
3 เพื่อนซี้ ตะลุยยุโรป 7 วัน ไม่ใช้เงินสักบาท
ตะลุยยุโรป 7 วัน ห้ามใช้เงินแม้แต่บาทเดียว อาจจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่ทีม “นิมบ์ลี่ สล็อต” (Nimbly Sloths 3)
โดย...มัลลิกา นามสง่า
ตะลุยยุโรป 7 วัน ห้ามใช้เงินแม้แต่บาทเดียว อาจจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่ทีม “นิมบ์ลี่ สล็อต” (Nimbly Sloths 3) ประกอบด้วย เจนนี่-รมิดา จึงไพศาล วะ-วศินี ธัญญะกิจไพศาล และ แพร-ไหมแพร ชีวมงคล 3 นิสิตสาวจากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สามารถพิชิตโจทย์นี้ได้ จากภารกิจ “เรดบูล แคน ยู เมค อิท? 2018”
หลายคนอาจคิดว่า ก็ไปทำภารกิจแบบนี้ ยังไงก็ตะลุยยุโรปได้สบายๆ เพราะมีผู้สนับสนุนอยู่แล้วนี่ แต่ถ้าเข้าใจในภารกิจที่พวกเธอทำ และกว่าพวกเธอจะสามารถเป็นหนึ่งทีมที่พิชิตคนไทยอีกหลายพันชีวิตที่อยากเข้าร่วมภารกิจนี้ ไม่ใช่ง่ายเลย
ไม่เพียงห้ามใช้เงิน โทรศัพท์มือถือก็ห้าม งดการเล่นโซเชียล สิ่งของที่ใช้แทนเงินได้มีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือ กระป๋องเรดบูล และการต้องทำภารกิจแลก ซึ่งหลากหลายมาก ไม่ว่าจะทำอาหาร เซลฟี่กับคนแปลกหน้า เต้นรำกลางสายฝน ชวนคนอื่นมาตัดผมให้ เช็กอินโรงแรม 5 ดาว รับประทานอาหารจากเชฟมิชลินสตาร์ ต้องทำหลายอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งที่พัก ค่าเดินทาง อาหาร ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บด้วย
เรดบูล แคน ยู เมค อิท? เป็นการแข่งขันสำหรับนักศึกษาที่อยากจะมีประสบการณ์แบบครั้งหนึ่งในชีวิต โดยเฟ้นหาตัวแทน 200 ทีมจาก 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ทีมจากประเทศไทยได้เข้าร่วม เพื่อเดินทาง 7 วันตะลุยทั่วยุโรป มีเพียงความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญเท่านั้นที่จะพาแต่ละทีมให้ถึงจุดหมายปลายทาง ที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
ไหมแพร อายุ 24 ปี นิสิตชั้นปีที่ 5 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ “เคยเดินทางมาแล้ว 21 ประเทศ ชอบท่องเที่ยวแบบปีนเขา ลุยป่า อย่าง Hiking ที่นอร์เวย์ และขึ้นเขาที่รินจานี อินโดนิเซีย 3 วัน 2 คืน ดำน้ำที่เกาะเต่าคนเดียว หรือสถานที่ลำบากหน่อยจะชอบไป (หัวเราะ) เพราะถ้าจะเดินทางชอบได้เจอประสบการณ์ที่ไม่ได้เจอในชีวิตประจำวัน"
วศินี อายุ 22 ปี เพิ่งจบการศึกษาจากภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เคยท่องเที่ยวมาแล้ว 23 ประเทศ เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ลาว เวียดนาม มาเก๊า อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เช็ก ฮังการี รัสเซีย ออสเตรีย เดนมาร์ก เยอรมนี สเปน อังกฤษ สวีเดน วาติกัน และนิวซีแลนด์
