อีอึม-พีอุม... จุดเชื่อมต่อแห่งกาลเวลาที่บานสะพรั่ง
เรื่อง: เพียงออ วิไลย [email protected]
เรื่อง: เพียงออ วิไลย
[email protected]
“มิส ฮง” เดินนำหน้าพาเราเข้าไปในตรอกแคบๆ ที่กว้างพอให้รถยนต์เล็กๆ สักคันวิ่งสวนกับมอเตอร์ไซค์ขนของได้ นานๆ ครั้งเราต้องยืนแอบข้างตึกเพื่อให้มอเตอร์ไซค์ที่บรรทุกกล่องขนาดใหญ่สวนออกไปก่อน บ้านเรือนที่ปลูกติดๆ กัน เป็นรูปแบบอาคารที่นิยมสร้างกันราว 40-50 ปีก่อน เป็นตึกชั้นเดียวบ้าง 2 ชั้นบ้าง มีระบบฮีตเตอร์ใต้พื้นให้อุ่น หน้าบ้านเปิดให้รู้ว่าเป็นที่ทำงาน มีคนงานร้านละ 2-3 คน นั่งทำงานอยู่ภายใน
เมื่อลัดเลาะไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความแออัดของพื้นที่ “มิส ฮง” ก็เริ่มอธิบายว่า ที่พวกเรากำลังเดินอยู่นี้ คือ ตำบล “ชางซิน” ซึ่งเคยมีเศรษฐกิจรุ่งเรืองสุดๆ ในยุคปี 1970 ถึงปลายทศวรรษ 1980 เหตุเพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมของโรงงานผลิตเสื้อผ้าขนาดกลางจนถึงขนาดย่อมที่มีเถ้าแก่กับลูกจ้างไม่กี่คน... ในเวลานั้น ตลาดผ้าที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ “ดงแดมุน” มีร้านขายผ้าพับ บนตึก 3-4 ชั้น และร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป รวมนับพันร้านยาวสุดตึก ดังนั้น “ดงแดมุน” จึงเป็นหน้าร้าน ส่วน “ชางซินดง” เป็นที่ตัดเย็บ ซึ่งเป็นศูนย์รวมสาวโรงงานเย็บผ้าที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโซล
สมัยนั้น สาวๆ ตัดเย็บกันทั้งวันทั้งคืน มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้สบาย “ชางซินดง” กลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและแฟชั่นของเกาหลีที่โด่งดังอย่างมาก สร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มไปต่างประเทศ และใครไปเกาหลีเป็นต้องได้รับออร์เดอร์มาซื้อเสื้อลายสวยๆ ตัดเย็บฝีมือดีกันทั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาถึง เกาหลีสลัดภาพของประเทศที่เคยมีค่าแรงถูก เปลี่ยนงานในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานคนเยอะ ไปสู่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ค่าแรงแพงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้งานที่ต้องใช้แรงงานถูกผลักออกไปสู่ประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า โรงงานเหล่านี้ก็ค่อยๆ ทยอยปิดตัวลงจนถึงซบเซา หน้าร้านขายเสื้อผ้าที่ “ดงแดมุน” ยังคงอยู่แต่เปลี่ยนสภาพไป มีสินค้าจากจีนและประเทศอื่นที่ต้นทุนถูกกว่าปะปนเข้ามามากขึ้นเนื่องจากผู้ตัดเย็บรายเล็กทำต้นทุนสู้จีนไม่ไหว ...
