posttoday
ถึงเวลา‘หงส์’ลั่นถึงแชมป์

ถึงเวลา‘หงส์’ลั่นถึงแชมป์

28 ธันวาคม 2561

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ผ่านครึ่งทางไปแล้ว โมเมนตัมทุกอย่างล้วนเข้าทาง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ซึ่งคงถึงเวลาแล้วที่จะประกาศฝันถึงแชมป์ลีกสูงสุดเต็มตัวในรอบ 29 ปี

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ผ่านครึ่งทางไปแล้ว โมเมนตัมทุกอย่างล้วนเข้าทาง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ซึ่งคงถึงเวลาแล้วที่จะประกาศฝันถึงแชมป์ลีกสูงสุดเต็มตัวในรอบ 29 ปี

ทัพ “เรด แมชชีน” ผลงานยังคงร้อนแรงต่อเนื่องแม้จะต้องเจอโปรแกรมหฤโหดในช่วงแกะกล่องของขวัญวันคริสต์มาส หรือ “บ็อกซิงเดย์” ด้วยการบุกเชือด วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 (22 ธ.ค.) ก่อนที่ล่าสุดจะเปิดรังแอนด์ฟิลด์ถล่ม “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล 4-0 (26 ธ.ค.) จบครึ่งฤดูกาลรั้งจ่าฝูงอย่างเต็มภาคภูมิมี 51 คะแนน  19 นัด และยังไม่แพ้ใคร (ชนะ 16 เสมอ 3) พร้อมทิ้งห่างอันดับ 2 ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ถึง 6 แต้ม และอันดับ 3 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 7 คะแนน

 

ขุมกำลังสุดแกร่ง

เม็ดเงิน 171 ล้านปอนด์ (ราว 7,000 ล้านบาท) สำหรับค่าตัว 4 แข้งใหม่เมื่อต้นฤดูกาล อลิสซอน เบ็คเกอร์, ฟาบินโญ, นาบี เกอิตา และเซอร์ดาน ชากิรี แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ช่วยให้ เจอร์เกน คลอปป์ กุนซือใหญ่ สามารถแก้ปัญหาเกมรับและแดนกลางที่เคยมีได้อย่างหมดจด รวมถึงสามารถปรับหมากการเล่นได้หลากหลายมากขึ้นโดยเฉพาะในแนวรุก

ฤดูกาลนี้ เทรนเนอร์ชาวเยอรมันไม่ได้หวังพึ่งแค่ 3 ประสานแนวรุกโมฮาเหม็ด ซาลาห์ โรแบร์โต ฟีร์มิโน และซาดิโอ มาเน ในระบบ 4-3-3 เท่านั้น แต่ยังมีแผน 5-3-2 และ 4-2-3-1 ที่มี ชากิรี เป็นตัวแปรสำคัญ โดยสลับหมาก ดันสตาร์อียิปต์ขึ้นไปเล่นเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า พร้อมส่งแข้งสวิสลงมาลากเลื้อยริมเส้นเสริมอีกแรงได้ด้วยเช่นกัน ที่สำคัญเจ้าตัวยังสามารถทำผลงานได้น่าประทับใจ ทำไปแล้ว 6 ประตู 2 แอสซิสต์ จาก 14 เกมที่ลงสนาม โดย 4 นัดหลังสุดยังยิงได้รวม 4 ประตู

ขณะที่แนวรับ อลิสซอน คือกุญแจสำคัญร่วมกับ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ที่ช่วยให้ “หงส์แดง” ยังไม่ปราชัยให้แก่ทีมใดและเสียเพียงแค่ 7 ประตูเท่านั้น โดยสามารถรักษาคลีนชีตได้ถึง 12 เกม และไม่มีนัดไหนที่เสียเกิน 2 ประตู ส่วน ฟาบินโญ และ เกอิตา ก็ฟอร์มดีวันดีคืนช่วยให้แดนกลางมีตัวเลือกในการโรเตชั่น มากขึ้น โดยรายแรกยังปลดล็อกประตูในสีเสื้อหงส์แดงได้แล้วจากลูกโหม่งเบียดเสาในเกมล่าสุด

“เรามีความสามารถที่จะชนะการแข่งขันในแนวทางต่างๆ ถ้าเราเล่นไม่ดีเราก็สามารถที่จะเล่นในสไตล์ที่แตกต่าง นั่นคือพัฒนาการของทีมและเป็นสิ่งสำคัญในปีนี้ เราเล่นได้ดีทุกสัปดาห์ เราสามารถชนะได้ 1-0 และความแข็งแกร่งในแนวรับ นั่นเป็นสิ่งสำคัญมากในการประสบความสำเร็จ” เจมส์ มิลเนอร์ กองกลางหงส์แดง เผย

 

คู่แข่งสะดุดขาตัวเอง

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่าถูกยกให้เป็นตัวเต็งที่จะครองโทรฟี่ในฤดูกาลนี้อีกสมัย ซึ่งลูกทีมของ เปป กวาร์ดิโอลา ก็สามารถออกสตาร์ทด้วยฟอร์มสุดร้อนแรงผงาดนำจ่าฝูงมายาวนาน ก่อนจะส่งสัญญาณสะดุดแพ้นัดแรกของซีซั่นต่อเชลซี 0-2 เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. จนเสียตำแหน่งจ่าฝูงในขณะนั้นให้กับ “หงส์แดง” 

แม้เกมนั้นจะเป็น “บิ๊กแมตช์หัวตาราง” ที่ใครมองว่าสามารถพลาดกันได้และ “เรือใบสีฟ้า” ก็สามารถคืนฟอร์มในนัดต่อมาด้วยการถล่มเอฟเวอร์ตัน 3-1 แต่บาดแผลที่มีร้าวลึกเกินกว่าที่คาดจนทำให้หลังจากนั้นปราชัยแบบพลิกล็อก 2 นัดติดต่อ คริสตัล พาเลซ 2-3 และล่าสุด เลสเตอร์ ซิตี้ 1-2 พร้อมหล่นไปอยู่อันดับ 3 ของตาราง

