
จัดบ้านใหม่ ถูกใจสมอง
....หนูดี-วนิษา เรซ
สัปดาห์หนังสือปีนี้ หนูดีออกหนังสือใหม่ถึง 2 เล่มด้วยกัน สำหรับเด็กหนึ่งเล่มและสำหรับวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่อีกหนึ่งเล่ม คือ
“จัดบ้านใหม่ ถูกใจสมอง” และ “Brain Power คู่มือสมองดี” เป็นครั้งแรกที่ออกหนังสือมาชนกันถึงสองเล่ม แต่ก็สนุกมากและคิดว่าเนื้อหาในหนังสือน่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่รักสมองทุกๆ คน จึงตัดสินใจไม่ต้องรอกัน ออกมาพร้อมกันเลยดีกว่าค่ะ“
จัดบ้านใหม่ ถูกใจสมอง” เป็นเรื่องราวของการจัดบ้านให้เหมาะกับการทำงานตามธรรมชาติของสมองเรา ซึ่งหนูดีมีคำแนะนำถึง 12 วิธี รวมทั้งเหตุผลที่อ้างอิงจากงานวิจัยด้านสมอง ตั้งแต่เรื่องการจัดมุมส่วนรวมและมุมส่วนตัวในบ้าน ไปจนถึงวิธีการจัดห้องนอนให้เราหลับได้ลึกและสมองดีเมื่อตื่นขึ้นมาใครที่เคยมีคำถามว่า ในห้องนอนมีโทรทัศน์ได้ไหม เสียบปลั๊กมือถือไว้ที่หัวนอนได้ไหม หนูดีค้นหาคำตอบมาให้แล้ว และสำหรับคนที่มีลูกหรือคิดที่จะมีลูกในอนาคต หนูดีมีข้อมูลแนะนำมากมายถึงการทำให้ห้องต่างๆ ในบ้าน กลายเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเด็กๆ ตั้งแต่ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ไปจนถึงห้องซักล้าง รวมถึงกิจกรรมที่ทำง่ายๆ ไม่แพง แต่ว่าได้ผลดีกับสมองเด็กอย่างเห็นผลได้ชัด อย่าปล่อยให้บ้านหลังหนึ่งมีห้องที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ค่ะ ไหนๆ เราก็ต้องใช้เวลาอยู่ในบ้านหลังนี้มากกว่าสถานที่อื่นๆ ในโลกอยู่แล้ว มาเรียนรู้วิธีที่จะทำให้บ้านนี้ยิ่งอยู่ยิ่งสมองดีกันดีกว่า ที่สำคัญการพัฒนาสมองในบ้านของเรานั้น ยิ่งทำยิ่งสนุก และจะทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นอีกมากมาย
งานสัปดาห์หนังสือปีนี้คึกคักเพราะนักเขียนหลายคนพากันออกหนังสือเล่มใหม่ต้อนรับสัปดาห์การอ่านในช่วงส่งท้ายปลายปี ปีนี้หนังสือธรรมะยังคงมาแรงเหมือนเคย แต่หนังสืออีกแนวก็แรงไม่แพ้กันคือ หนังสือแนวสุขภาพ ทั้งอาหารสุขภาพและแพทย์ทางเลือก ทำให้เราเห็นเทรนด์ใหม่ๆ ที่สมควรมาแรงอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว คือ การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ
หนูดียังอยู่ที่งานภาวนา Peaceful Mind, Open Heart ที่วังรีรีสอร์ท โดยหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ แห่งวัดพลัม ฝรั่งเศส งานภาวนานี้พาให้พวกเรานักปฏิบัติทั้งหลายได้กลับมาอยู่กับลมหายใจ มีสติมากขึ้นกับลมหายใจและสิ่งต่างๆ ที่ทำในชีวิตประจำวัน จากที่มีคนสมัครมาเบื้องต้นเพียง 600 คนนั้น กลายเป็นว่ามีความต้องการมาร่วมงานภาวนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 800 เป็น 1,000 และมาสรุปสุดท้ายเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนงานภาวนาว่า ยอดคนร่วมงานรวมทั้งหมด 1,800 คน เพิ่มขึ้นจากที่ประมาณกันไว้ถึง 3 เท่า แต่ขนาดนั้น ก็ยังมีคนต้องการมาอีก เพียงแต่ห้องพักไม่สามารถรองรับไหวแล้ว แม้จะกระจายกันไปพักถึง 4 รีสอร์ทอื่นๆรอบๆก็ยังไม่พอ ยังมีคนที่โทรศัพท์มาขอเพียงเข้ามาฟังระหว่างวัน หรือ หากเข้าไม่ได้ ก็ขอเพียงมาทำบุญหรือมากราบหลวงปู่ระหว่างที่ท่านออกมานำเดินจงกรมในตอนเช้าตรู่
หนูดีว่า คนเมืองปัจจุบันนี้โหยหามาก มีความหิวในใจเยอะมากสำหรับการมีชีวิตที่มีคุณภาพหรือการมีจิตใจที่สบายขึ้น ไม่รู้เราพัฒนาเมืองไปกันอย่างไรนะคะ ทำไมคนเมืองเดี๋ยวนี้สภาพจิตใจดูน่าสงสารจัง หนูดีเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ในงานภาวนาครั้งนี้ที่มีคนมารวมกันเยอะมากกว่างานภาวนาในปีที่ผ่านๆ มา คนที่มาใหม่หลายคนหัวคิ้วขมวดติดตลอดเวลาโดยที่เขาไม่รู้ตัว มีความไม่อดทนต่อกันหรือหงุดหงิดใส่กันแสดงให้เห็นเรื่อยๆ
