
"สิงโตคำราม" แสงสว่างบนคราบน้ำตา
แม้จะไปไม่ถึงนัดชิงชนะเลิศ แต่ทีมชาติอังกฤษชุดนี้ก็มีนักเตะดาวรุ่งหลายรายดีพอที่จะพัฒนาไปอีกขั้น ถือเป็นอนาคตใหม่ของทีมชาติอังกฤษ
แม้จะไปไม่ถึงนัดชิงชนะเลิศ แต่ทีมชาติอังกฤษชุดนี้ก็มีนักเตะดาวรุ่งหลายรายดีพอที่จะพัฒนาไปอีกขั้น ถือเป็นอนาคตใหม่ของทีมชาติอังกฤษ
************************
โดย...ชมณัฐ
“คุณทำให้พวกเรายิ้ม ทำให้เราภูมิใจ ทำให้เรามีความเชื่อ ทุกคนคือฮีโร่ ไม่มีโทรฟี่ในเวลานี้ แต่รู้สึกเหมือนเป็นการเริ่มต้นในสิ่งที่ชาวอังกฤษทุกคนควรได้รับ เราขอคำนับคุณ”
เดลีเมล แท็บลอยด์ชื่อดังเมืองผู้ดีบรรยายข้อความดังกล่าวพาดหัวใหญ่ลงหน้าหนึ่งกีฬา เพื่อยกย่องทัพ “สิงโตคำราม” แม้จะปราชัยต่อ โครเอเชีย 1-2 ชวดผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ศึกฟุตบอลโลก 2018
เช่นเดียวกับสื่อสัญชาติอังกฤษอีกหลายสำนักที่พร้อมใจกันให้กำลังใจขุนพลทรีไลออนส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นได้ไม่บ่อยนักที่สื่อผู้ดีจะชื่นชมทีมตัวเองแบบนี้หลังจากจอดป้ายรายการสำคัญ ทั้งที่ฟอร์มการเล่นในการศึกที่ประเทศรัสเซียครั้งนี้ก็ไม่ได้โดดเด่นระดับมาสเตอร์พีซ อีกทั้งรูปเกมนัดล่าสุดยังขัดใจแฟนบอลในประเทศไทยมากมาย แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าความเจ็บช้ำครั้งนี้อาจมีแสงสว่างซ่อนอยู่ก็เป็นได้
เกินความคาดหวัง
ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์หลายคนไม่เชื่อว่าทีมชาติอังกฤษ จะเดินทางไกลถึงรอบตัดเชือกชนิดที่ก้าวขาข้างหนึ่งสู่นัดชิงชนะเลิศไปแล้ว เพราะทีมชุดนี้ถือเป็นทีมดาวรุ่งมีอายุเฉลี่ยน้อยที่สุดในอันดับ 3 ของทั้ง 32 ทีมที่เข้าร่วมแข่งขันที่ 26 ปี และรับใช้ชาติเฉลี่ยคนละ 20 นัดเท่านั้น โดยมี แฮร์รี เคน ศูนย์หน้าเป็นกัปตันทีมอายุน้อยที่สุดในวัย 24 ปี ที่สำคัญผู้เล่นที่ค้าแข้งในลีกบ้านเกิดทั้งหมด หลายคนไม่เคยมีประสบการณ์สัมผัสการคว้าแชมป์ในระดับสโมสรหรือระดับเมเจอร์มาก่อน
“เรารู้ดีว่าทีมชุดนี้เป็นทีมที่ประสบการณ์น้อยที่สุดในทัวร์นาเมนต์ และผมเชื่อว่าเราประสบความสำเร็จ เราเดินทางมาไกลอย่างน่าเหลือเชื่อในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ผมภูมิใจอย่างมากกับกลุ่มผู้เล่น ปฏิกิริยาของแฟนบอลเมื่อเทียบกับ 2 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าประเทศนี้ภูมิใจในวิธีที่เราเล่น และผมมั่นใจว่าทีมชุดนี้จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น” แกเร็ธ เซาท์เกต กุนซือทีมชาติอังกฤษ กล่าวหลังจบเกมรอบตัดเชือก