กุนซือชาวสเปน มั่นใจในขุมกำลังเดิมที่มีอยู่และคว้าบิ๊กเนมแค่ ริยาดมาห์เรซ เสริมทัพเพียงรายเดียว ทำให้เมื่อมีผู้เล่นบาดเจ็บในช่วงโปรแกรมหนักจึงเกิดอาการเป๋อย่างที่เห็น โดยเฉพาะแข้งหลักแดนกลางทั้ง เควิน เดอ บรอยน์, ดาบิด ซิลวา และแฟร์นันดินโญ ที่เจ็บออดๆ แอดๆ มาตลอด จนส่งผลกระทบต่อทีม

“พวกเขา (ลิเวอร์พูล, สเปอร์ส) เหมาะสมแล้วกับสิ่งนี้ พวกเขาชนะได้ เราชนะไม่ได้ ช่องว่างก็เลยเพิ่มขึ้น ฤดูกาลนี้พวกเขาทำได้ดีมากๆ แน่นอนว่าเราแพ้ 2 นัดหลังสุด แต่เรายังมีแต้มมากพอที่จะเป็นแชมป์ได้ มีคะแนนอีกมากมายที่ให้เราเก็บ แต่ปัญหาก็คือทีมอื่นๆ ก็สามารถเก็บคะแนนได้เยอะเช่นกัน และนี่คือความจริง เวลานี้พวกเขาดีกว่าเรา คุณต้องยอมรับมัน ยอมรับว่าเราอยู่อันดับไหน และยอมรับว่าพวกเขากำลังพัฒนาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เราจะไม่พูดว่าเราจะไล่ลิเวอร์พูลได้หรือไม่ ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าคือการกลับมาเอาชนะในเกมต่อไป และคิดว่าเราควรปรับปรุงตรงไหน” กวาร์ดิโอลา กล่าว 

 

หลายเสียงเทคะแนน

หลังสิ้นเสียงนกหวีดเกมสุดท้ายของครึ่งฤดูกาล บริษัทรับพนันถูกกฎหมายของอังกฤษหลายสำนัก อาทิ วิลเลียมฮิลล์, แลดโบรก, สกายเบท ฯลฯ ต่างปรับอัตรายกให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นมาเป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์แทน แมนฯ ซิตี้ ทันที ในอัตรา 4/6 โดย “เรือใบสีฟ้า” หล่นมาอยู่อันดับ 2 ตามด้วย “ไก่เดือยทอง”

“ลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาดีพอที่จะคว้าแชมป์ พวกเขาเป็นทีมที่ดีมากๆ มีขุมกำลังนักเตะที่ยอดเยี่ยมและกลุ่มนักเตะสำรองก็ดี การจะคว้าแชมป์ลีกนั้นคุณจำเป็นต้องมีความคงเส้นคงวา และผมคิดว่าพวกเขาสามารถทำได้” ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล กล่าวหลังนำทีมบุกไปแพ้ที่แอนด์ฟิลด์

 

ประสบการณ์ของคลอปป์

แม้ เจอร์เกน คลอปป์ จะเพิ่งฉลองชัยชนะนัดที่ 100 ในการคุมทีม “หงส์แดง” รวมทุกรายการ (จาก 181 นัด) พร้อมส่งให้ต้นสังกัดโกยแต้มทิ้งห่างคู่แข่ง 6 คะแนน และจารึกสถิติเป็นทีมที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านครึ่งทางของฤดูกาลแล้วยังไม่แพ้ใคร ต่อจาก อาร์เซนอล (2003-2004) แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2010-2011) และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (2017-2018) แต่กุนซือชาวเยอรมันก็ไม่มีออกอาการเหลิง พร้อมยอมรับว่าหนทางยังอีกยาวไกล

“มันไม่มีความหมายอะไร มันสำคัญว่าเรามีกี่คะแนนไม่ใช่ทีมอื่น เพราะอะไรคือ 6 แต้ม? มันไม่มีอะไร เรายังมีเกมที่ต้องเจอกับพวกเขา พวกเขายังแข็งแกร่ง เรายังต้องเจอกับทุกทีมอีกครั้ง ครึ่งฤดูกาลแรกจบลงแล้ว และครึ่งหลังจะเริ่มในอีก 3 วัน (รับมือ อาร์เซนอล 29 ธ.ค.) มันเป็นฤดูกาลที่ยากลำบาก แต่ก็เป็นฤดูกาลที่ดีสำหรับเรา เราต้องเดินหน้าต่อไป” คลอปป์ กล่าว

กุนซือวัย 51 ปี ยังไม่นำสถิติเลวร้ายของทีมมาทำให้กังวลใจ พร้อมมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ กรณีที่ก่อนหน้านี้ “หงส์แดง” เป็นทีมเดียวในรอบ 10 ปีหลังสุดที่ครองจ่าฝูงหลังคริสต์มาสแล้วชวดแชมป์ ส่วนที่เหลืออีก 8 ปี แชมป์ครึ่งฤดูกาลจะได้ชูโทรฟี่ในบั้นปลายทุกครั้ง ซึ่งทั้ง 2 ครั้งที่ลิเวอร์พูลพลาดท่าหลายฝ่ายมองว่ามาจากการขาดความนิ่งของผู้จัดการทีม ราฟาเอล เบนิเตซ (2008-2009) และ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส (2013-2014)

 

ถึงเวลา‘หงส์’ลั่นถึงแชมป์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท