
เริ่มที่รัฐ เริ่มที่ กทม.
การเริ่มต้นแก้ปัญหาฝุ่นพิษด้วยการจัดการหน่วยงานรัฐก่อน ทำได้ทันที ประชาชนไม่เดือดร้อน มีแต่จะชื่นชม สนับสนุน
การเริ่มต้นแก้ปัญหาฝุ่นพิษด้วยการจัดการหน่วยงานรัฐก่อน ทำได้ทันที ประชาชนไม่เดือดร้อน มีแต่จะชื่นชม สนับสนุน
*********************
โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานสถาบันนวัตกรรมชุมชนอัจฉริยะ และอธิการบดี สจล.
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนๆ ซึ่งเป็นผู้ปกครองของลูกวัยอนุบาลและวัยประถมศึกษาจำนวนมาก ที่แสดงถึงความกังวลเรื่องวิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 ระบาดทั่วกรุงเทพฯ เพราะความรักและความเป็นห่วงลูกน้อย จึงพยายามหาวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ นานา บ้างก็ไม่ยอมให้ลูกออกนอกบ้านเลย ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ บ้างก็ใช้ผ้าปิดจมูกลูกตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่สะดวก และก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน จึงถามผมว่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้บ้าง รู้สึกอึดอัดมาก เพราะแม้แต่ “อากาศยังใช้หายใจไม่ได้” จึงเหลืออดเหลือทนจริงๆ
ความตระหนกเพิ่มขึ้น และผมก็เสนอวิธีการแก้ปัญหาไปแล้ว แต่ยังไม่เห็นทางเปลี่ยนแปลงแบบทันทีทันใด แม้จะมีความตั้งใจพยายามก็ตาม เพราะส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ก็คือ รถที่ยังใช้เครื่องยนต์ดีเซลเก่าๆ ที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ มีทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ รถบรรทุก รถทัวร์ และรถโดยสารประจำทาง นับล้านคันที่สัญจรเข้า-ออกกรุงเทพฯ ทุกวัน จะจัดการกันอย่างไรถึงจะไม่กระทบกระเทือนประชาชน ผู้เป็นเจ้าของรถ หรือเป็นผู้ใช้รถ
คิดไปคิดมา ก็เริ่มมองเห็น “จุดเปลี่ยน” ของการจัดการกับฝุ่นพิษ PM2.5 คือ ต้องเริ่มจากหน่วยงานรัฐและ กทม. ผู้เป็นเจ้าของยานพาหนะรวมกันเป็นแสนคัน
ยกตัวอย่าง ขสมก.ที่มีรถเมล์ประจำทางประมาณ 3,000 คัน ร่วมกับรถร่วมบริการอีก 5,000 คัน มินิบัส 1,000 คัน รถเล็กในซอย 2,000 คัน รถตู้ 6,000 คัน รวมกันประมาณ 1.7 หมื่นคันแล้ว ซึ่งเกือบทั้งหมดใช้เครื่องยนต์ดีเซล รถของ กทม.ก็มี รถขนขยะมากกว่า 2,000 คัน และยานพาหนะอื่นๆ สังกัด กทม.อีกหลายพันคัน
รถเหล่านี้วิ่งวันละหลายร้อยกิโลเมตร วิ่งแทบทุกวัน ปล่อยควันพิษทั้ง ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ เขม่าผงคาร์บอน และที่แน่นอนคือ PM2.5 จะมีปริมาณมากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคลมหาศาล
เราต้องเริ่มต้นจัดการกับยานพาหนะของ ขสมก.และของ กทม.ก่อน ทั้งแผนระยะสั้น คือ การตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ปรับแต่งรถให้ลดการปล่อยฝุ่นพิษก๊าซพิษ ลองจินตนาการดูว่า รถจำนวนหลายหมื่นคันที่ปล่อยควันดำจะได้รับการปรับปรุง จะช่วยลดปริมาณฝุ่นพิษได้มากแค่ไหน
แผนระยะกลาง คือ ราชการควรเน้นการเช่ารถมากกว่าซื้อ นอกจากจะคุ้มค่ากว่า ทั้งเรื่องการบำรุงรักษา ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ทำสัญญากับรัฐ ไม่ดีก็ปรับ รถเก่าก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะปัจจุบันมีรถเก่าของราชการ ที่รอการปลดระวางจำนวนมหาศาล
ขณะที่แผนระยะยาว คือ การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่คิดพูดกันมานาน แต่ไม่ไปถึงไหน เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่นิยม ทั้งจากปัญหาเรื่องราคา และเรื่องความสะดวกในการเติมไฟฟ้า ที่ปั๊มไฟฟ้ายังมีน้อยมาก จึงต้องเริ่มที่หน่วยงานราชการ เพราะมีจำนวนการใช้มากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พอคุ้มทุน และยังใช้บริการประชาชนทั่วไปได้ด้วย
และหากนับถึงพาหนะของหน่วยงานราชการในกรุงเทพฯ ทั้งของโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล กรม กอง กระทรวง อาจมีหลายแสนคัน ที่อาจเป็นแหล่งปล่อยฝุ่นพิษทุกวันในกรุงเทพฯ การเริ่มต้นจากการจัดการหน่วยงานรัฐก่อน ทำได้ทันที ประชาชนไม่เดือดร้อน มีแต่จะชื่นชม สนับสนุน
เริ่มที่รัฐ เริ่มที่ กทม. เริ่มวันนี้ อนาคตปัญหาฝุ่นพิษในกรุงเทพฯ เบาบางลงแน่







