมีปีติเกิดขึ้น เมื่อถึงขั้นนี้ ให้สูดลมหายใจเข้าให้ลึกและกระตุกกายขึ้น นึกในใจว่า “ญาณสุข” ปรับสภาพจิตให้นุ่มนวลลง โดยปรับลมหายใจให้เบาและช้าๆ ประณีต ให้จิตแนบแน่นกับคำบริกรรมภาวนา เช่น บริกรรม “กรรมฐาน ๕” ได้แก่ เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ว่าโดยอนุโลมปฏิโลม (เดินหน้าถอยหลัง) ปรับอารมณ์ที่จิตเข้าไปอาศัยให้มีความสุข และตั้งจิตนิ่งสงบรู้อยู่ที่อารมณ์นั้น สักพักหนึ่ง อาการของปีติที่เกิดขึ้นก็ค่อยๆ ระงับไป จนจิตขณะนั้นอยู่ในฐานสุข เรียกว่า ฌานสุข ให้เพ่งรู้ในอารมณ์อุเบกขา ซึ่งเป็นอารมณ์กลางๆ อยู่เหนือรักชัง หรืออยู่ระหว่างชอบกับไม่ชอบ เป็นอุเบกขารมณ์ ดุจบุคคลยืนอยู่ที่ทางสามแพร่ง ซึ่งจะไม่ไปทางซ้าย (รักชอบ) และจะไม่ไปทางขวา (ชังไม่ชอบ) จะยืนอยู่ตรงกลาง แต่จะไม่เดินหน้าให้ยืนนิ่งสงบอยู่ตรงตำแหน่งจุดกลางดังกล่าว คือ ให้จิตถืออารมณ์อุเบกขาอยู่อย่างนั้นจนเป็นจิตเดียว ที่ภาษาบาลีเรียกว่า “เอกัคคตาจิต” ก็จะเกิดสมาธิปริยายชั้นสูง หรือเข้าสู่องค์รูปฌาน ๔ อันบุคคลทั้งหลายปฏิบัติได้ยาก จึงมีอานิสงส์ยิ่ง มีผลยิ่ง ต่อการลำดับจิตที่มีสติบริสุทธิ์ กำลังดูแลอยู่สู่การเจริญวิปัสสนาญาณ เพื่อวิมุตติธรรมหรือเพื่อความสิ้นทุกข์ในเบื้องหน้า
ก็ขอให้อุบาสิกาวันทนาปฏิบัติต่อไปตามลำดับที่ได้เรียนฝึกปฏิบัติมา โดยจะต้องเข้าสมาธิอย่างเป็นลำดับ และจะต้องถอยออกมาจากสมาธิอย่างเป็นลำดับ จึงจะถูกต้อง ซึ่งเคยสอนไว้ดีแล้ว
อนึ่ง ในส่วนการฟื้นฟูสภาพจิตให้แข็งแรงขึ้นนั้น นอกจากการปฏิบัติสมาธิตามที่กล่าวมานั้น ก็ขอให้อีกวิธีการหนึ่ง คือ การกำหนดมีสติ รู้ลมหายใจเข้ายาว, มีสติ รู้ลมหายใจเข้าสั้น โดยให้ท่องคำบริกรรมว่า “นะโม พุทธะเมตตา” เมื่อหายใจเข้ายาว และแผ่พลังเมตตาไปให้ทั่วร่างกาย พร้อมหายใจออกไปด้วยในเวลาเดียวกัน ให้ปฏิบัติวันละ ๓๐ นาที๑ ชั่วโมงในตอนเช้าและก่อนนอนทุกคืน จะทำให้สภาพจิตดีขึ้น







