
ไข้สมองอักเสบนิปาห์ 'ระเบิดเวลา' ที่รอปะทุ
ข่าวการระบาดของโรคสมองอักเสบจากไวรัสนิปาห์ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย
โดย...ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ข่าวการระบาดของโรคสมองอักเสบจากไวรัสนิปาห์ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 10 มิ.ย. ที่ทางการอินเดียรายงานว่าโรคสงบลงแล้วนั้น องค์การอนามัยโลกได้รายงานอ้างอิงตามข้อมูลวันที่ 1 มิ.ย.ว่า มีผู้เสียชีวิตรวม 17 ราย และผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อ 18 ราย และยังคงมีผู้ป่วยอาการไข้ที่อยู่ระหว่างการสังเกตอาการอีกกว่า 2,000 รายนั้น แม้จะเชื่อว่าต้นต่อของโรคแพร่มาจากค้างคาวสู่คน และจากคนสู่คนโดยเฉพาะครอบครัวและแพทย์-พยาบาลที่ใกล้ชิดผู้ป่วย แต่วันนี้ยังไม่สามารถค้นหาเบาะแสที่แท้จริงได้แม้จะมีการจับค้างคาวทั้งค้างคาวกินผลไม้และค้างคาวกินแมลงบริเวณบ้านผู้ป่วย รวมทั้งวัว แพะ สุกร ไปตรวจแต่ก็ยังไม่พบเชื้อ
หลายคนอาจคิดว่าโรคนี้เป็นโรคใหม่แต่จริงๆ แล้ว ไวรัสนิปาห์เป็นโรคอุบัติใหม่ที่พบครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ที่มาเลเซีย ในปี 2541-2542 ซึ่งมีการระบาดจากค้างคาวสู่สุกรและคนติดเชื้อจากสุกรขณะชำแหละสุกรป่วยติดเชื้อนิปาห์พบผู้ป่วย 265 ราย เสียชีวิต 105 ราย และทางการมาเลเซียสามารถควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องทำลายสุกรในประเทศไปประมาณ 1 ล้านตัว (ครึ่งหนึ่งของประเทศ) เพื่อยับยั้งการระบาดของโรค
ต่อมาในปี 2544 พบการระบาดที่เอเชียใต้ในบังกลาเทศที่มีการรายงานจากการติดเชื้ออย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2555 และที่อินเดีย 1 ครั้งในปี 2544 มีผู้ติดเชื้อรวมทั้งสิ้น 280 ราย เสียชีวิต 211 ราย อัตราเสียชีวิตกว่า 75% เส้นทางการติดต่อของไวรัสนิปาห์สู่คนที่บังกลาเทศแตกต่างจากที่มาเลเซียคือ ผู้ป่วยได้รับเชื้อจากการดื่มน้ำอินทผลัมสดที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสจากน้ำลายและเยี่ยวค้างคาวกินผลไม้ และยังพบการแพร่โรคจากคนสู่คน ผู้ป่วยติดเชื้อนิปาห์ที่บังกลาเทศจะมีอาการทางระบบประสาทร่วมกับอาการในระบบทางเดินหายใจ ในขณะที่ผู้ป่วยมาเลเซียที่ติดเชื้อนิปาห์จะมีอาการทางระบบประสาทอย่างเดียวและไม่พบการติดต่อโรคจากคนสู่คน
ไวรัสนิปาห์มีต้นตออยู่ในค้างคาวแม่ไก่ หลายสายพันธุ์โดยที่ไวรัสไม่ทำให้ค้างคาวป่วย มีการสำรวจพบเชื้อไวรัสนิปาห์จากค้างคาวแม่ไก่ในหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย อินเดีย บังกลาเทศ กัมพูชา รวมทั้งประเทศไทย การแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์จากค้างคาวสู่สุกรจะทำให้สุกรป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ มีอาการไอเสียงดัง แต่มีอัตราป่วยตายเพียง 5% ในขณะที่เมื่อเชื้อไวรัสแพร่สู่คนจะทำให้มีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นคือ อาการทางระบบประสาทที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง 40-100% แล้วแต่กรณีจะเห็นได้ว่าไวรัสมีการปรับตัวเพิ่มความรุนแรงของโรค เมื่อมีการกระโดดข้ามแหล่งรังโรคธรรมชาติสู่กลุ่มเป้าหมายและแพร่ระบาดในวงกว้าง
ประเทศไทยมีการสำรวจการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในสุกรโดยกรมปศุสัตว์เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน ซึ่งยังไม่พบการติดเชื้อแต่อย่างใด และการเฝ้าระวังโรคสมองอักเสบของสำนักระบาดวิทยาร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยอาการสมองอักเสบทั่วประเทศมากว่า 3 ปี ก็ยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย
อาการของผู้ป่วยติดเชื้อสมองอักเสบนิปาห์ ประกอบด้วย อาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาการของระบบทางเดินหายใจ ตามด้วยอาการซึม-สับสน ชัก โคม่า และเสียชีวิต ส่วนสุกรที่ติดเชื้อจะมีอาการไข้หายใจลำบากและหายใจเร็ว อ้าปากหายใจ ไออย่างแรงและมีเสียงดัง
การเฝ้าระวังโรคจากไวรัสนิปาห์ในค้างคาวในประเทศไทย โดยความร่วมมือของศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า เชื้อไวรัสที่พบในประเทศไทยมีทั้งสองสายพันธุ์คือ สายพันธุ์ที่พบในมาเลเซีย และสายพันธุ์บังกลาเทศ แต่มีอัตราการติดเชื้ออยู่ในระดับต่ำกว่าค้างคาวในมาเลเซีย อินเดีย และบังกลาเทศ นอกจากนี้ยังพบการแพร่เชื้อในเยี่ยวค้างคาวในบางฤดูกาลเท่านั้นไม่ได้พบตลอดเวลา
ธรรมชาติของไวรัสนิปาห์ที่มีแหล่งรังโรคในสัตว์ป่าคือ ค้างคาวกินผลไม้และมีมานานแล้วก่อนการระบาดในคน เพียงแต่ไวรัส “รอ” เวลา-โอกาส-จังหวะ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดที่จะกระโดดข้ามจากบ้านตามธรรมชาติ (ค้างคาว) ไปสู่บ้านหลังใหม่ในสัตว์เลี้ยง หรือคน ที่จะสามารถขยายอาณาจักร เพาะแพร่พันธุ์เป็นจำนวนมาก และก่อโรครุนแรงต่อบ้านหลังใหม่การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรักษาสมดุลให้ไวรัสมีอยู่ในค้างคาวในปริมาณที่เหมาะสม (ปริมาณต่ำๆ) ที่จะไม่ก่อโรคและแพร่โรคมายังคนและสัตว์เลี้ยง โดยรักษาสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารให้ค้างคาวมีสุขภาพแข็งแรงเพื่อลดภาวะการปะทุของเชื้อไวรัสในตัวค้างคาว ไม่มีความจำเป็นต้องทำลายค้างคาว ย้ายที่เกาะนอนค้างคาว หรือปิดพื้นที่ไม่ให้คนเข้าใกล้เพียงแต่ต้องตระหนักถึงอันตรายจากเชื้อไวรัสที่อาจจะมาจากค้างคาวและหาทางป้องกันอย่างเหมาะสม