มีทั้งไปกับเพื่อน คนเดียว กับครอบครัว ไปคนเดียว ใช้ทุนพ่อแม่ สอบชิงทุน หลากหลายรูปแบบ แต่ไม่มีครั้งไหนที่เธอจะจดจำได้เท่ากับภารกิจนี้
“สิ่งที่ได้รับจากการการเดินทางในทริปนี้ เรารู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากๆ และคงจะหาจากที่อื่นไม่ได้ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขัน
สิ่งแรกที่เราได้มาเลย ก็คือ ความกล้า กล้าที่จะคิดก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง และยังไม่ทันจะได้เข้าร่วมกิจกรรม Can You Make It เราก็ได้ทำอะไรแปลกๆ เช่น ในขั้นตอนของการหาคะแนนโหวต ใครจะไปคิดว่าอยู่ๆ เราจะมีความคิดบ้าบิ่นขนาดขอโหวตจากคนทั่วโลกจนไม่ได้หลับได้นอน แค่เพียงช่วงโหวตสั้นๆ นั้นเราได้รู้จักเพื่อนใหม่จากอีกซีกโลกหนึ่งก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันเสียอีก”
รมิดา อายุ 22 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชอบเดินทางไปอยู่เมืองใหญ่ๆ ตามประเทศต่างๆ เป็นเวลานาน เพื่ออยากเรียนรู้ว่าคนแต่ละเมืองใช้ชีวิตกันอย่างไร ไปมาแล้ว 22 ประเทศ
“ปกติชอบคิดแต่ไม่ลงมือทำ การเริ่มต้นสมัครโครงการนี้เป็นการเปลี่ยนให้เราลงมือทำมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เราได้เรียนรู้และใช้เวลากับตัวเอง เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับทุกช่วงเวลากับสิ่งเล็กน้อยรอบตัวมากขึ้น”
แม้จะเป็นเพื่อนสนิทกัน และเคยร่วมเดินทางด้วยกันยังที่ต่างๆ มาก่อน แต่เป็นครั้งแรกที่ 3 สาว เจอโจทย์ที่ท้าทาย ตั้งแต่เริ่มทำคลิปแนะนำตัวเพื่อเข้าคัดเลือก
รมิดา คือคนที่จุดไอเดียการเข้าร่วมภารกิจนี้ “เราคุยกัน เอาคลิปเก่าๆ ของอดีตผู้เข้าแข่งขันมาดู เราได้ข้อสรุปเองว่า ในทีมแต่ละคนต้องมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน และกรรมการคงอยากเห็นความเป็นตัวตนของเราจริงๆ
เราก็มามองตัวเองเป็นคนแบบไหน เจนนี่ชอบวางแผน แม่นเส้นทาง ชอบดูแผนที่ แพรลุยๆ ให้ทำอะไรทำหมดเลย วะสดใส โพซิทีฟ เข้าไปคุยกับคนง่าย เราจึงเอาจุดเด่นของแต่ละคนมารวมกัน น่าจะทำให้ทีมไปรอด”
วศินี “เราคิดกันนาน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบ แต่ตอนลงมือถ่ายทำคลิปไม่นาน เพราะเวลาทำงานถ้าเราวางแผนทุกอย่างมาดี เวลาขั้นตอนทำงานจะเร็ว
เราเอาวิดีโอเก่าที่ไปเที่ยวกันมาตัดต่อ แนะนำตัวแต่ละคนและถ่ายรวม ตอนจบเรากระโดดลงในกระป๋องเรดบูล เราสื่อว่าเราจะผ่านสิ่งนี้ไปด้วยกัน”
7 วันที่ต้องทำภารกิจมีทั้งทำสำเร็จและล้มเหลว แต่พวกเธอได้เรียนรู้และยอมรับในทุกผลลัพธ์ เจนนี่เล่าว่า เขามีแผนที่ให้ เหมือนจีพีเอสเอาไว้ติดตัว ว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน เพื่อความปลอดภัยด้วย แต่แผนที่เสิร์ชไม่ได้
"เราจะไปแต่ละจุดยังไง วางแผนนานมากก็ไม่ได้ ทุกครั้งเวลาเราเตรียมของเราจะรู้สึกว่าไปเที่ยว แต่ครั้งนี้เหมือนเอาตัวเองออกไปหาประสบการณ์มากกว่า