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจาก กรุงโซล เป็นเมืองวัฒนธรรมป๊อปและแฟชั่นเครื่องแต่งกาย ศาลาว่าการกรุงโซลจึงเป็นสปอนเซอร์ในการจัดงาน Seoul Fashion Week ปีละ 2 ครั้งในช่วง มี.ค.และ ต.ค.ของทุกปี งานนี้ถูกจัดว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่อันดับ 2 ในเอเชียต่อจากเซี่ยงไฮ้ และในการจัดแต่ละครั้งมีดีไซเนอร์ และ Buyer จากทุกมุมโลกมางานนี้อย่างล้นหลาม...ปัจจุบันนี้ชาวเกาหลีเมื่อออกนอกบ้านก็เริ่มพิถีพิถันในการแต่งกายให้เหมาะกับกาลเทศะและสภาพอากาศ ใน 1 ปีมี 4 ฤดูกาล ก็จำเป็นต้องมีเสื้อผ้าทุกฤดูกาล รองรับอากาศร้อนจัดไปจนหนาวจัด จึงทำให้การหมุนเวียนของสินค้าเสื้อผ้าในตลาดเร็ว
มูลค่าของตลาดเครื่องแต่งกายจึงเย้ายวนใจมาก Statista วิเคราะห์ว่า ตลาดแฟชั่นเครื่องแต่งกายในประเทศเกาหลีในปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 13,734 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.4 แสนล้านบาท) ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก และมูลค่าตลาดจะโตขึ้นราวปีละ 5.2% ทำให้ภายใน 4 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าถึง 5.4 แสนล้านบาท ผู้บริโภคเกาหลีมีกำลังซื้อสูงระดับต้นๆ ของโลก จึงทำให้สินค้าแบรนด์เนมเรียงแถวตบเท้าเข้ามาหาลูกค้าระดับบน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังค่ะ กลุ่มคนที่บริโภคสินค้าลักซ์ชัวรี่แบรนด์หรูต่างๆ ในเกาหลีมีกำลังซื้อมาก... ด้วยเหตุนี้ กลุ่มทุนหนาต่างๆ เช่น บริษัทใหญ่ แชโบล (กลุ่มธุรกิจตระกูลใหญ่ - ล็อตเต้ ชินเซเกะ โคลอน ฮยอนแด ซัมซอง) จึงได้ขยายไลน์ธุรกิจเข้ามาในวงการเสื้อผ้า แฟชั่นเครื่องแต่งกาย ซึ่งทำเอาผู้เล่นรายเล็กที่มีอยู่เดิม อยู่ยากมากขึ้นไปอีก...
ทุกชีวิตย่อมมีเส้นทางไป พระเจ้าไม่ได้โหดร้ายต่อมนุษย์มากขนาดต้องบีบให้ตายคามือ... โชคดีที่ กลุ่มแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายในเกาหลี กลับเป็นกลุ่ม Street Fashion ณ “ชางซินดง” แห่งนี้จึงยังคงมีพลังชีวิตอยู่ เป็นพลังของนักออกแบบ ช่างแพตเทิร์น และช่างตัดเย็บฝีมือระดับปรมาจารย์หลายคนที่ปัจจุบันมีอาวุโสกันแล้ว บุคคลเหล่านี้ ที่ถืกำเนิดมาจาก “ชางซินดง” และยังคงยืนหยัดอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งในซอยแคบที่วกวนเป็นใยแมงมุม ที่ทำให้ “ชางซินดง” ยังไม่ตาย และในที่สุด รัฐบาลท้องถิ่นได้ให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของสาวฉันทนาที่สร้างเศรษฐกิจให้ประเทศในยุคแรกๆ จึงได้ตั้ง “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การตัดเย็บ อีอึม-พีอุม” ขึ้นในซอยนี้.... “อีอึม-พีอุม แปลว่า จุดเชื่อมต่อแห่งกาลเวลาที่บานสะพรั่ง” ก็คือ หมายให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นตัวเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของความรุ่งเรืองในอดีตไว้นั่นเอง
โรงงานเล็กๆ รอบๆ ตัวตึกพิพิธภัณฑ์ “อีอึม-พีอุม” ตั้งอยู่อย่างลงตัวเหมาะเจาะ กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” ที่สามารถเดินไปดูการทำงานจริงได้...ใน “อีอึม-พีอุม” มีส่วนจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์การตัดเย็บ ซึ่งประกอบไปด้วยเรื่องราว ส่วนโชว์ผลงานตัดเย็บ รวมถึง หอประวัติของผู้เชี่ยวชาญในการตัดเย็บแห่งชางซินดง หลายท่านซึ่งแม้จะสูงวัยแล้ว แต่ก็ยังทำงานเพื่อเผยแพร่ทักษะให้แก่คนที่เข้าใจ ด้วยการจัดคอร์สอบรมการตัดเย็บชุด “ฮันบก” ที่แจ่มแจ๋ว ภายใน 3 ชั่วโมงให้อีกด้วยค่ะ


