
มาร์เจน เปโจสกีซาสโก เบโซฟสกี 2 ดีไซเนอร์กับแรงบันดาลใจระดับโลก
ช่วงนี้เป็นฤดูกาลแฟชั่นชุกของบ้านเราจริงๆ เพราะมีงานแทบไม่เว้นแต่ละวัน เพิ่งผ่านพ้นงานใหญ่อย่างแอล แฟชั่นวีกไปไม่ทันไร
ช่วงนี้เป็นฤดูกาลแฟชั่นชุกของบ้านเราจริงๆ เพราะมีงานแทบไม่เว้นแต่ละวัน เพิ่งผ่านพ้นงานใหญ่อย่างแอล แฟชั่นวีกไปไม่ทันไร
เรื่อง กาญจนา เตชาวัฒนากูล ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
ช่วงนี้เป็นฤดูกาลแฟชั่นชุกของบ้านเราจริงๆ เพราะมีงานแทบไม่เว้นแต่ละวัน เพิ่งผ่านพ้นงานใหญ่อย่างแอล แฟชั่นวีกไปไม่ทันไร ก็มีอีกหนึ่งเวทีที่แฟชั่นนิสตาเมืองไทยได้ตื่นเต้นกัน กับ “เบสต์ ออฟ บริติช 2010 (Best of British 2011BOB)” ที่รวมพลเหล่าดีไซเนอร์มาแรงจากเกาะอังกฤษ ซึ่งเพิ่งเสนอผลงานไปหมาดๆ จากงานลอนดอน แฟชั่นวีก 2011 หอบผลงานระดับโลกข้ามน้ำข้ามทะเลมาโชว์ตัวกันบนแคตวอล์กกลางกรุงเทพฯ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้าที่งานบีโอบีจะเริ่มขึ้น เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ มาร์เจน เปโจสกี และซาสโก เบโซฟสกี สองดีไซเนอร์จากแบรนด์เคทีซี (KTZ) ซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงในแวดวงนักออกแบบว่าเป็นนักมายากลแห่งแฟชั่น ที่ผสมผสานความดิบของสังคมเข้ากับความเนี้ยบของวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี และเป็นแบรนด์โปรดของคนดังอย่าง เลดี้ กากา ริฮานนา เคที เพอร์รี บริตนีย์ สเปียร์ส รวมถึงศิลปินเกาหลีอย่างปาร์ค บอม หรือ 2NE1
คุณมีโอกาสไปร่วมงานออกแบบเสื้อผ้าให้กับเลดี้ กากา ได้ยังไงคะ?
เคทีซี : เลดี้ กากา ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์ของเราแล้วสนใจ ก็เลยติดต่อมา เวลาทำงานกันเราก็จะมาดูกันว่ามีอะไรที่เหมาะกับเธอบ้าง และส่วนใหญ่กากาจะเป็นคนเลือกเองว่าอะไรที่เหมาะกับการแสดงบนเวทีของเธอ
พวกคุณหาแรงบันดาลใจในทำงานมาจากไหนกันบ้างคะ?
เคทีซี : จริงๆ แล้วแรงบันดาลใจมันเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านแถวจตุจักรหรือร้านเสื้อผ้ามือสองในลอนดอน หรือคนเดินผ่านไปมา ขอแค่เพียงคุณชอบแล้วเกิดแรงบันดาลใจ
เราเคยได้ยินว่า ซาสโกเป็นดีเจที่มีชื่อเสียงมากมาก่อนที่จะมาเป็นดีไซเนอร์ ทำไมคุณถึงเปลี่ยนแนวมาหาแฟชั่น และมันยากไหมกับการเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ
ซาสโก : ใช่ ผมเคยเป็นดีใจในยุค 90 แล้วก็รู้จักกับมาร์เจนที่ตอนนั้นเรียนดีไซน์อยู่ เราคุยกันแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาว่าเราอยากจะทำสิ่งนี้เหมือนๆ กัน ส่วนตัวผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องยากขนาดนั้น เราอาจจะไม่ได้รู้หมดทุกเรื่องทุกขั้นตอน แต่เรารู้ว่าใครสามารถช่วยเราจัดการในสิ่งนั้นๆ ได้ เช่น เราเป็นคนออกแบบ แต่มีช่างตัด หรือมีคนทอผ้าที่ตรงกับความต้องการของเรา มันก็ทำให้ออกมาเป็นชิ้นงานได้ ผมมองว่าถ้าเราชอบและสนใจมันจริงจัง เราก็ลงมือทำให้มันเกิดขึ้นได้ แน่นอนว่าคุณอาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่เราก็ต้องมองหาคนที่รู้เรื่องนั้นมาช่วยเสริม
คุณคิดว่าผลงานของคุณเป็นที่นิยมในเอเชียไหมคะ
เคทีซี : ถ้ามองตามสถิติแล้วนะครับ เสื้อผ้าของเราก็ขายได้ในหลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ อินโดนีเซีย แล้วระยะหลังก็มีทั้งศิลปินและคนดังๆ หลายคนที่ชอบเสื้อผ้าของเรา บียอร์ก กากา หรืออย่างในเอเชียก็มีวง 2NE1 ของเกาหลี ญี่ปุ่นก็เป็นดีเจชื่อดัง ซึ่งมันก็เป็นอิทธิพลส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น ผลงานของเราก็ได้รับความนิยมด้วย