นอกจากนี้ เซาท์เกต ที่เพิ่งก้าวขึ้นคุมทีมชาติชุดใหญ่ในรายการสำคัญเป็นครั้งแรก ก็ได้รับเสียงชื่นชมเช่นกันโดยเฉพาะการหล่อหลอมทีมจนสามารถเรียกศรัทธาของคนในชาติให้กลับมาได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกในรอบ 28 ปี รวมถึงหยุดสถิติการดวลจุดโทษที่แพ้รวดมาตลอดในรอบ 22 ปี
“ทีมชุดนี้พาเราไปสู่สถานที่ที่เราไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าจะเป็นไปได้ พวกเขาได้พาประเทศชาติไปด้วย แฟนบอลทุกคนออกจากบ้านเพื่อไปดูพวกเขา ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นภาพนี้ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ พวกเขาสามารถภูมิใจได้เต็มอก” แกรี เนวิลล์ อดีตแบ็กขวาทีมชาติ เผย
ความพ่ายแพ้ที่รับได้
ขุนพลยังบลัดของอังกฤษ มีถึง 18 คนที่เล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก เจอบททดสอบอันยิ่งใหญ่อย่างโครเอเชีย ซึ่งเต็มไปด้วยแข้งวัยเก๋าประสบการณ์สูงมีผู้เล่นถึง 13 คนที่ผ่านทัวร์นาเมนต์นี้มาแล้ว โดยเฉพาะ ลูกา โมดริช กัปตันทีมโครแอตวัย 32 ปี จากเรอัล มาดริดที่ลงเล่นมาแล้วเป็นสมัยที่ 3 นอกจากนี้ยังมี มาริโอ มานด์ซูคิช (ยูเวนตุส) และอิวาน ราคิติช (บาร์เซโลนา) ที่ผ่านประสบการณ์ดราม่าลุ้นแชมป์กับต้นสังกัดมาอย่างโชกโชน
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นแล้วว่าลูกทีมของซลัตโก ดาลิช เคี่ยวกรำกว่าชัดเจนทั้งแท็กติกการเล่นและความสามารถเฉพาะตัว สามารถแบกแรงกดดันจากการโดนนำก่อนตั้งแต่ต้นเกมจนเป็นฝ่ายพลิกชนะได้สำเร็จในช่วงต่อเวลาพิเศษ ที่สำคัญพลังกายและพลังใจล้นเหลือเพราะเป็นการลงเล่น 120 นาทีเต็มเป็นนัดที่ 3 ติด จึงไม่แปลกใจที่จะคว้าชัยชนะไปได้
ต่างจาก “สิงโตคำราม” ที่พอโดนตามตีเสมอและเสียประตูสำคัญนักเตะต่างลนลานทำอะไรไม่ถูก หลายคนไม่เคยสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ อีกทั้งยังโชคร้ายเมื่อต้องเล่น 10 คน เพราะ คีแรน ทริปเปียร์ เจ็บแต่เปลี่ยนตัวครบแล้ว นั่นทำให้ชาวเมืองผู้ดี เข้าใจและยอมรับในชะตากรรม
“ผมคิดว่าประสบการณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงเกมนี้ ทีมโครเอเชียชุดนี้มีเหรียญคล้องคอมาแล้วเกือบทั้งทีม แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถักนิตติ้ง ผู้เล่นกลุ่มนี้ได้พาชาติก้าวไปข้างหน้าด้วยกันและแฟนบอลไม่ได้ร่วมกันสดุดีแบบนี้มาแล้วหลายปี” ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตกองหลัง กล่าว
ทีมมีเอกลักษณ์
กุนซือวัย 47 ปี เข้ามารื้อระบบการเล่นเก่าพร้อมติดตั้งแผน 3-5-2 ให้กับทีมชุดนี้ โดยมีสไตล์การเล่นที่ชัดเจนแน่วแน่ว่าจะขึ้นเกมรุกหรือจะตั้งรับอย่างไรแม้จะไม่หวือหวาถูกใจแฟนบอลที่ชอบความเร้าใจก็ตาม โดยเฉพาะลูกเซตพีซที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่ทุกทีมต้องระวัง
ฟุตบอลโลกครั้งนี้ อังกฤษ ยิงได้ 12 ประตู จาก 6 นัด โดย 9 ประตูจากทั้งหมดมาจากลูกตั้งเตะทั้ง ฟรีคิก เตะมุม และจุดโทษ ซึ่ง เซาท์เกต เผยว่าการให้ความสำคัญกับลูกตั้งเตะมากเป็นพิเศษมาจากสถิติในฟุตบอลโลก 2014 ที่มีประตูจากลูกเตะมุมถึง 11% ซึ่งตัวเองได้เดินทางไปศึกษาการทำงานของการเซตแผนเกมรุกและรับในศึกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล และบาสเกตบอลเอ็นบีเอ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจ
นอกจากนี้ยังแจ้งเกิดให้กับ คีแรน ทริปเปียร์ แบ็กขวาจากทอตแนมฮอตสเปอร์ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าพ่อลูกนิ่งคนใหม่ของทีมที่หวังผลได้ โดยเป็นแข้งผู้ดีรายแรกที่ยิงฟรีคิกเข้าในฟุตบอลโลก นับตั้งแต่ เดวิด เบคแฮม ซัลโวใส่เอกวาดอร์ ปี 2006 และยังเป็นสาเหตุให้ แอชลีย์ ยัง แบ็กซ้ายที่มีจุดเด่นเรื่องลูกครอสยังคงเป็นตัวเลือกแรกในวัย 33 ปี
อนาคตจากนี้?
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าทีมชุดนี้ได้ประสบการณ์อันล้ำค่า และนักเตะดาวรุ่งในทีมหลายรายดีพอที่จะพัฒนาไปอีกขั้น ถือเป็นอนาคตใหม่ของทีมชาติอังกฤษ แต่ทั้งนี้หากมองลึกลงไปในเกมล่าสุดยังมีหลายปัญหาที่ยังต้องปรับปรุงแก้ไขอีกเยอะพอสมควร
เกมรุกนอกจากไม้ตายลูกเซตเพลย์และการครอสบอลจากวิงแบ็กสองข้างแล้ว “สิงโตคำราม” แทบจะไม่มีการสร้างสรรค์การเข้าทำแบบอื่นที่หวังผลได้ เกมล่าสุดมีโอกาสยิง 11 ครั้ง แต่ตรงกรอบเพียงลูกเดียวจากฟรีคิกเบิกร่องของทริปเปียร์ตั้งแต่ 5 นาทีแรก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องย้อนกลับไปที่ เซาท์เกต ในฐานะผู้วางหมากว่าดีพอที่จะพัฒนาทีมนี้ต่อไปหรือไม่
“ผมคิดว่าเขาเป็นผู้นำของเรา ทุกคนถามว่าเขาเหมาะสมหรือไม่สำหรับงานนี้ ผมคิดว่าเขายอดเยี่ยมมาก เขาทำทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ เขาสมควรได้รับเครดิตมากที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้” สตีเวน เจอร์ราร์ด อดีตกองกลางอังกฤษ เผย
นอกจากนี้ยังมี โจเซ มูรินโญ กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มั่นใจในตัวเซาท์เกต โดยมองว่าหากตัวเองมีอำนาจในสมาคมฟุตบอลอังกฤษ จะให้เซาท์เกตและสตีฟ ฮอลแลนด์ (ผู้ช่วย) ทำงานต่อในยูโร 2020 และฟุตบอลโลก 2022
ทั้งนี้ “สิงโตคำราม” ยังมีโปรแกรมทิ้งทวนชิงอันดับ 3 กับเบลเยียม ในคืนวันที่ 14 ก.ค.นี้ ซึ่งต้องจับตาดูว่าจะสร้างความประทับใจสั่งลาได้ขนาดไหน







