
หลับลึกที่ผาชัน
โดย...จำลอง บุญสอง
โดย...จำลอง บุญสอง
หลังจากไปแซบสกล ผจญภัยมุก สนุกนครกันมาแล้ว พวกเราซึ่งหมายถึงคณะนักข่าวสายท่องเที่ยวก็ได้เดินทางมาถึงมาถึงบ้านผาชันในช่วงค่ำของคืนหลังวันคริสต์มาส ผมไม่รู้จักบ้านผาชันรู้จักแต่บ้านโป่งเป้าอันเป็นที่ตั้งของสามพันโบกที่ “พี่เบิร์ด” เป็นพรีเซนเตอร์ขายสินค้าตัวนี้ให้ททท.จนดังกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง
หลังจากกินอาหารค่ำที่แสนอร่อยโดยฝีมือชาวบ้าน(ไข่เจียวแห้งๆกับต้มปลาเปรี้ยวนิดๆสุดยอด)เองแล้ว จึงแยกย้ายกันไปอยู่ตามโฮมสเตย์ที่เขาจัดไว้
แม้ว่าจะเป็นยามคืนที่มีอากาศเย็นแต่ก็ไม่หนาวนัก คุยกับเจ้าของบ้านได้หน่อยผมก็ขอตัวไปจ้วงน้ำอาบบเพราะ “ไม่อาบนอนไม่หลับ”
แม้ว่าน้ำที่อาบค่อนข้างจะเย็นแต่ผมก็อาบได้เพราะเป็นคนบ้านนอก แต่ถ้ามีโอกาสอาบน้ำอุ่นผมก็ต้องเลือกน้ำอุ่นเอาไว้ก่อนฮิๆ..
ซุกหัวเข้ามุ้งที่เจ้าของบ้านกางไว้ ในมุ้งมีหมอนนุ่นที่เขาใส่ปลอกให้ใหม่ จะด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง จะด้วยการที่กินจนอิ่มเพราะอาหารอร่อย จะด้วยเพราะอากาศสบายๆเต็มไปด้วยอ๊อกซิเยนต์หรือเป็นเพราะความสงัดของบ้านป่าที่ไม่มีรถรา,สถานเริงรมย์อยู่ก็ไม่ทราบ เอนตัวลงนอนแว้บเดียว ก็ “หลับลึก” จนถึงเช้ามืดโดยไม่มีอาการแฮ้งค์จากการนอนไม่เต็มอิ่มแม้แต่นิด
พี่น้องในบ้านมีเส้นทางถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นให้เราเลือก 2 เส้นทาง เส้นหนึ่งก็คือไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่บริเวณเสาเฉลียงยักษ์กลางป่าดึกดำบรรพ(ช่วยจิตนาการหน่อยว่าป่าดึกดำบรรพ์ที่ผมว่านี่คือป่าแบบอีสานที่ขึ้นบนผลาญหินไม่ใช่ป่าดึกดำบรรพที่มีน้ำ มีเถาวัลย์หรือมีต้นลูกตาวขึ้นแบบส่วนอื่นๆของประเทศ)กับเส้นที่สองคือไปถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมโขง
น้องๆททท.เขาช้อยส์ข้อหลังให้ ทั้งๆที่ใจผมอยากจะไปตามเส้นแรกเพราะชินกับการถ่ายภาพเสาเฉลียงตอนเช้า แต่เมื่อถึงที่ริมโขงแล้วผมจึงรู้ว่า น้องๆเขาตัดสินใจถูกจนถึงถูกที่สุด เพราะบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมโขง มองจากหน้าผาลงไปนั้น
สุดยอดจริงๆ!
ผมเคยถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาแต้มกับผาชนะไดที่อยู่ในระนาบใกล้เคียงกันกับผาชันมาก่อน แต่โลเกชั่นน้ำโขง ในมุมของผาชันที่พระอาทิตย์ขึ้นในร่องน้ำระหว่างหุบเขาแล้ว ผมที่อิ่นชิดซ้ายไปเลย เสียอย่างเดีย ยยว ถ้ายืนเบี่ยงไปทางขวาอีกสัก10เมตร เราคงได้ถ่ายเห็นไข่แดงของพระอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆขึ้นจากขอบเขาสะท้อนน้ำโขงเป็นลำยาวสวยงามกลางน้ำอย่างแน่นอน ยิ่งมีเรือเแเล่นตามแสงแดงๆที่สาดส่องมาด้วยแล้ว ต่อให้เอาเนื้อโพนยางคำหรือตำปลาร้าน้ำโขงเผ็ดเล็กน้อยมาแลกผมก็ไม่ยอม
เพราะนี่คือสุดยอดของภาพถ่ายแห่งปีภาพหนึ่งที่ททท.สามารถขายการท่องเที่ยวอุบลได้โดยไม่ต้องพึ่งกุ้งเดินขบวน น้ำตกลงรูหรือดอกไม้บนผลาญหินทีเดียว
เสียดายที่เรามีเวลาให้มันน้อยเพราะไปเสียเวลากับแก่งกะเบา ทั้งๆที่มันสามารถทำกำไรให้กับการท่องเที่ยวได้มาก ในสายตาของคนเขียนสารคดีและช่างภาพ เพราะเดี๋ยวนี้สื่ออิสระมีเยอะคนบ้าเขียน บ้าถ่ายภาพตามๆกันเยอะ นี่ถ้ามีเวลาสำรวจพื้นที่มากขึ้นอีกนิด มีเวลาให้ผมมากสักหน่อย คงได้ภาพที่ทำให้ช่างภาพนักข่าวอิสระหลายคน “น้ำลายไหล” แน่ๆ
หลังจากถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมผาหน้าโขงแล้ว ก็มาดูงานกองทุนปลาไปพร้อมๆกับเดินชมตลาดนัดของหมู่บ้านที่มีของจากภายนอกมาขาย หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวที่อาคารประชุมเหมือนเมื่อคืน
ด้วยความสดของอาหารจานปลาก็ดี ความสดของอาหารจานผักที่ถอนวัตถุดิบขึ้นมาปรุงอาหารกันสดๆก็ดี ทำให้พวกเรากินข้าวกันเหมือนไม่เคยกินของอร่อยๆมาก่อนเลยในชีวิต จนพุงผมกางแล้วกางอีกโดยไม่เกรงสายตาใคร
อาบน้ำเช้าแล้วคณะก็ไปล่องเรือตามลำโขงตามโปรแกรมทัวร์ของหมู่บ้าน โขงแถบนี้แม้ไม่แคบแบบย่านสามพันโบก แต่ก็ให้ความรู้สึกถึงความเป็นหน้าผาได้ไม่ต่างกัน เพราะอยู่ในร่องผาที่ระนาบน้ำโขงร่องเดียวกัน ความรู้สึกระหว่างเล่นเรือไปตามร่องผา ที่มีความสูงตั้งแต่1ไปจนถึง15เมตร(ตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไป) จึงไม่ต่างกันนัก ระหว่างทางเรายังพบ “ต้นหว้าน้ำ” ที่มีรูปร่างเหมือนไม้แคระขึ้นแทรกอยู่ตามซอกหินริมตลิ่งอีกมากมาย ผมไม่แน่ใจว่าอายุของต้นไม้แคระที่สวยงามตามธรรมชาติแบบนี้ประมาณสักเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามันสามารถยืนหยัดต่อสู้กับกระแสน้ำแรงจัดของน้ำโขงในยามหน้าน้ำได้อย่างยอดเยี่ยม
คำนวนไม่ถูกว่ารากของมันจะยาวและเหนียวกว่าต้นไม้บกสักเท่าใด
บรรดานักสะสมต้นไม้พยายามหาซื้อกันนัก เพราะรูปทรงของมันสวยขนาดบอนไซอาย มีบางหมู่บ้านแถบนั้นขุดเอาไปขายให้นักสะสมต้นไม้แปลก แต่ชาวบ้านผาชันไม่เอาด้วย เพราะมันคือสินค้าที่ยั่งยืนของการท่องเที่ยวของพวกเขา
ตามหน้าผานอกจากจะมีน้ำตกเล็กๆในฝั่งลาวแล้ว ฝั่งไทยยังมีรอยพรุนของหินอันเกิดจากการกัดเซาะของน้ำอีกมายมายหลายช่วง แต่ละช่วงที่เรือขับเคลื่อนไป ความหลากหลายของลวดลายก็เพิ่มมากขึ้นจนขี้เกียจไปมอง เพราะลานตาไปหมด
คนหาปลา ซากไม้ไผ่คันเบ็ด ซากแหอวนและตาข่ายดักปลามีให้เห็นเป็นระยะๆ บางช่วงก็จะมีบันไดไม้ขนาดเล็กจากฝั่งลาวทอดดิ่งลงมายังลำน้ำโขงเพื่อขนสินค้าท้องถิ่นเช่น “กระบอง” หรือขี้ใต้ที่ได้จากการลนน้ำมันจากต้นยางมาขายให้กับฝั่งไทย)อยู่เป็นระยะๆ
ใครไม่เคยเห็นวิถีการผลิตในยุคฟิวดัลหรือการผลิตพอกินพอใช้ ( Sufficency Economy) ก็ให้มาดูได้ตามชนบทลาว นึกดูแล้ว ถ้าสิงคโปร์ใช้ Sufficency Economy โดยไม่ใช้วิถีการผลิตแบบอุตสาหกรรมหรือไม่ใช้ทุนนิยม สิงคโปร์ก็คงอดตายกันทั้งประเทศไปนานแล้ว โลกของยุคทุนนิยมใครไม่ทำทุนนิยมประเทศนั้นย่อมยากจนและเกิดปัญหาการเมืองไปทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการไม่ว่าเผด็จการทหารหรือเผด็จการรัฐสภาอย่างไทยๆ
หมู่บ้านตามริมโขงนั้นสามารถทำโฮมสเตย์ได้ทุกบ้าน เพราะมีต้นทุนสูง ไม่ว่าต้นทุนจากธรรมชาติที่หลากหลายตามฤดูกาลหรือความเป็นท้องถิ่นที่มีชีวิตชีวาแบบชนบท แผ่นดินติดลำน้ำโขงเหล่านี้แม้จะห่างไกลจากกรุงเทพฯมากเหลือเกิน แต่ด้วยเกสรแห่งเสน่ห์อันหอมหวานของความเป็นชนบทที่ไม่เร่งรีบ จึงสามารถดึงดูดมวลหมู่แมลงจากเมืองกรุงผู้โหยหาธรรมชาติให้เดินทางไปหามันได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ไม่ต่างอะไรกับฝรั่งเที่ยวภูเก็ต
ผมจากความสงบแบบผาชันมาด้วยความอาลัย อาลัยในความเป็นธรรมชาติอันสงบเงียบที่ทำให้ผมหลับได้ลึกๆ อาลัยในความเป็นชุมชนแบบผาชัน อาลัยในความอร่อยของอาหารสดปลอดสารพิษ และอาลัยไมตรีจิตจากทั้งเพื่อนผู้ร่วมเดินทางซึ่งเป็นพี่น้องร่วมสายน้ำหมึก
วันหนึ่งผมจะกลับมา กลับมาหาดวงอาทิตย์ดวงเดียวกับเคยพบกับมันตามสถานที่ต่างๆ อาทิตย์ภายใต้ฉากและมุมที่ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน!







