
สภาวธรรมทางจิต...ผลจากการภาวนาคำถามจากชาวพุทธในอินเดีย (ตอน ๓)
ปุจฉา : ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติภาวนาประมาณ ๖๗ ชั่วโมง แต่ปัจจุบันนี้ได้ยุติแล้ว ข้าพเจ้าสัมผัสถึงพลังบางอย่าง (Sense)
ปุจฉา : ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติภาวนาประมาณ ๖๗ ชั่วโมง แต่ปัจจุบันนี้ได้ยุติแล้ว ข้าพเจ้าสัมผัสถึงพลังบางอย่าง (Sense)
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติภาวนาประมาณ ๖๗ ชั่วโมง แต่ปัจจุบันนี้ได้ยุติแล้ว ข้าพเจ้าสัมผัสถึงพลังบางอย่าง (Sense) ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ และรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังบีบ/กดศีรษะอยู่และรู้สึกหนัก บางครั้งก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นในศีรษะ ช่วงหลังมานี้ ข้าพเจ้าจะรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเข้าไปในปากของข้าพเจ้าเวลาที่นั่งสมาธิ แล้วเวลาที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเยียนผู้ปฏิบัติอื่นๆ ก็จะรู้สึกว่าโดนพลังที่มองไม่เห็นเหล่านั้นเข้ามา Attack แล้วร่างกายของข้าพเจ้าก็จะเริ่มหมุน
ปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองสุขภาพไม่ดี ไม่ค่อยสบาย และอ่อนเพลีย ไม่ทราบว่ามีทางแก้ไขอย่างไรค่ะ?
โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย กรุณานำข้อความเหล่านี้กราบเรียนกูรูจีด้วยค่ะ ข้าพเจ้าจะรอคำตอบจากท่าน กรุณาตอบกลับโดยเร็วที่สุด...
นางวันทนา ซิมังค่า
วิสัชนา : กลับมาพิจารณาจดหมายที่ปุจฉามาจาก อุบาสิกาวันทนา ซิมังค่า จากชมพูทวีป (อินเดีย) ที่บอกเล่าการปฏิบัติภาวนาว่า เคยปฏิบัติวันละ ๖๗ ชั่วโมง แต่ปัจจุบันได้ยุติแล้ว...ตรงนี้คงมาจากปัญหาที่เกิดขึ้น และเกิดหวาดวิตกกังวลกับสภาพธรรมที่ปรากฏในกายจิต จึงนึกคิดปรุงแต่งไปด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่เข้าใจในสภาวธรรมที่เกิดขึ้น จนออกวิตก นึกคิด ปรุงแต่งไปถึงอำนาจภูตผีปีศาจ เทวดา มาร พรหม ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมในระบบเทวนิยม หรือผีปีศาจนิยม ของชาวเอเชีย แม้กระทั่งไทยแลนด์แดนพระศาสนาก็เช่นเดียวกัน ดังปรากฏในปุจฉาที่อุบาสิกาวันทนาได้เขียนบอกเล่ามาว่า “ข้าพเจ้าได้สัมผัสถึงพลังบางอย่าง บางอย่าง (Sense) ที่ไม่สามารถมองเห็นได้... และรู้สึกว่าตัวเองถูกคุกคาม (Attack) ด้วยพลังเหล่านี้...” และได้เล่าเรื่องต่อไปว่า “...ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ใครบางคนกำลังบีบ/กดศีรษะข้าพเจ้าอยู่และรู้สึกหนัก บางครั้งก็รู้สึกเหมือนว่าเหมือนมีอะไรเกิดขึ้นที่ศีรษะ ช่วงหลังมานี้ ข้าพเจ้าจะรู้สึกว่า เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลัง ‘เข้าไปในปากของข้าพเจ้าเวลาที่นั่งสมาธิ’ แล้วเวลาที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเยียนผู้ปฏิบัติอื่นๆ ที่บ้าน ก็จะรู้สึกว่าโดนพลังที่มองไม่เห็นเหล่านั้นเข้ามา Attack แล้วร่างกายของข้าพเจ้าก็เริ่มหมุน...”
