posttoday
พรพิมล ปักเข็ม โรงเรียนยุค 4.0 ต้องโดดเด่นและแตกต่าง

พรพิมล ปักเข็ม โรงเรียนยุค 4.0 ต้องโดดเด่นและแตกต่าง

25 สิงหาคม 2561

“หญิง” พรพิมล ปักเข็ม สาวเก่งผู้รั้งตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท แมทช์ เฮ้าส์

โดย ภาดนุ 

“หญิง” พรพิมล ปักเข็ม สาวเก่งผู้รั้งตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท แมทช์ เฮ้าส์ คือเจ้าของธุรกิจโรงเรียนที่ชื่อ Match HouseLearning Center ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาที่มีความโดดเด่นและแตกต่างจากโรงเรียนกวดวิชาทั่วไป

ด้วยการใช้เครื่องมือและนวัตกรรมทางการศึกษาหลากหลายรูปแบบเข้ามาช่วยวิเคราะห์ ประมวลผล และค้นหาศักยภาพในตัวเด็ก เพื่อจะแนะแนวให้เด็กก้าวไปสู่เส้นทางที่ใช่ในอนาคต

“หญิงทำธุรกิจและมีบริษัทที่ดูแลบริหารงานอยู่หลายแห่ง แต่สำหรับโรงเรียนถือเป็นธุรกิจแรกๆ ที่เริ่มทำอย่างจริงจัง หลังจากเป็นนักเรียนทุนและจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ บวกกับความตั้งใจของตัวเองที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กๆ มีความรู้ควบคู่ไปกับการเรียนที่มีความเข้าใจและเรียนสนุก ปัจจุบันการสอนในยุคนี้ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป หญิงจึงได้ปรับเป็นศูนย์รวมด้านการเรียนการสอนที่ครบทุกวิชาขึ้นมา

คือต้องอธิบายก่อนว่า ที่จริงหญิงทำธุรกิจโรงเรียนมาประมาณ 18 ปี แต่เพิ่งจะมารีแบรนดิ้งเป็นชื่อ Match House Learning Center ได้แค่ปีกว่าๆ ซึ่งหญิงมองว่าถ้าเด็กนักเรียนจะมาเรียนที่ไหนก็ตาม ก่อนอื่นพวกเขาต้องรู้เป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตของตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร หญิงจึงตั้งใจเปิดโรงเรียนพร้อมทั้งสร้างกระบวนการในการค้นหาเป้าหมายให้กับเด็กทุกคนที่จะมาเรียนกับเรา แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องมีการแนะแนวที่ถูกต้องและตรงตามเป้าหมายให้กับเด็กๆ ด้วย ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ของอาจารย์ผู้สอน ในการที่จะแนะนำแนะแนวเด็กนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อวางแผนให้พิชิตเป้าหมายที่ต้องการให้ได้”

หญิง บอกว่า เด็กที่มาเรียนส่วนใหญ่จะมีตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.ปลาย ซึ่งที่ Match House Learning Center นั้น มีศักยภาพที่สามารถจะรองรับเด็กทุกช่วงวัยเหล่านี้ได้สบาย เพราะได้รวมศาสตร์แห่งการเรียนการสอนไว้ครบทุกวิชา ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และอื่นๆ

พรพิมล ปักเข็ม โรงเรียนยุค 4.0 ต้องโดดเด่นและแตกต่าง

“ที่เรามีสอนครบถ้วนทุกวิชา เพราะเรามีพาร์ตเนอร์ที่ดีเข้ามาร่วมธุรกิจด้วย อย่างตอนนี้ก็มีวิชาจินตคณิตเพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งจะเป็นวิชาที่ใช้อุปกรณ์คือลูกคิดและใช้จินตภาพของเด็กที่เรียนเป็นตัวช่วยให้พวกเขาคำนวณได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเดิมทีแล้วโรงเรียนของเราจะเชี่ยวชาญการสอนวิชาตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และการเตรียมสอบของเด็กๆ เป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันวิชาใหม่ๆ อย่างจินตคณิตนั้นเราไม่ถนัด เราจึงต้องหาพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญมาร่วมสอนด้วย

เราได้ ดร.เมี่ยง-จิตรา พีชะพัฒน์ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจินตคณิต และเคยส่งเด็กๆ ไปแข่งขันอยู่แล้วมาร่วมงานด้วย โรงเรียนกวดวิชาของเราจึงได้รับการตอบรับทางด้านวิชาจินตคณิตค่อนข้างดีเลยล่ะ ซึ่งเด็กที่มาเรียนจะได้เรียนทั้งคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการสอบเข้าเรียนต่อ พร้อมทั้งได้เรียนจินตคณิตเพิ่มไปด้วย”

เด็กที่มาเรียนเพื่อสอบเข้าเรียนต่อเหล่านี้ มีทั้งเด็กที่จบ ป.6 เตรียมขึ้นม.1 เด็กที่จบ ม.3 เตรียมจะขึ้น ม.4 และเด็กที่จบ ม.6 เตรียมเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งหญิงบอกต่อว่าที่โรงเรียนของเธอก็สอนได้ทุกวิชา ทั้งคณิต ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา อังกฤษ และอื่นๆ

