
ณัฐรภัทร์ ศีรนาภัทราสิริ ครูอาสานางฟ้าของเด็กๆ
ขอตั้งฉายาให้ “กิฟท์” ณัฐรภัทร์ ศีรนาภัทราสิริ วัย 26 ปี ว่า ครูนางฟ้าอาสา เพราะกว่า 2 ปีแล้ว ที่ผู้เข้าประกวดเข้ารอบ 40 คน บนเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017-2018
เรื่อง : วราภรณ์
ขอตั้งฉายาให้ “กิฟท์” ณัฐรภัทร์ ศีรนาภัทราสิริ วัย 26 ปี ว่า ครูนางฟ้าอาสา เพราะกว่า 2 ปีแล้ว ที่ผู้เข้าประกวดเข้ารอบ 40 คน บนเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017-2018 ได้ทำหน้าที่เป็นครูอาสาให้โรงเรียนที่ จ.ลพบุรี โดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ นอกจากความสุขใจที่ได้ทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติตามอาชีพเดิมของคุณยาย ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากสอบเข้าบรรจุในอาชีพครูของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนให้ได้ เพื่อถ่ายทอดความรู้จากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ จ.ลพบุรี
มาสอนเด็กๆ ชั้นประถม 1 ถึงประถม 6 สอดแทรกการสอนแนวใหม่เพื่อให้เด็กๆ ได้รู้สึกสนุกในการเรียนรู้
แม้เป็นคน จ.ลพบุรี แต่หลังศึกษาจบ กิฟท์ยึดอาชีพเดินแบบ ซึ่งงานส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ดังนั้น 7 วันต่อสัปดาห์เธออยู่กรุงเทพ 4 วันเพื่อทำงาน อีก 3 วันเดินทางกลับไปบ้านเกิดเพื่อไปสอนหนังสือน้องๆ
“หนูมาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 รวม 8 ปีแล้ว เสน่ห์ของกรุงเทพ หนูชอบตรงเป็นเมืองที่ไม่ยอมหลับ มีแสงสีตลอดเวลา”
กิฟท์เล่าย้อนไปถึงแรงบันดาลใจที่อยากเป็นครูอาสา อาจเพราะเห็นคุณยายเป็นครูมาตั้งแต่เด็กๆ
“จุดเริ่มต้นหนูตั้งใจอยากเป็นครูอยู่แล้วตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี หนูเรียนสายวิทยาศาสตร์มาตลอด เมื่ออยากเป็นครูต้องเรียนต่อครูอีก 2 ปี เป็นการอบรมมาตรฐานวิชาชีพครู 9 มาตรฐานเรียน 1 ปีก็จบ เพราะเรียนแบบเร่งรัด แต่เรียนจบก็มีงานเดินแบบและหนูก็รัก เลยเป็นนางแบบมา 10 ปี แต่มีจังหวะหนึ่งอายุหนูมากขึ้น เราต้องหาความมั่นคงเลยตั้งใจจะสอบข้าราชการครู
อยากเป็นครู เพราะยายเป็นครู หนูจึงตัดสินใจไปเรียนต่อครูตามที่ตัวเองตั้งใจไว้ ระหว่างเรียนต่อรู้สึกว่าไม่ได้ใช้วิชาความรู้เลย จึงตั้งใจหาที่สอนสักที่ทีแรกกะไปสอนโรงเรียนที่หนูจบมัธยม 6 มา คือโรงเรียนพระนารายณ์ แต่ที่นี่เด็กโตไปแล้วหนูยังวัยรุ่นอยู่ เลยเบนเข็มไปสอนเด็กเล็กๆ ที่โรงเรียนวัดโพธิ์เก้าต้น จ.ลพบุรี เป็นเด็กอนุบาลถึงประถม 6 ไปสอนเหมือนครูทุกอย่าง