ในกระเป๋าก็มีเสื้อผ้าแค่จำเป็น บางทีมมีถุงนอนแต่เราไม่มี เราคิดว่าถ้าเรามีถุงนอน หนึ่ง มันหนัก (หัวเราะ) สอง เราจะไม่พยายามในการหาที่พัก ส่วนใหญ่เราวางแผนพยายามเดินทางด้วยรถเวลากลางคืนเพื่อที่จะได้นอนบนรถ นอนในห้องสูบบุหรี่ก็เคยเพราะอากาศที่สวีเดนติดลบ
ที่เมืองลินเชอปิง สวีเดน เราทำตามโจทย์ปาขวานให้โดนเป้า ซึ่งขวานหนักมาก อย่าว่าแต่ใกล้เป้าเลย เราปากันไม่ถึง อันนี้ทางด้านกายภาพเราสู้ไม่ไหว แต่จุดที่เราทำคะแนนได้เยอะสุด คือ การทำอาหาร ที่เมืองฮัมบูร์ก เยอรมนี เขาทำให้เราชิมก่อนแล้วเราทำตาม เหมือนไข่แฮมชีสอบมันฝรั่ง แล้วเราต้องเชิญคนมาชิมให้ได้ 4 คน เราก็วางแผนกัน ให้แพรเป็นคนเชิญคนมาชิม
การขอตั๋วรถยากที่สุด เพราะเราต้องขอแข่งกับเวลาและขอถึง 3 ใบ การขอตั๋วคนหนึ่ง 3 ใบ ยากมาก เราต้องขอคนละใบ และให้ทันเวลา
มีครั้งหนึ่งเราขอใครไม่ได้เลย เวลาก็จะหมดแล้ว มีเพื่อนทีมอื่นมาช่วยเราขอ ซึ่งจุดนี้ทำให้เราประทับใจมาก พอเราเจอทีมอื่นที่เจอสถานการณ์คับขันอย่างเรา เราก็เข้าไปช่วย คือทุกคนไม่ได้มาเพื่อแข่งขันกัน เราได้เห็นน้ำใจที่แบ่งปันกันตลอดจนจบภารกิจ”
ไหมแพร บอกว่า "เวลาที่เราไปขอความช่วยเหลือ และเสนอเอากระป๋องเรดบูลแลก คนส่วนใหญ่ที่ช่วยเราไม่ได้มองว่าเรดบูลราคาเท่าไร คุ้มค่ากับเงินที่เขาให้ไหม แต่เขามองเห็นความสนุก ความตั้งใจของเรา บางคนเขาตกงานไม่มีเงินช่วย ก็ให้กำลังใจ ซึ่งมันก็มีค่าสำหรับเรา
เราไปร้านอาหารไทย เราแค่จะขอนอนที่ร้านอาหาร แต่เจ้าของให้เราไปนอนที่บ้าน ทำอาหารให้กินเป็นอาหารเย็นมื้อแรกของเราเลยที่ได้กินดีๆ ส่วนใหญ่กินแซนด์วิช ระหว่างวันก็กินเอนเนอร์จี้บาร์
การหาที่พัก ก็ยาก ไปขอโรงแรม ทุกที่เต็มหมดเลย โฮสเทลยังขอไม่ได้เลย เราไปเจอร้านอาหารไทยเราจะไปขอคำแนะนำเจ้าของร้าน ให้เราไปนอนที่บ้าน ทำอาหารเย็นให้กิน เป็นอาหารเมืองแรก ถ้าไปกินแซนด์วิชกับเรดบูลที่จุดเช็ก ระหว่างวันเราพกเอนเนอร์จี้บาร์ แต่ทางกรรมการไม่ได้ให้มาก เขาจะดูความเหมาะสม เพราะเขาต้องการให้เราได้ลองแลก ได้ไปพูดคุยกับผู้คน"
พวกเธอออกสตาร์ทจากเมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และเข้าเส้นชัยที่อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้สำเร็จ รวมเป็นระยะทาง 1,940 กิโลเมตร ผ่านจุดเช็กพอยต์ใน 4 ประเทศ ใช้ Red Bull Can ไปทั้งหมด 103 กระป๋อง และจบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 60 จากทั้งหมด 200 ทีม
หากแต่ในภารกิจนี้ จุดหมายปลายทางไม่ได้สำคัญ ยิ่งใหญ่ที่จะต้องตะบี้ตะบันแข่งขันเพื่อให้ชนะทีมอื่นๆ เพราะระหว่างทางไม่ว่าการทำภารกิจตามโจทย์ การได้พบเจอคนแปลกหน้า การได้เห็นบ้านเมืองต่างถิ่น พวกเธอได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และได้รางวัลอันยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตแล้ว