“ถ้าถามว่าปัจจุบันนี้ปริมาณเด็กที่มาเรียนกวดวิชามีมากน้อยแค่ไหน ก็ตอบได้ว่าด้วยยุคสมัยและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีจำนวนเด็กที่มาเรียนน้อยลงตามไปด้วย เนื่องจากพ่อแม่ในยุคนี้มักมีลูกแค่ 1-2 คน ในขณะเดียวกันโรงเรียนต่างๆ ก็มีมากขึ้น ดังนั้นแต่ละโรงเรียนก็อาจจะมีจำนวนนักเรียนน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งก็มีผลกระทบอยู่เหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่ Match House LearningCenter โฟกัสเป็นพิเศษเลยก็คือ เราไม่ใช่โรงเรียนหรือสถาบันกวดวิชา แต่เราเป็นศูนย์รวมทางด้านการศึกษาที่หลากหลายซึ่งมีการวางแผนการเรียนเป็นอย่างดีเนื่องจากเราได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิเคราะห์และพัฒนาศักยภาพ TalentDetective ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์ลายผิววิทยา หรือ Dermatoglyphics อีกทั้งยังเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรม Top Talent ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการพัฒนาผู้เรียนผ่านการสแกนลายนิ้วมือ เพื่อประเมินศักยภาพโดยกำเนิดของเด็กแต่ละคนโดยเฉพาะ

พรพิมล ปักเข็ม โรงเรียนยุค 4.0 ต้องโดดเด่นและแตกต่าง

อีกทั้งยังมีการประมวลผลในภาพรวมเพื่อการจัดการการเรียนรู้ในห้องเรียนหรือโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย เพราะการวัดผลนี้สามารถนำมาประกอบการวางแผนการเรียนหรือการแนะแนวให้เด็กๆ เหล่านี้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสำหรับพวกเขาในอนาคตได้ ตามศักยภาพที่พวกเขามีมาแต่กำเนิด นี่แหละถือว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของโรงเรียนของเราที่แตกต่างจากโรงเรียนอื่นๆ”

หญิง กล่าวอีกว่า การสแกนลายนิ้วมือที่เกริ่นไปนั้น จะช่วยให้รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีอุปนิสัยโดยกำเนิดอย่างไร ซึ่งลายนิ้วมือของเด็กแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันนี้ สามารถนำมาวิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลอ้างอิงและสถิติกว่า 30 ล้านตัวอย่าง ที่บ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของเด็กแต่ละคนโดยพิจารณาจากรูปแบบลายนิ้วมือแล้วสรุปผลออกมาได้ค่อนข้างตรงกับนิสัยของเด็กแต่ละคนจริงๆ

“ที่จริงแล้วศาสตร์ของการสแกนลายนิ้วมือและการอ่านอุปนิสัยของแต่ละบุคคลนั้นเข้ามาในเมืองไทยนานแล้ว แต่อาจจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้าง แต่โดยส่วนตัวหญิงเอง ด้วยความที่เรามีลูกอายุ 6 ขวบและ 9 ขวบ หญิงจึงให้พวกเขาทดลองสแกนลายนิ้วมือตั้งแต่อายุได้ 1 ขวบเลย เมื่อวิเคราะห์ผลแล้วก็จะพบว่าลูกคนไหนเหมาะกับการเรียนแบบไหน หรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปทำอาชีพอะไรได้บ้าง ซึ่งการสแกนลายนิ้วมือก็จะวิเคราะห์โดยละเอียดทั้ง 10 นิ้ว จากนั้นจึงจะประมวลผลผ่านซอฟต์แวร์และสรุปผลออกมาอีกที

ทำให้สามารถบอกแนวโน้มอาชีพ ความชอบ ความถนัด และทำให้รู้ได้ว่าเราควรจะเพิ่มเติมจุดแข็งด้านทักษะหรือต้องพัฒนาศักยภาพด้านไหนให้ลูกๆ บ้าง กระบวนการนี้จึงช่วยทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กแต่ละคนชัดเจนขึ้น ว่าเขาชอบการเรียนรู้แบบไหน เด็กบางคนอาจจะชอบอ่าน บางคนอาจจะชอบฟัง หรือบางคนอาจจะชอบลงมือปฏิบัติ ซึ่งเด็กแต่ละคนก็จะมีความถนัดทางด้านการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป จึงช่วยให้ครูสามารถนำข้อมูลนี้มาเลือกวิธีหรือสื่อการสอนให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนได้ พ่อแม่ก็จะเข้าใจลูกๆ ได้ดีขึ้นส่งผลให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและมีพลังในการเรียนมากขึ้น”

ล่าสุด เธอบอกว่ายังได้นำโปรแกรม Top Talent เข้าไปยังโรงเรียนต่างๆ ด้วย ซึ่งเดิมทีใช้แค่ในโรงเรียนแมทช์ เฮ้าส์เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ ที่กรุงเทพฯ และโรงเรียน BSP ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่เป็นโรงเรียนต้นแบบเท่านั้น

พรพิมล ปักเข็ม โรงเรียนยุค 4.0 ต้องโดดเด่นและแตกต่าง

“นอกจากจะมีการสแกนลายนิ้วมือด้วยเครื่องแล้ว ยังมีการทำไอคิวเทสต์เพื่อทดสอบความฉลาดของเด็กๆ ด้วย เพราะเราอยากให้โรงเรียนของเราเป็นศูนย์การเรียนการสอนที่ทันสมัยและมีกระบวนการในการช่วยเหลือเด็กๆ ได้ครบถ้วน เราจึงมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นนักจิตวิทยาโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีการทำ Personality Test (แบบทดสอบบุคลิกตัวตน) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาแนะแนวเด็กมัธยมปลาย ซึ่งการทำแบบทดสอบบุคลิกตัวตนนี้ สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องทำทั้งบ้านเลย ผลที่ได้ก็คือจะช่วยให้คนในครอบครัวเข้าใจลูกๆ และส่งเสริมพวกเขาได้ถูกทางมากยิ่งขึ้น”

ผู้บริหารคนเก่งเสริมว่า การทดสอบทั้งหลายที่กล่าวมาเป็นโปรแกรมที่นิยมใช้และมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก เพราะในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และไต้หวัน ได้ใช้กันมานานแล้วดังนั้นผลการวิเคราะห์ต่างๆ ที่ออกมาจึงมีความน่าเชื่อถือสูงและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้เลย

“ขอย้อนกลับไปที่การนำกระบวนการสแกนลายนิ้วมือเข้าไปในโรงเรียนต่างๆ อีกนิด เรื่องนี้เราได้มีการติดต่อกับทางโรงเรียนทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด โดยคิดราคาค่าบริการในอัตราที่ย่อมเยามาก พูดง่ายๆ ว่าถูกกว่าการทดสอบแบบเดี่ยวๆ โดยโรงเรียนที่เรานำการวิเคราะห์และสแกนลายนิ้วมือเข้าไปนี้มีทุกระดับชั้นเลยค่ะ

แล้วในอนาคตเราก็วางแผนจะเข้าไปช่วยวิเคราะห์ให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนที่ขาดโอกาสตามต่างจังหวัดด้วย เพราะอยากให้เด็กไทยทุกคนได้ผ่านการวิเคราะห์โดยโปรแกรมนี้กันทุกคน เด็กๆ จะได้มีแนวทางในการวางแผนชีวิตเพื่อเดินต่อไปยังเป้าหมายในอนาคตได้อย่างถูกต้อง”

พรพิมล ปักเข็ม โรงเรียนยุค 4.0 ต้องโดดเด่นและแตกต่าง

ปัจจุบัน Match House Learning Center ในกรุงเทพฯ มี 3 สาขาด้วยกัน คือ เดอะมอลล์ บางแค เซ็นทรัลพระราม 2 และซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ โดยที่หญิงชี้ว่าผู้ปกครองสามารถจะเลือกให้ลูกมาเรียนกวดวิชาแบบเดี่ยว หรือจัดให้เด็กๆ รวมกลุ่มกันมาเรียนกับเพื่อนก็ได้

“เพราะห้องเรียนของเรามีมากถึง 20 ห้อง จึงสามารถรองรับนักเรียนได้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญเราจะเน้นอาจารย์ผู้สอนที่มีจิตวิทยาความเป็นครูสูง สามารถโน้มน้าวเด็กให้เรียนอย่างสนุกสนานและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งอาจารย์ส่วนใหญ่ของเราจะจบทางด้านวิชานั้นๆ โดยตรง หรือถ้าเป็นอาจารย์สอนภาษาพิเศษอย่างภาษาจีน เราก็จะคัดเลือกผู้ที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะมาสอนด้วยเช่นกัน”

หญิงทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเธอวางแผนไว้ว่าอาจจะเปิดสาขา Match House Learning Center เพิ่มขึ้นในต่างจังหวัด เพราะมองว่ายังไงก็ตามการศึกษายังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเด็กไทยเสมอ

อีกอย่างพาร์ตเนอร์ที่จะร่วมธุรกิจด้วยก็ต้องมีความรักความชอบในการทำโรงเรียนกวดวิชาด้วยเช่นกัน เพราะถือเป็นความรับผิดชอบต่ออนาคตของเด็กๆ ที่มาเรียนเพื่อให้พวกเขาได้รับประโยชน์สูงสุดและเติบโตมีอาชีพที่ดีและเป็นคนเก่งในสังคมที่จะช่วยพัฒนาประเทศชาติต่อไป… ดูข้อมูลได้ที่ FB : Matchhouse.school และ www.matchhouse.school

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท