
สนเมืองหนาวแห่งภูฏาน
เรื่อง / ภาพ ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
เรื่อง / ภาพ ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
เมื่อไปเยือนภูฏานด้วยความอนุเคราะห์ของกรมป่าไม้ประเทศภูฏาน โดยโครงการหลวง หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์ประธานฯ ทรงโปรดให้ไปสำรวจพันธุ์ไม้ที่มีประโยชน์สำหรับโครงการหลวง และนำกลับมาปลูก
สนเมืองหนาวเป็นกลุ่มพืชซึ่งมีอวัยวะหุ้มเมล็ดคือโคน (Cone) นับเป็นพืชยืนต้นโบราณ ซึ่งมีอยู่มากมายในภูฏาน จนกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในไม้ต้นที่ยึดดินภูเขาปกป้องประเทศนี้มิให้เกิดภาวะแผ่นดินถล่ม น้ำท่วมดังเช่นที่หลายประเทศใกล้เคียงประสบมา ไม่ว่าจะเป็นปากีสถาน อินเดีย เมียนมาร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือแม้แต่ประเทศไทย
แทบจะยืนยันได้ว่าที่ทิเบต ภูฏาน หรือสิกขิม ดำรงคงอยู่ได้ก็เพราะมีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่จำพวกสนเมืองหนาวคอยยึดดินปกป้องภูเขามิให้ถล่มทลาย ทำลายบ้านเมืองเช่นเดียวกับหลายประเทศที่กำลังประสบอยู่
เราน่าจะลองดูว่าภูฏานมีสนอะไรดีจึงช่วยคุ้มครองภัยธรรมชาติอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน
เมื่อสายการบินดรุกแอร์ (Druk Air) หรือ Dragon Air ร่อนลงในช่องเขาที่ตั้งของสนามบิน เราได้เห็นหมู่สนใหญ่น้อยปกคลุมยอดเขาในหุบที่ค่อนข้างแห้งแล้งทางตอนในของประเทศ ต้นสนเหล่านี้ผ่านการปรับตัวเป็นอย่างดีกับสภาพภูมิอากาศแบบหิมาลัย ดังนั้นจึงต้านทานอุณหภูมิต่ำอย่างหนักหนาในช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน สนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในด้านนิเวศวิทยาของชีวิตบนภูเขาสูง เพราะถูกใช้เป็นแหล่งพลังงาน แหล่งเนื้อไม้งานก่อสร้างหลังคา บ้านเรือน เป็นทั้งยารักษาโรค ยางสนหรือสารประกอบเทอร์เพนไทน์ ธูปหอม อีกทั้งเป็นอาหารแก่สัตว์ป่าหลายชนิด
ป่าสนของภูฏานปกคลุมพื้นที่ภูเขาราว 26.5 เปอร์เซ็นต์ จากพื้นที่ป่าทั้งหมด นักพฤกษศาสตร์สำรวจภูฏานแล้วพบว่ามีสนอยู่ 17 ชนิด แต่เป็นสนนำเข้าเสีย 5 ชนิด ดังนั้นที่เหลือ 12 ชนิด จึงเป็นสนพื้นเมืองของภูฏาน
บลูไพน์ (Blue Pine)
บลูไพน์เรียกกันเล่นๆ ว่า สนห้าใบ แต่ชื่อทางพฤกษศาสตร์คือ Pinus Wallichiana และเป็นสนไม่ผลัดใบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยมีความสูงอาจถึง 30 ม.ก็ได้ ใบเล็กเรียวยาวปลายแหลมคล้ายเข็มสีเขียวอมน้ำเงินเข้มยาว 11–18 ซม. ใบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 ใบ ซึ่งถูกหุ้มด้วยกาบใบที่เรียกว่า Faccicles เปลือกสีเทาอมเขียวเมื่ออายุน้อย แต่ต้นแก่มีเปลือกสีเทาอมน้ำตาล และมีร่องตื้นตามแนวยาว ดอกทั้งเพศผู้และเมียเกิดบนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้ (Catkins) เกิดเป็นกลุ่ม เกิดบนกิ่งค้างปี ดอกเพศเมียหรือโคนอ่อนเกิดแนวตั้ง และเกิดปลายกิ่ง เมล็ดมีปีก
เราพบสนบลูไพน์นี้ตามป่าในพื้นที่ 1,700–3,300 ม. ส่วนใหญ่ใช้ทำบ้านและเฟอร์นิเจอร์ ชาวบ้านเรียกสนชนิดนี้ว่า ตองภู และซาลลา
สนภูฏาน (Bhutan Pine)
สนภูฏานมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Pinus Bhutanica มีใบเกิดเป็นกระจุก จุกละ 5 ใบ เช่นเดียวกับบลูไพน์ แต่มีลักษณะทางกายวิภาคของใบต่างกัน ใบเล็กเรียวยาวกว่าและสีอ่อนกว่า นอกจากนี้ใบเกิดห้อยลงเห็นชัดเจน กิ่งก้านดูเป็นคลื่นและย้อยลง
พบสนขึ้นผสมกลมกลืนกับป่าไม้ใบใหญ่ เช่น ป่าโอ๊ก ป่าก่อ และแมกโนเลีย รวมทั้งกุหลาบพันปีบนสันเขาระดับ 1,700–2,440 ม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนตะวันออกของประเทศ นิยมใช้ลำต้นทำอาคารบ้านเรือน
สนชนิดที่สามที่จะกล่าวถึงคือ เชอร์ไพน์
Chir Pine (Pinus Roxburghii)
ชาวบ้านเรียกสนชนิดนี้ว่า “ทายทอง” หรือ “โกศแซลลา” จัดเป็นสนไม่ผลัดใบที่สูงใกล้เคียงกับบลูไพน์ใบสีเขียวอ่อนยาวประมาณ 13–30 ซม. จัดตัวเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 ใบ ลักษณะทั่วไปคล้ายบลูไพน์แต่ต่างกันที่ดอกและเมล็ดมีปีกเกิดเป็นคู่ที่เกล็ดส่วนปลายโคน
พบสนชนิดนี้ตามหุบเขาที่แห้งแล้งในระดับ 900–2,000 ม. ชาวบ้านนิยมเก็บยางสนไปเพื่อใช้เทอร์เพนไทน์ในเชิงพาณิชย์ เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้างได้ดี
ในคราวต่อไปจะกล่าวถึงสนสกุลอื่นต่อไป