หนูขอผู้อำนวยการโรงเรียนไปสอนในวันที่หนูว่างจากงาน และหนูจะสอนให้ครบ เช่น ชั้นประถมจะต้องเรียนให้ครบอาทิตย์ละ 2 วัน หนูจะสอนให้ครบ 2 วัน/ชั้น แรกๆ หนูสอนประถม 1 - 6 ชั้นอนุบาล ได้ไปเล่นกับเด็กๆ บ้าง หนูสอนวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แต่เท่าที่ผ่านมาหนูสอนหลายวิชา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคม หนูมีลูกศิษย์ทั้งหมดประมาณ 140 คน สอนอังคาร - พฤหัสฯ เป็นอย่างนี้มา 2 ปีแล้วค่ะ”
สิ่งที่กิฟท์ได้จากการเป็นครูอาสา สิ่งแรกซึ่งกลายเป็นความประทับใจของเธอจนถึงวันนี้ คือมีเด็กคนหนึ่งบ้านไฟไหม้ และเป็นเด็กพิเศษ ครอบครัวก็ทิ้งให้อยู่กับยาย 2 คนแล้วบ้านไฟไหม้ เป็นเด็กประถม 1 เธอไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร จึงเรี่ยไรเงินจากเพื่อนๆ นางแบบที่ใจบุญ
พากันบริจาคเงินก้อนแรกได้มากถึง 6 หมื่นบาท ทำให้กิฟท์หัวใจพองโต รู้สึกปลื้มใจอย่างประหลาด แล้วต้องช่วยเหลือดูแลเงินในบัญชีเป็นอย่างดี โดยลงชื่อเธอกับเด็กเท่านั้น เพื่อให้เงินจำนวนนี้ไปสร้างให้เกิดประโยชน์กับเด็กจริงๆ จนสามารถซ่อมแซมบ้านให้เสร็จสมบูรณ์ และกันเงินบางส่วนให้เป็นทุนการศึกษาของลูกศิษย์ของเธอด้วย
“เงินก้อนแรก พอแชร์ข่าวไปเรื่อยๆ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ก็เห็น เอาข่าวหนูไปแชร์ มีเงินบริจาคจากผู้ใจบุญมาช่วยเหลือเด็กมากถึง 2 แสนบาท แค่จุดนี้ทำให้หนูเรียนรู้ว่า การช่วยเหลือคนอื่นเราไม่จำเป็นต้องมีทุนทรัพย์มากมาย แค่เป็นกระบอกเสียงแล้วหนูก็ไม่เดือดร้อน มันสุขใจที่ตอนนี้เราสร้างบ้านให้เด็กเสร็จแล้ว และเก็บเป็นทุนการศึกษาให้เด็กได้ด้วย แค่เรายอมเหนื่อยเอง”
สิ่งสุดท้ายสิ่งที่กิฟท์ได้เรียนรู้จากการให้ คือ รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าขึ้น เพราะจริงๆ เราแค่แบ่งปันให้คนอื่นบ้าง สอดแทรกการสอนแบบใหม่ๆ พาเด็กๆ เข้าไปเรียนชีวิตสัตว์เล็กๆ ในสวนสาธารณะ เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้ จดจำได้ดีและเกิดความสนุกเพลิดเพลิน
“หนูตั้งใจจะเป็นครูอาสาจนกว่าจะสอบบรรจุติดค่ะ สอบไม่ติดก็สอนอยู่แบบนี้ แม้หนูจะสามารถไปสอนโรงเรียนแล้วได้เงินเดือนดีๆ ได้ เพราะหนูมีใบประกอบวิชาชีพครูหมดแล้ว แต่หนูไม่เลือกที่จะไปโรงเรียนเอกชนที่ให้เงินเดือนสูงๆ เพราะหนูก็ไม่ได้ขาด แม้หนูอยากมั่นคงมีงานที่เลี้ยงดูแม่ได้แค่นั้น ทำงานเป็นครูอาสาก็สุขใจมากๆ นะคะ”