จากปรากฏการณ์ของสภาวธรรมที่เกิดขึ้นต่ออุบาสิกาวันทนา ซิมังค่า ตามที่เขียนเล่ามาด้วยความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ด้วยหวาดวิตกกับอาการสภาวธรรมที่เกิดขึ้น จากการเจริญสมาธิ หรืออบรมจิตภาวนา ซึ่งคงอยู่ในรูปสมถกรรมฐาน และเป็นวิธีการปฏิบัติแบบรูปฌาน ๔ หรือสมาธิปริยายชั้นสูง จึงไม่แปลกที่จะเกิดสภาวธรรมอันให้ความรู้สึกดังกล่าวนั้น ซึ่งหากตั้งข้อสังเกตด้วยตนเองแบบการศึกษาธรรมปฏิบัติขั้นพื้นฐาน ก็จะพบความจริงตามหลักธรรมว่า “อาการดังกล่าว หรือสภาวธรรมดังกล่าว เกิดขึ้นเป็นบางขณะ เป็นบางเวลา ช่วงสั้นๆ แล้วก็จะดับไป บางครั้งก็จะแปรรูปเปลี่ยนเป็นอย่างนั้น ให้มีความรู้สึกเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้คงที่ เที่ยงแท้ แน่นอน ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นไปตามสภาพธรรมที่เรียกว่า อาการของปีติ อันเกิดจากการลำดับของจิตไปตามแนววิถี ตั้งแต่ยกขึ้นสู่อารมณ์ เสวยอารมณ์ อิ่มเอิบจิต เป็นสุข และก้าวสู่อุเบกขาแห่งความเป็นหนึ่งของจิตที่อยู่ หรือเสวยอยู่ในอารมณ์อุเบกขานั้น ที่กล่าวเรียกไปตามลำดับองค์ธรรมว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข และอุเบกขาเอกัคคตาจิต ซึ่งเป็นหลักธรรมปฏิบัติในวิธีการปฏิบัติสมาธิแบบรูปฌาน ๔ อันให้สมาธิปริยายชั้นสูง ซึ่งมีญาณเกิดขึ้นจากอำนาจการทำฌาน เพื่อให้เกิดปัญญา รู้แจ้ง เมื่อเข้าสู่กระบวนการวิปัสสนาญาณตามหลักเจริญจิตภาวนาในพระพุทธศาสนา”
มีข้อสังเกตในกระบวนการลำดับจิตไปสู่ วิถีสมาธิปริยายชั้นสูง หรือ การปฏิบัติอบรมจิตให้เป็นไปตามลำดับองค์ฌาน ตั้งแต่
ปฐมฌาน (วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาจิต (อุเบกขา))
ทุติยฌาน (ปีติ สุข เอกัคคตาจิต (อุเบกขา))
ตติยฌาน (สุข เอกัคคตาจิต (อุเบกขา))
จตุตถฌาน (อุเบกขาเอกัคคตา)
โดยสภาวธรรมที่ปรุงแต่งเกิดขึ้นทั้งทางกายและจิตอย่างสืบเนื่อง ที่หลักธรรมกล่าวเรียกว่า กายสังขาร และ จิตสังขาร ทั้งนี้กายสังขารนี้จะปรุงแต่งด้วยลมคู่ที่หายใจเข้าออก จนเมื่อการควบคุมจิตสงบนิ่งอยู่กับลมหายใจเข้าออก และค่อยประณีตละเอียดขึ้น จนในที่สุดจิตรวมตัวลงเป็นองค์สมาธิ ยกขึ้นสู่อารมณ์ และเสวยอารมณ์กรรมฐานที่เจริญอยู่ได้อย่างสำเร็จผล จะมีสมาธิปรากฏเกิดขึ้น เมื่อระงับกายสังขารได้ แต่จะมีอาการจิตสังขาร คือ การถูกปรุงแต่งทางจิตด้วยอำนาจ ปีติ สุข เกิดขึ้นทันที จนกว่ากรรมฐานที่ภาวนาอบรมจิตอยู่ จะพัฒนาละเอียดขึ้นด้วยการตามรู้ตามเห็นธรรมที่ปรากฏ สืบเนื่องอยู่ และดับไป จนสามารถควบคุมเวทนา คือ อารมณ์ที่ยกขึ้นสู่จิตให้สงบ ระงับไปได้ ซึ่งจะปรากฏความรู้เท่ารู้ทันในอาการปรุงแต่งทั้งหลาย เรียกว่า เริ่มมีปัญญาเจือปนในสมาธิ จนสามารถระงับ ปีติ สุข ที่ปรุงแต่งจิตได้ จนสามารถเข้าสู่กระบวนการพัฒนาจิตให้มีคุณภาพชั้นสูง เพื่อนำไปสู่การเกิดญาณทัสสนะตามพิจารณารู้เห็นความจริงต่างๆ ของสังขารธรรมได้ว่าเป็นอนิจจัง และให้เบื่อหน่าย (นิพพิทา) จนนำไปสู่ความคลายความดับ ซึ่งความกำหนัดยินดี จนสามารถพัฒนาจิตขึ้นสู่วิราคะธรรมได้ ซึ่งจะนำไปสู่การละวางคลายออกจากการอุปาทานขันธ์ได้ในที่สุด... จากที่กล่าวมาโดยย่อของวิถีจิต บนวิถีธรรมที่เป็นไปอย่างถูกต้อง อันปรากฏเป็นหลักปฏิบัติอยู่ในระเบียบแบบแผนของหลักธรรมหมวดสติปัฏฐาน ๔ หลักอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ที่มีคุณค่าที่สุด เป็นเพชรเม็ดเอกแห่งวิชาปฏิบัติกรรมฐานในพระพุทธศาสนา ที่ศรัทธาสาธุชนควรศึกษาปฏิบัติ