คุณมีมุมมองเกี่ยวกับเมืองไทยและแฟชั่นที่นี่ยังไงบ้างคะ
เคทีซี : เรามาเมืองไทยกันบ่อยมาก ปีละ 23 หน เพราะเราชอบกันมาก ทั้งบ้านเมืองที่สวยงามและคนไทยใจดี อยู่กันครั้งละ 12 อาทิตย์ เที่ยวกันหลายที่เลยครับ ทั้งเหนือใต้ เรามองว่าวัยรุ่นไทยมีสไตล์การแต่งตัวและเซนส์ด้านแฟชั่นที่น่าสนใจมาก ทุกครั้งที่ไปจตุจักร เราจะได้เจอกับสไตล์หรืองานที่แปลกๆ ใหม่ๆ และน่าสนใจจริงๆ วิธีที่พวกเขาเลือกแมตช์เสื้อผ้าด้วยกัน หรือการสร้างงานที่มีเอกลักษณ์มากๆ ที่พวกเราไม่ค่อยเห็นในประเทศอื่นๆ ในเอเชียนะ ไม่ว่าจะญี่ปุ่น เกาหลี หรือฮ่องกง เรารู้จักดีไซเนอร์ไทยหลายคน ทั้งที่นี่และที่ไปเรียนที่อังกฤษ คนไทยเก่งมากเรื่องเทคนิคและมีแบ็กกราวด์ด้านแฟชั่นที่ดีมากด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราชื่นชมมาก
นอกจากนั้น เรายังได้พูดคุยกับกูรูในวงการแฟชั่น ไมเคิล โรเซน ผู้อยู่เบื้องหลังการจัดเวทีแฟชั่นระดับโลกมาแล้วมากมาย รวมถึงเคยเป็นอาจารย์สอนการออกแบบและเคี่ยวกรำดีไซเนอร์ระดับโลก อย่าง จอห์น กัลลิอาโน ฮุสเซน ชาลายาน อเล็กซานเดอร์ แม็คควีน ไจลส์ ดีคอน และสเต็ลลา แม็คคาร์ทนีย์
คุณเคยสอนลูกศิษย์ดีไซเนอร์เก่งๆ มาหลายคน มีคนไหนที่คุณจดจำหรือภูมิใจเป็นพิเศษไหมคะ
ไมเคิล : มันยากที่จะชี้ชัดลงไปเลยว่าใครบ้าง สำหรับผมจะให้ความสำคัญกับคนที่สามารถอยู่เป็นตัวจริงได้นานในวงการมากกว่า อย่างเช่น จอห์น กัลลิอาโน ซึ่งถ้ามองกลับไปจะเห็นว่าเขาได้สร้างผลงานที่น่าสนใจไว้มากมายตลอดสองทศวรรษในอาชีพนี้ แล้วผมก็นับถือคนอย่างบาลองเซียกา หรือชาแนล บรรดาดีไซเนอร์รุ่นบุกเบิกทั้งหลายที่ทำให้วงการนี้เติบโต
โลกของแฟชั่นคือการสร้างสรรค์ แล้วคุณมีวิธีหาแรงบันดาลใจยังไงบ้าง?
ไมเคิล : มันคงเกิดมาจากการทำงาน จากการเห็นและทำสิ่งต่างๆ มาแล้วหลายๆ อย่าง มันเป็นเหมือนประสบการณ์ที่สั่งสมมามากกว่าจะเป็นแรงบันดาลใจจากสิ่งใหม่ อย่างที่บอกว่าอยู่มา 30 ปี เห็นมาแล้วสารพัดรูปแบบ ไม่ค่อยรู้สึกว่ามีอะไรใหม่จริงๆ บางทีถ้าต้องการแรงบันดาลใจผมอาจจะต้องมองโลกแบบเด็กอายุ 1618 ปีมอง เอาง่ายๆ ยกตัวอย่าง เลดี้ กากา ถ้ามองด้วยสายตาผมในวัยนี้ ผมมองไม่เห็นอะไรใหม่ในตัวเธอหรือสิ่งที่เธอทำ แต่ถ้ามองด้วยสายตาเด็กอายุ 16 ปี ก็จะเห็นอีกแบบหนึ่ง เห็นความวิเศษและความสดใหม่ ดังนั้นถ้าต้องการแรงบันดาลใจ ผมก็อาจจะต้องมองแบบนั้น
คุณเดินทางมาเอเชียค่อนข้างบ่อย ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการแฟชั่นในภูมิภาคนี้อย่างไรบ้างคะ?
ไมเคิล : ผมมาทำงานครั้งแรกที่สิงคโปร์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ตอนนี้ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก อะไรที่เมื่อ 20 ปีกว่า เอเชียไม่คิดว่าจะทำได้ ตอนนี้พวกคุณก็ทำได้แล้ว แล้วผมก็ดีใจที่เห็นวงการแฟชั่นเอเชียเติบโตก้าวหน้าและสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ แม้ว่าผมจะมองไม่เห็นว่ามีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นมาในวงการแฟชั่นก็ตาม แต่มันไม่ใช่เฉพาะในเอเชีย แต่เป็นทุกที่ในโลก อาจจะเป็นเพราะว่าผมเห็นมาเยอะตลอด 30 กว่าปีของการทำงาน จนไม่รู้สึกว่าตอนนี้ มีใครที่สร้างอะไรใหม่จริงๆ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในวงการนี้