วศินี เล่าว่า ตลอดช่วงเวลาทำการแข่งขัน พวกเธอได้สัมผัสความสุขในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากที่เคยเป็น มีเวลาอยู่กับตัวเองและเพื่อนๆ มากขึ้น
"คงเพราะว่าเราไม่มีโซเชียลให้เล่นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ด้วยความที่เราใช้ชีวิต 7 วันกับแบบไม่มีอะไรเลย มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นของไส้กรอก กระโดดเล่นไปกับเพื่อน นั่งพักมองคนเดินผ่านไปมา เราก็มีความสุขแล้ว ฟังดูไม่น่าเชื่อเลย
เรายังได้พบว่าน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ไม่มีคำว่าสิ้นสุดเลยจริงๆ ทั้งกับคนในชาติเดียวกันหรือต่างชาติต่างแดน ทุกคนที่ผ่านเข้ามาได้ให้ความช่วยเหลือกับพวกเราเป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้น มันสอนให้เรารู้ว่าเราอย่ามองคนจากภายนอก สิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่ทุกอย่างที่เขาเป็น การที่เราได้ลองเปิดใจและได้ไปสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของเขา นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
สุดท้าย สิ่งที่เราเล่าออกมามันอาจจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คนได้ แต่ก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าเราไม่ลองไปตามหาแรงบันดาลใจของตัวเราเอง”
ไหมแพร เสริมว่า สิ่งที่ได้จากการเดินทางครั้งนี้ คือ การให้โดยการไม่หวังผลตอบแทน "ทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ พวกเราไม่เคยรู้จักเขามาก่อน แต่เขากลับดูแลเราเหมือนลูกหลาน รวมถึงการหาข้อดีและมีความสุขกับอะไรง่ายๆ ที่อยู่ตรงหน้า
ขนาดเราไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท แต่ทำไมเราไม่ทุกข์เลยแม้แต่นิดเดียว มันไม่ใช่ความลำบากด้วยซ้ำ แต่มันเป็นความสนุกที่ไม่รู้จะบรรยายยังไง รู้แต่ว่ามันคือความสนุก คือมิตรภาพ คือความท้าทาย ที่เราสามารถเรียนรู้การเป็นผู้ให้ เรียนรู้ที่จะมองโลกในแง่ดีได้กับทุกเรื่อง”
รมิดา เล่าว่า เมื่อก่อนไม่มีเป้าหมาย ไม่ได้มีอาชีพในฝัน พ่อก็เคยบอกว่า ไม่ทำเพื่อตัวเองก็ทำเพื่อคนอื่น "ตอนนั้นเราก็ยังไม่อินมาก แต่พอกลับมาจากทริปนี้ มีความรู้สึกว่านี่แค่เราทำอะไรให้คนอื่นนิดเดียวรู้สึกดีมาก
ตอนนั้นมีมื้อหนึ่งเราได้กินข้าวคะน้าหมูกรอบ น้ำตาไหล กินน้ำช็อกโกแลตกระป๋อง ปกติไม่ชอบไม่อร่อย ซึ่งทีมสเปนไปแลกเอามาให้เรา ประทับใจมาก การแบ่งปัน ทำให้กัน โดยไม่ได้สนิท รู้จักกันมาก่อน มันสามารถทำได้ เราทำเพื่อคนอื่นได้"
การออกเดินทาง ความสวยงามไม่ได้รออยู่ที่จุดหมายเท่านั้น และการเดินทางเพื่อเร่งรีบมุ่งไปสู่เป้าหมายอย่างเดียวโดยไม่สนใจคนข้างๆ สิ่งแวดล้อมรอบกาย อาจจะพลาดความงามและสิ่งมหัศจรรย์ที่น้อยคนนักจะได้สัมผัส