หลายคนดูออกว่า มีชีวิตที่ไม่มีความสุขอย่างเห็นได้ชัดทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ตั้งใจ คำนวณดูด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีคนที่มี
“ภาระทางใจ” ติดตัวมาร่วมงานภาวนานี้จำนวนถึงหลักร้อย นี่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่หนูดีเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันสำหรับงานภาวนาในแนวหมู่บ้านพลัม เพราะครั้งที่ผ่านๆ มา มักจะเป็นคนที่อยากมาเรียนรู้ อยากมาเห็น ถ้าเป็นคนที่เศร้ามาจริงๆ ก็เรียกว่า เป็นส่วนน้อยมาก แล้วเราก็มาแลกเปลี่ยนในกลุ่ม ค่อยๆ เยียวยากันไปนับว่าโชคดีที่คนกลุ่มที่มีภาระทางใจมาก ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานภาวนาที่ช่วยเยียวยาจิตใจจากส่วนลึก และชี้แนะตัวเลือกในการ
“วางใจให้ถูกจุด” รู้ว่าจะรับมือกับอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างไร หลวงปู่ได้พูดถึงการกลับมาที่ลมหายใจของเรา กลับมาที่บ้านภายในกายของเรา การอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างสมบูรณ์ การปล่อยอารมณ์ที่เป็นลบหรือเหตุการณ์ที่เป็นลบและจบไปแล้วออกไปกับลมหายใจออก ซึ่งฟังดูเป็นการปฏิบัติง่ายๆ แต่หนูดีคิดว่ามันเป็นบทเรียนที่ได้ผลมาก เราไม่ได้ต้องคิดมาก คิดซับซ้อน แต่เราสามารถมีความสุขได้ทันที ที่ลมหายใจนี้เลยทีเดียวใครไปเดินงานสัปดาห์หนังสือปีนี้ แล้วสนใจแนวทางการดูแลสุขภาพจิตใจตัวเอง และพลาดงานภาวนาในแนวเซนของท่านติช นัท ฮันห์ ก็อย่าเพิ่งเสียดายค่ะ เรามาเรียนรู้แนวปฏิบัติผ่านตัวหนังสือก็ได้ คนที่มางานภาวนาปีนี้ หลายๆ คนก็เป็นแฟนหนังสือของหลวงปู่มาก่อน หนูดีเองก็เคยเป็นแฟนงานเขียนของท่าน และค่อยๆ ขยับมาเป็นนักภาวนามือใหม่เมื่อหลายปีมาแล้ว จนวันนี้กลายเป็นมือเก่าแต่เก่าแค่ไหนก็ยังต้องฝึกปรือฝีมือเรื่อยๆ ไม่เช่นนั้น กลับเข้ามาสู่สังคมเมืองเมื่อไร กระแสพาไปทุกทีค่ะ อ่านนิตยสาร อ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ คุยเล่นกับเพื่อนๆ หลุดทุกที ต้องคอยระวังใจตัวเองเหมือนการ์ดเฝ้าประตู มีอะไรผ่านมาต้องจับตาเตรียมกระโดดตะครุบไว้ก่อนเลย ไม่อย่างนั้น อยู่เมืองไม่กี่วัน ขยะพานจะเข้ามาสะสมอยู่เต็มใจไปเรื่อย แต่ไม่ใช่ว่า เราเล่นกับโลกไม่ได้นะคะ เพียงต้องระวังเท่านั้นเอง
หนังสือโดยหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ที่เป็นเล่มอมตะนิรันดร์กาลของพวกเราคือ
“ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ” ที่สอนเราเรื่องการเห็นความมหัศจรรย์ในเรื่องราวธรรมดาๆ ของชีวิต สอนให้เราไม่มองข้ามสิ่งง่ายๆ ที่นำความสุขอย่างลึกซึ้งมาให้เรา ทั้งเรื่องการหายใจด้วยสติ การรับประทานอาหารด้วยสติ การฟังคนที่เรารักด้วยการอยู่ตรงนั้นครบ 100%หนูดีเองอ่านทุกครั้ง ก็ได้มุมมองใหม่ทุกครั้ง ส่วนอีกเล่มหนึ่ง เล่มเล็กนิดเดียว สีเหลืองสด ราคาเพียง 20 บาท แต่คือหนังสือเล่มแรกที่เปิดประตูให้หนูดีรู้จักกับหมู่บ้านพลัมคือ
“เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข” ของมูลนิธิโกมลคีมทอง หนูดีไม่เห็นในร้านหนังสือทั่วไปเท่าไร แต่สัปดาห์หนังสือในปีนี้มีขายค่ะ หนังสือเหล่านี้ไม่แพง แต่คุณค่าที่เราได้รับหากอ่านอย่างตั้งใจ จะอยู่กับเราไปอีกหลายปี เหมือนที่หนังสือราคายี่สิบบาทเล่มนี้ ส่งผลต่อเนื่องในชีวิตหนูดีมาหลายปีแล้ว






